แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1

ว่านชักมดลูก ปลูกไม่ยาก
            ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาอย่างยาวนานในอดีตแล้ว ซึ่งในอดีตนั้น คนไทยจะเพาะปลูกว่านชักมดลูกกันแค่ในรั้วบ้าน และขยายพันธุ์แค่พอที่จะใช้เป็นยาสมุนไพรในครัวเรือนเท่านั้นไม่ได้มีการนำไปจำหน่ายหรือนำไปส่งออกไปยังต่างประเทศเหมือนในปัจจุบันนี้แต่อย่างใด จึงทำให้แต่ก่อนนี้ยังไม่มีผู้นิยมนำว่านชักมดลูกไปปลูกเพื่อการพาณิชย์แต่อย่างใด แต่ในปัจจุบันเมื่อเริ่มมีการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูกกันมากขึ้น จึงทำให้เกิดกระแสการขยายพันธุ์ว่านชักมดลูกเพื่อนำมาจำหน่ายทั้งจำหน่วยแก่ลูกค้ารายย่อยและส่งเข้าโรงงาน จนถึงขั้นที่ว่าเกษตรกรที่ทำการเกษตรในพืชประเภทอื่นต้องหันมาเพาะปลูกว่านชักมดลูกเป็นพืชหลักเลยทีเดียว โดยในเมืองไทยนอกจากเกษตรกรจะหันมาเพาะว่านชักมดลูกแล้ว ยังมีการขยายพันธุ์สมุนไพรจำพวกอื่นเป็นอาชีพหลักอีกหลายชนิด เช่น กระชายดำ ขมิ้นชัน ไพลฯลฯ ซึ่งในการปลูกสมุนไพรเหล่านี้ก็อาจทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี (ซึ่งอาจจะดีกว่าพืชหลักที่ปลูกในอดีตด้วยซ้ำ) ในตอนนี้เราจึงจะมาดูว่าวิธีการปลูกว่านชักมดลูกให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น ต้องทำอย่างไรบ้าง โดยว่านชักมดลูกนั้นอาจเพาะปลูกได้โดยใช้เหง้าแขนงและส่วนหัว (ที่กลมๆใหญ่ๆ) อีกทั้งยังอาจเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย และทนแล้งได้ดี ส่วนช่วงเวลาที่ควรปลูกนั้น ควรเป็นช่วงก่อนฤดูฝน เพราะเมื่อถึงฤดูฝนแล้วต้นของว่านชักมดลูกจะได้เติบโตตามฤดูกาลและสามารถสะสมสารอาหาร รวมถึงทำให้มีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มาถึงในขั้นตอนการเตรียมแปลงเพาะ โดยก่อนเพาะต้องกำจัดวัชพืชต่างๆเสร็จแล้ว ไถพรวนดินและตากดินทิ้งไว้ 5 – 7 วัน หลังจากนั้น 2 – 3 วันให้ใส่ปุ๋ยคอกผสมกับขี้เถ้าแกลบอีก 1 ตันต่อไร่แล้วไถกลบอีกรอบ ขั้นตอนการเพาะปลูกนั้นก่อนเพาะต้องกำจัดวัชพืชอีกครั้งก่อนปลูก 1 – 2 วัน สำหรับการปลูกใช้เหง้าหรือแขนงว่านชักมดลูกที่มีตาสำหรับแทงยอด(จะเป็นต้นต่อไป) หักเป็นส่วนๆใส่หลุม แล้วกลบทับ ระยะการเพาะปลูกระหว่างหลุมและระหว่างแถว ประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร เมื่อขยายพันธุ์แล้วหากเป็นช่วงฝนตกอย่างสม่ำเสมอในฤดูฝนก็ไม่ต้องให้น้ำ ส่วนการให้ปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในระยะเริ่มปลูก และใช้ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยสูตร 12-12-24 ในระยะที่ต้นโตเต็มทีในเดือน กันยายน – ตุลาคม ในการเก็บผลผลิตนั้น ต้องเก็บในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูแล้งโดยสังเกตได้จากหากว่านชักมดลูกมีใบเหี่ยวแห้งหมดแล้วก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ เพราะช่วงนี้ว่านชักมดลูกสะสมสารอาหารไว้ในหัวและเหง้าได้เต็มที่แล้วจึงเหมาะสมกับการเก็บเกี่ยว อีกทั้งหากเก็บเกี่ยวไปแล้วในเหง้าและหัวของว่านชักมดลูกจะมีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่อีกด้วย
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ของว่านชักมดลูก

2

ลักษณะและจุดสังเกตของว่านชักมดลูกตัวผู้/ตัวเมีย
            เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ว่านชักมดลูกนั้นเป็นพืชประจำถิ่นของไทยอีกลักษณะหนึ่ง ที่มีผู้ชอบนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรไม่น้อยไปกว่าสมุนไพรชนิดอื่นๆ เช่น กระชายดำ เถาวัลย์เปรียง หรือ มะรุม ฯลฯ และส่วนมากผู้ที่ชอบใช้ว่านชักมดลูกก็จะเป็นสตรี เพราะมีสารออกฤทธิ์ที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกันฮอร์โมนสตรีตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น ในบทความนี้จะขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับว่านชักมดลูกของไทยทั้งว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) และว่านชักมดลูกตัวเมีย  (Curcuma comosa) (แต่จะไม่กล่าวถึงชนิด (Curcuma  Xanthorrhiza) ว่าจะมีลักษณะเป็นเช่นไร)  และมีจุดสังเกตว่าตัวไหนเป็นตัวเมีย ตัวไหนเป็นตัวผู้ อย่างไรโดยคุณสมบัติทั่วไปของว่านชักมดลูกนั้น จัดเป็นพืชล้มลุก เนื้ออ่อนสูงประมาณ 1 – 1.5 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบของว่านชักมดลูกมีชนิดเป็นใบเดี่ยวทรงรียาวกว้าง 15 – 20 ซม. ยาว 40 – 80 เซนติเมตร สามารถมองเห็นเส้นใบเป็นแถบยาวอย่างชัดเจน และยังมีเส้นกลางใบอีกด้วย ดอกของว่านชักมดลูกเป็นชนิดเป็นช่อแทงจากพื้นดิน โดยแยกกันออกไปหลายทิศทางไม่รวมเป็นกระจุก ดอกมีใบประดับสีชมพูอ่อนกลีบรองออกสีแดงสดโดยว่านชักมดลูกของไทยเรานี้ พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณทั่วประเทศแต่ในปัจจุบันมีการนำมาเพาะในเชิงพาณิชย์กันมากขึ้น โดยแหล่งขยายพันธุ์ที่สำคัญและมีชื่อเสียงได้แก่ ในจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์แต่ดังที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่าว่านชักมดลูกในไทยนั้น อาจแบ่งออกได้ตามสารออกฤทธิ์และคุณสมบัติสัณฐานโดยทั่วไปเป็นว่านชักมดลูกตัวผู้และว่านชักมดลูกตัวเมีย ซึ่งมีจุดสังเกตว่าตัวไหนเป็นตัวผู้ตัวไหนเป็นตัวเมียดังนี้ จุดสังเกตที่ 1 หัวว่านชักมดลูกตัวเมีย มีคุณสมบัติหัวกลมรีตามแนวตั้งและมีแขวงสั้น ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้นั้นหัวจะกลมกว่าและแขนงข้างจะยาวกว่าว่านชักมดลูกตัวเมีย หากผ่าหัวว่านออกมาเปรียบเทียบกันแล้วเนื้อของว่านตัวเมียจะมีสีขาวนวล วงข้างในเป็นสีชมพูเรื่อๆ หากทิ้งไว้สักพักสีชมพูจะเริ่มเข้มขึ้น ส่วนเนื้อของว่านตัวผู้ก็มีสีคล้ายกัน แต่ลงข้างในจะเป็นสีเขียวแกมเทา และเมื่อทิ้งไว้ก็จะเป็นสีชมพูเรื่อๆเช่นกัน จุดสังเกตที่ 2 คือ ใบ ว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีเส้นกลางใบสีเขียวตลอดเส้น ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้จะมีเส้นกลางใบสีน้ำตาลแดงตลอดเส้นเช่นกัน จุดสังเกตที่ 3 คือ ดอก โดยก้านช่อดอกของว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีก้านข่อดอกที่สั้นกว่า ก้านช่อดอกของว่านชักมดลูกตัวผู้ ซึ่งข้อมูลจุดสังเกตของว่านชักมดลูกนี้ ผู้เขียนคิดว่ามีคุณสมบัติกับผู้ที่สมใจในสมุนไพรชนิดนี้ เพราะในการนำมาใช้ในทางสมุนไพรนั้นจะใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียในการทำยาสมุนไพรเพราะมีสารออกฤทธิ์ที่มีมากกว่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้

Tags : ว่านชักมดลูก

3

ฤทธิ์ทางเภสัชของว่านชักมดลูกกับการวิจัยในสัตว์ทดลอง
            เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสมุนไพรที่ต้องมีการวิจัยในสมุนไพรแต่ละชนิด เพราะนั่นคือการยืนยันและพิสูจน์ว่าสมุนไพรตัวนั้น มีฤทธิ์ทางเภสัชในด้านใดและมีสารออกฤทธิ์ตัวไหนบ้างที่อาจนำมาใช้บำบัดเยียวยาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้ใช้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาและทดลองในสมุนไพรของไทย เพื่อที่จะนำผลการค้นหาที่ได้มาใช้ในวงการสมุนไพรเพื่อจะเป็นการยกระดับคุณภาพสมุนไพรของไทยให้ไปสู่สากลและมีคุณภาพทัดเทียมกับสมุนไพรจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งจะเป็นการแข่งขันในตลาดสมุนไพรโลกต่อไป โดยในการศึกษาและทดลองในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของว่านชักมดลูกนั้น มีผลงานการศึกษาของนักวิจัยชาวไทยอยู่หลายชิ้นเลยทีเดียว เช่น ที่ว่ากันว่าว่านชักมดลูกเยียวยาอาการของผู้หญิง และมีไฟโตรเอสโตรเจนนั้น มีการค้นหาเพื่อพิสูจน์คือ มีการทดสอบโดยนำหนูทดลองมาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.หนูปกติ 2.หนูถูกตัดรังไข่ 3.หนูถูกตัดรังไข่และป้อนว่านชักมดลูกตัวเมีย 4. หนูถูกตัดรังไข่และป้อนว่านชักมดลูกตัวผู้ ผลการวิจัยพบว่าหนูกลุ่ม 3 ที่ได้รับว่านชักมดลูกตัวเมีย มีขนาดมดลูกโตใกล้เคียงกับหนูปกติ ส่วนหนูกลุ่ม 2 และ 4 (หนูที่ได้รับว่านชักมดลูกตัวผู้) มีขนาดมดลูกเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ในด้านฤทธิ์ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนโดยทดลองกับหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่แล้วป้อนสารสกัดว่านชักมดลูกตัวเมียติดต่อกัน 5 สัปดาห์ พบว่าป้องกันการสูญเสียแคลเซียมและรักษาความหนาแน่นของมวลกระดูกได้และฤทธิ์ในการเพิ่มอัตราการไหลของน้ำดี พบว่ามีสารไกลไคไซด์กลุ่ม Phloracetophnone มีฤทธิ์เพิ่มอัตราการไหลของน้ำดีในหนูทดลอง ซึ่งเมื่อให้สารสกัดว่านชักมดลูกในขนาด 50 mg/kg อาจกระตุ้นการไหลของน้ำดีได้ 142.3 ± 3.0% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งการเพิ่มนี้มีผลต่อการย่อยอาหารชนิดไขมันได้ดีขึ้นและอาจลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ และว่านชักมดลูกยังมีสาร 4,6-dihydroxy-2-0(beta-D-glucopyranosy/acetopnenone) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีค่า IC₅₀=4.44±0.85 ug/m/ รวมถึงยังมีการทดสอบความจำและการเรียนรู้ของหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ โดยนำหนูทดลองมาตัดรังไข่ แล้วแบ่งเป็นกลุ่ม คือ 1หนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ 2 หนูทดลองถูกตัดรังไข่และได้รับสารสกัดของว่านชักมดลูกตัวเมีย 3.หนูทดลองถูกตัดรังไข่และได้รับการฉีดเอสโตรเจน โดยจะมีการทดสอบความจำและการเรียนรู้ทุกระยะเวลา 30 วัน และเมื่อถึงวันที่ 67 หนูที่ถูกตัดรังไข่ความจำเสื่อมลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนูที่กินสารสกัดว่านชักมดลูกและกลุ่มที่ได้รับการฉีดเอสโตรเจนมีความจำดีใกล้เคียงกัน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่นักวิจัยคนไทยนำว่านชักมดลูกมาค้นพบในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเท่านั้น แต่ยังมีการศึกษาวิจัยและทดลองว่านชักมดลูกในเรื่องอื่นๆโดยนักวิจัยจากต่างประเทศอีกหลายๆกลุ่มหลายๆคน ซึ่งในความเห็นส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า ว่านชักมดลูกตัวเมียของไทยนี้เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงที่จะสามารถพัฒนาและผลิตเป็นยาสำหรับสตรี เพราะว่าอาจเยียวยารวมถึงป้องกันในอาการที่สำคัญๆของสัตว์ได้ และยังเชื่อว่าจะอาจพัฒนาเป็นสมุนไพรระดับโลกได้ดังเช่น เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า แปะก๊วย กระชายดำ ฯลฯ

Tags : ว่านชักมดลูก

4

รู้หรือไม่ว่านชักมดลูก (Curcuma comosa) มีสารตัวไหนบ้าง?
                สารออกฤทธิ์กับสมุนไพรนับว่าเป็นของคู่กันเสมอ เพราะการที่ผู้คนนำสมุนไพรมาใช้ก็เพื่อบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่หรือไม่ก็นำมาใช้เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เหล่านั้น เพราะว่าในตัวสมุนไพรทุกตัวที่นำมาใช้นั้นมีสารออกฤทธิ์ต่างๆที่เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายของมนุษย์แล้ว อาจนำสารออกฤทธิ์เหล่านั้นไปทำปฏิกิริยากับอาการของโรค หรือเข้าไปทำลายเชื้อโรครวมถึงเข้าไปบำบัดอาการร่วมถึงป้องกันภาวะการเกิดโรคนั้นๆได้ โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือหากเกิดก็เกิดเพียงแต่อาการข้างเคียงเพียงเล็กน้อย ส่วนที่คนนิยมใช้สมุนไพรนั้นก็คงเพราะไม่มีอันตรายจากสารตกค้างทางเคมี ดังนั้นจึงมีความนิยมใช้สมุนไพรกันมากในยุคสมัยนี้ โดยสมุนไพรหนึ่งตัวก็จะมีสารออกฤทธิ์หลายอย่างหลายกลุ่มที่มีผลต่อการบำบัดเยียวยาอาการเจ็บป่วยของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับผู้ที่เลือกใช้ว่าจะใช้สมุนไพรอย่างไหนมารักษาอาการเจ็บป่วยใด ในสมุนไพรว่านชักมดลูกก็เช่นกันเชื่อหรือไม่ว่าในว่านชักมดลูกนั้นมีสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์(โดยเฉพาะสุภาพสตรี) มากกว่า 50 อย่างโดยในบทความนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ของว่านชักมดลูกให้ได้รับทราบกัน อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าว่านชักมดลูกเป็นพืชในวงศ์ Zingibera ceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับขิงและข่า และอยู่ในกลุ่มเดียวกับขมิ้นชัน ซึ่งสารออกฤทธิ์ของสมุนไพรในกลุ่มนี้ที่จะขาดไม่ได้เลยคือ สารกลุ่ม Curcuminoids เช่นสาร Curcumin , desmethoxy curcumin , bisdesmethoxycurcumin โดยสารในกลุ่มนี้ในว่านชักมดลูกมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ , ต้านการอักเสบ , ลดระดับโคเลสเตอรอล และป้องกันสมองเสื่อม , รวมถึงยังมีสารกลุ่ม Diarylheptanoids เช่นสาร 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-4-heptene,trans,trans-1 ซึ่งสารกลุ่มนี้ในว่านชักมดลูกมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นเทียบเท่าไวตามินซี มีลักษณะต้านการอักเสบและยังช่วยซ่อมแซมและรักษาระบบหลอดเลือดหัวใจ และยังมีสารกลุ่ม Acetophenones เช่นสาร phloracetophenone,4,6-dihydroxy-2-0-(beta-D-glucopyranosyl)acetophenone ซึ่งสารกลุ่มนี้ในว่านชักมดลูกมีฤทธิ์กระตุ้นการปลั่งของน้ำดี รวมไปถึงเสริมให้มีการหลั่งกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น มีคุณสมบัติลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ที่กล่าวมานี้คือสารกลุ่มหลักๆที่มีในว่านชักมดลูกเท่านั้น หากจะให้กล่าวจนครบทั้งหมด ว่ามีสารชนิดไหนในว่านชักมดลูกนั้น เกรงว่าผู้เขียนคงต้องใช้เวลาค้นหาข้อมูลกันเป็นแรมเดือนเลยทีเดียว เอาสรุปพอได้ใจความว่าว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ทีมีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์(แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงอยู่ซึ่งจะได้กล่าวถึงในบทความต่อไป) ในบทความหน้าเราจะมาพูดถึงคุณสมบัติของว่านชักมดลูกและเฉลยว่าทำไมว่านชักมดลูกถึงมีประโยชน์ต่อสุภาพสตรีมากกว่าผู้ชาย

5

ปฐมบทเกี่ยวกับว่านชักมดลูก
            หากในโลกของสมุนไพร่จะมีสมุนไพรที่เหมาะสำหับคนในแต่ละเพศ ทั้งบุรุษและสตรีแล้วนั้น เป็นที่ทราบดีกันว่าในผู้ชายนั้นสมุนไพรส่วนมากก็จะเป็นสมุนไพรที่เรารู้จักกันดี เช่น ถั่งเช่า  กวาวเครือแดง  กระชายดำ ฯลฯ แต่หากเป็นสตรีแล้ว สมุนไพรที่เป็นสมุนไพรเฉพาะของผู้หญิงนั้น ส่วนมากจะเป็นสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเป็นสารคล้ายกันกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงเช่น กวาวเครือขาว รากสามสิบ เป็นต้น แต่สมุนไพรอีกประเภทหนึ่งที่จะนำเสนอในวันนี้ก็คือ ว่านชักมดลูก ซึ่งก่อนที่เราจะมารับรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆของว่านชักมดลูกนั้น แรกเริ่มปฐมบทเราต้องมารับทราบกันก่อนว่าสมุนไพรชักมดลูกนั้นมีกี่ชนิดและประเภทที่เขานำมาทำเป็นยาสมุนไพรนั้น คือ ประเภทใด โดยในประเทศไทยนั้นเป็นถิ่นกำเนิดของว่านชักมดลูกดังนั้น เราจะพบว่านชักมดลูกวางขายกันมากมายทั้งขายแบบหัวสดและแบบฝากตากแห้ง แต่จากการสุ่มซื้อมาและสังเกตชนิดและนำมาวิเคราะห์วิจัยพบว่า มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันเรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) และว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) แต่ที่ชอบใช้ทำเป็นยาสมุนไพรสำหรับสุภาพผู้หญิง คือ ว่านชักมดลูกตัวเมีย เพราะมีสารออกฤทธิ์กลุ่มไฟโตเอสโตรเจน แถมยังมีพิษต่อตับไตและม้ามอีกด้วย มีรายงานว่ามีการพบพืชอย่างหนึ่งในเกาะบาหลีและเกาะชวา ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีประเภทคล้ายกับว่านชักมดลูกประเภทข้างต้น ของไทยเรา และยังมีประโยชน์คล้ายๆกันอีกด้วย ซึ่งพืชอย่างนั้นมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma xanthorehiza โดยมีการนำไปค้นพบในต่างประเทศกันอย่างแพร่หลาย จึงมักเข้าใจกันสับสนว่าเป็นชนิดเดียวกับว่านชักมดลูกของไทยเรา แต่จากการวิจัยและทดลองระหว่างว่านชักมดลูก 2 ประเภทนี้ พบว่าแม้จะมีคุณสมบัติคล้ายๆกันแต่ก็มีสาระสำคัญคนละกลุ่มกัน ดังนั้นเมื่อมีการพูดถึงว่านชักมดลูกเราจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ว่านชักมดลูกที่แท้จริงที่มีคุณสมบัติและมีสารออกฤทธิ์ที่เป็นคุณสมบัติต่อสุภาพสตรีก็คือ ว่านชักมดลูกของไทย และต้องเป็นว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) เท่านั้น ซึ่งในบทความต่อๆไปหากผู้เขียนจะกล่าวถึงว่านชักมดลูก ก็จะหมายถึง ว่านชักมดลูกของไทยที่ใช้กันอยู่คือ ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) เท่านั้น

Tags : ว่านชักมดลูก

6

 
ไขข้อข้องใจ...ทำไมว่านชักมดลูกจึงเหมาะกับสตรี
            ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดทั้งมวลในโลกนี้พบว่าสมุนไพรส่วนใหญ่มักจะใช้ได้ทั้งผู้ชายและสตรี แต่ก็มีสมุนไพรส่วนหนึ่งที่มีฤทธิ์ทางยาที่เหมาะสำหรับเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็มีอยู่หลายๆประเภทที่เหมาะกับผู้ชาย เช่น ถั่งเช่า , รากปลาไหลเผือก , กระเทียม ,โสมคน (โสมเกาหลี) ฯลฯ เมื่อมีสมุนไพรสำหรับผู้ชายแล้ว ผู้หญิงก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกันเพราะมีสมุนไพรที่เหมาะสำหรับสตรีเหมือนกัน อาทิเช่น ตังกุย เชลต์เบอร์รี่ , กวาวเครือขาว ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับสตรีก็คือ “ว่านชักมดลูก” ซึ่งหากฟังแค่ชื่อก็น่าจะเข้าใจกันแล้วว่าทำไม สมุนไพรว่านชักมดลูกนี้จึงเหมาะสมกับสตรีมากกว่าบุรุษ (เพราะผู้ชายไม่มีมดลูกเหมือนสตรี) ซึ่งเหตุผลอันแท้จริงก็คือ ในว่านชักมดลูกมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ คือ สารกลุ่ม Diarylheptanoids ที่มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของสตรี เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งวงการแพทย์ต่างก็ยอมรับว่าสารไฟโตเอสโตรเจนนี้ มีประสิทธิภาพในการรักษาสุขภาพต่างๆ ของผู้หญิงได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ประโยชน์ของว่านชักมดลูกโดยมากจะเป็นสรรพคุณสำหรับเพศสตรีซึ่งเราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับคุณสมบัติของว่านชักมดลูกกัน โดยว่านชักมดลูกตามตำรายาไทยนั้น ใช้สำหรับการอยู่ไฟของผู้หญิงหลังคลอด โดยนำมาฝานแล้วต้มกับน้ำทั้งอาบทั้งดื่ม เพื่อช่วยเร่งให้มดลูกเข้าอู่และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น รวมถึงใช้เยียวยาอาการมดลูกอักเสบ ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ตกขาว ขับน้ำคาวปลา และตามบันทึกตำรับยาแผนโบราณกล่าวว่า ว่านชักมดลูกมีประโยชน์และปลอดภัยสำหรับผู้หญิงมากกว่า กวาวเครือขาว ทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อกระชับ เสริมหน้าอก ลบรอยเหี่ยวย่น เยียวยาซีสต์ และบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ด้วย แต่ก็มีคุณสมบัติบางข้อของว่านชักมดลูกที่ระบุว่าใช้ในเพศชายได้ แต่น้อยมาก คือ รักษาอาการไส้เลื่อน ปวดเสียดลูกอัณฑะ เท่านั้น ส่วนประโยชน์ทางยาของว่านชักมดลูกนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ยังมีอีกเช่น ช่วยรักษาและลดอาการโรคริดสีดวงทวาร ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ช่วยลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ต่อต้านการอักเสบต่างๆโดยเฉพาะระบบประสาท เมื่อถามถึงความปลอดภัยของว่านชักมดลูกนั้นพบว่าได้ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเรื่องบัญชีหลักแห่งชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ให้ว่านชักมดลูกเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำหรับใช้เป็นยาสตรีหลังคลอด(ยาต้ม รพ.)อีกด้วย จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ในระดับหนึ่ง ถึงเรื่องความปลอดภัยของว่านชักมดลูกโดยที่กล่าวมาหมดนี้จะเป็นได้ว่า ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรสำหรับสตรีอย่างแท้จริง

7

 
ข้อควรรู้และควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูก
            ตามภูมิปัญญาของไทยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรที่มีมาตั้งแต่ในอดีตนั้น หมอยาพื้นบ้านหรือหมอยาสมุนไพรพื้นเมืองในแต่ละถิ่นแต่ละชุมชนนั้น ล้วนแล้วแต่จะมีข้อจำกัดหรือข้อกำหนดในการใช้สมุนไพรลักษณะต่างๆเสมอ เนื่องมาจากว่าในการใช้ตัวยาสมุนไพรชนิดต่างๆนั้น ล้วนจะมีผลกระทบกับสุขภาพของผู้ใช้แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ เมื่อมีการใช้ยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคแล้วใช้ว่าจะมีอาการที่พึงประสงค์ในทุกๆรายไป นั่นก็เพราะว่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยหลายๆด้าน เช่นว่า สุขภาพของผู้ใช้สมุนไพรในตอนนั้นเป็นปกติหรือไม่ หรือเมื่อใช้สมุนไพรไปแล้วได้ใช้ตามขนาดหรือเวลาที่ได้แนะนำหรือไม่ รวมถึงได้บริโภคของแสดงที่มีฤทธิ์ไปกดตัวยาสมุนไพรที่ใช้หรือเปล่า เหล่านี้คือข้อจำกัดในการใช้สมุนไพรซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ ในบทความนี้จึงจะขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วว่านชักมดลูกนี้ก็นับว่าเป็นสมุนไพรไทยที่คนไทยใช้กันมาเนิ่นนานแล้ว เป็นภูมิปัญญาของไทยที่สืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการแปรรูปว่านชักมดลูกไปทำสมุนไพรในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น และยังสะดวกในการกินรวมถึงทำให้เป็นสากลเหมือนกับยาแผนปัจจุบันอีกด้วย ส่วนข้อควรรู้และข้อควรระวังในว่านชักมดลูกมีดังนี้ ในตำรายาพื้นบ้านได้ระบุว่า 1.ในการต้มยาว่านชักมดลูกนั้นต้องต้มให้ฟองยุบลงจึงจะสามารถนำมาใช้ได้โดยหากฟองยังไม่ยุบไม่ควรนำมาใช้อาจทำให้เกิดอาการเบื่อเมา  2.การใช้ว่านชักมดลูกเข้าอู่นั้นสตรีหลังคลอดควรรอให้มีน้ำนมก่อนจึงจะสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล 3.ในการที่จะนำว่านชักมดลูกมาใช้นั้น ควรเก็บว่านชักมดลูกในฤดูแล้ง(ประมาณ พฤศจิกายน – มีนาคม) โดยหากเก็บหลังจากฝนตกแล้วประโยชน์ของว่านชักมดลูกจะน้อยลง เพราะตัวยาในหัวและแขนงของว่านชักมดลูกจะสะสมได้สูงสุดในช่วงหน้าแล้งหากเลยไปถึงหน้าฝนตาของแขนงจะงอกออกมาเป็นต้นใหม่ทำให้ตัวยาในหัวและแขนงว่านชักมดลูกน้อยลง  4.เมื่อสตรีที่มีร่ายกายไม่ค่อยแข็งแรงใช้ว่านชักมดลูกนั้น อาจมีอาการปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ จึงควรหยุดกินสักพักหากหายไข้แล้วสามารถกินต่อได้โดยลดตัวยาลงด้วย  5.ในสตรีวัยหมดประจำเดือนหลังจากใช้ว่านชักมดลูกแล้วอาจมีประจำเดือนเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ต้องตกใจเพราะมันจะค่อยๆหายไปเอง โดยอาจใช้ว่านชักมดลูกได้ตามปกติ  6.หากใช้ว่านชักมดลูกแล้วควรงดของที่คาวและมัน เพราะอาจทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลงได้ ส่วนในการศึกษาในปัจจุบันระบุไว้ว่า  1.ไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกในผู้ป่วยที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน เพราะว่านชักมดลูกนี้มีฤทธิ์ไปกระตุ้นทางเดินน้ำดี อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้  2.มีงานศึกษาในกระต่ายว่าว่านชักมดลูกมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เช่นเดียวกับกระเทียม แปะก๊วย  โกจิเบอร์รี่  จึงไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกร่วมกับยาต้านเกร็ดเลือดจำพวก แอสไพริน  วาร์ปาริน  และยาสลายลิ่มเลือดทุกจำพวก ทั้งหมดนี้คือข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูกซึ่งผู้เขียนคิดว่าก่อนจะนำมาใช้ควรต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัย

Tags : ว่านชักมดลูก

8

 
ข้อควรรู้และควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูก
            ตามภูมิปัญญาของไทยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรที่มีมาตั้งแต่ในอดีตนั้น หมอยาพื้นบ้านหรือหมอยาสมุนไพรพื้นเมืองในแต่ละถิ่นแต่ละชุมชนนั้น ล้วนแล้วแต่จะมีข้อจำกัดหรือข้อกำหนดในการใช้สมุนไพรประเภทต่างๆเสมอ เนื่องมาจากว่าในการใช้ตัวยาสมุนไพรชนิดต่างๆนั้น ล้วนจะมีผลกระทบกับสุขภาพของผู้ใช้แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ เมื่อมีการใช้ยาสมุนไพรในการบำบัดเยียวยาโรคแล้วใช้ว่าจะมีอาการที่พึงประสงค์ในทุกๆรายไป นั่นก็เพราะว่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยหลายๆด้าน เช่นว่า สุขภาพของผู้ใช้สมุนไพรในตอนนั้นเป็นปกติหรือไม่ หรือเมื่อใช้สมุนไพรไปแล้วได้ใช้ตามขนาดหรือเวลาที่ได้แนะนำหรือไม่ รวมถึงได้อุปโภคของแสดงที่มีฤทธิ์ไปกดตัวยาสมุนไพรที่ใช้หรือเปล่า เหล่านี้คือข้อจำกัดในการใช้สมุนไพรซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ ในบทความนี้จึงจะขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วว่านชักมดลูกนี้ก็นับว่าเป็นสมุนไพรไทยที่คนไทยใช้กันมาเนิ่นนานแล้ว เป็นภูมิปัญญาของไทยที่สืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการแปรรูปว่านชักมดลูกไปทำสมุนไพรในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น และยังสะดวกในการกินรวมถึงทำให้เป็นสากลเหมือนกับยาแผนปัจจุบันอีกด้วย ส่วนข้อควรรู้และข้อควรระวังในว่านชักมดลูกมีดังนี้ ในตำรายาพื้นบ้านได้ระบุว่า 1.ในการต้มยาว่านชักมดลูกนั้นต้องต้มให้ฟองยุบลงจึงจะอาจนำมาใช้ได้โดยหากฟองยังไม่ยุบไม่ควรนำมาใช้อาจทำให้เกิดอาการเบื่อเมา  2.การใช้ว่านชักมดลูกเข้าอู่นั้นผู้หญิงหลังคลอดควรรอให้มีน้ำนมก่อนจึงจะอาจใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล 3.ในการที่จะนำว่านชักมดลูกมาใช้นั้น ควรเก็บว่านชักมดลูกในฤดูแล้ง(ประมาณ พฤศจิกายน – มีนาคม) โดยหากเก็บหลังจากฝนตกแล้วคุณสมบัติของว่านชักมดลูกจะน้อยลง เพราะตัวยาในหัวและแขนงของว่านชักมดลูกจะสะสมได้สูงสุดในช่วงหน้าแล้งหากเลยไปถึงหน้าฝนตาของแขนงจะงอกออกมาเป็นต้นใหม่ทำให้ตัวยาในหัวและแขนงว่านชักมดลูกน้อยลง  4.เมื่อสตรีที่มีร่ายกายไม่ค่อยแข็งแรงใช้ว่านชักมดลูกนั้น อาจมีอาการปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ จึงควรหยุดทานสักพักหากหายไข้แล้วอาจกินต่อได้โดยลดตัวยาลงด้วย  5.ในสตรีวัยหมดประจำเดือนหลังจากใช้ว่านชักมดลูกแล้วอาจมีประจำเดือนเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ต้องตกใจเพราะมันจะค่อยๆหายไปเอง โดยอาจใช้ว่านชักมดลูกได้ตามปกติ  6.หากใช้ว่านชักมดลูกแล้วควรงดของที่คาวและมัน เพราะอาจทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลงได้ ส่วนในการค้นหาในปัจจุบันระบุไว้ว่า  1.ไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกในผู้ป่วยที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน เพราะว่านชักมดลูกนี้มีฤทธิ์ไปกระตุ้นทางเดินน้ำดี อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้  2.มีงานวิจัยในกระต่ายว่าว่านชักมดลูกมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เช่นเดียวกับกระเทียม แปะก๊วย  โกจิเบอร์รี่  จึงไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกร่วมกับยาต้านเกร็ดเลือดจำพวก แอสไพริน  วาร์ปาริน  และยาสลายลิ่มเลือดทุกชนิด ทั้งหมดนี้คือข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูกซึ่งผู้เขียนคิดว่าก่อนจะนำมาใช้ควรต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัย

Tags : ว่านชักมดลูก

9

 
รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้โกฐน้ำเต้า
การแพทย์แผนจีน ใช้ขนาด 3-30 กรัม ต้มเอาน้ำ กิน เนื่องจากโกฐน้ำเต้ามีฤทธิ์ถ่ายรุนแรง ดังนั้นเวลาต้มให้ใส่ทีหลัง และหากนำไปนึ่งกับเหล้าจะทำให้ฤทธิ์ถ่ายน้อยลง แต่ช่วยปรับการหมุนเวียนของเลือดให้ดีขึ้น
หากเป็นเหง้าแห้ง ให้ใช้ครั้งละประมาณ 3-12 กรัม (บ้างว่าใช้ในขนาด 3-30 กรัม) นำมาต้มกับน้ำเป็นยากิน แต่ถ้าเป็นเหง้าแบบที่บดเป็นผงมาแล้วให้ใช้ครั้งละประมาณ 1-1.5 กรัม

ฤทธิ์ทางเภสัชโกฐน้ำเต้า 
            จากข้อมูลการศึกษา พรีคลินิกพบว่า สาระสำคัญในโกฐน้ำเต้า  โดยเฉพาะ sannosides A – F และ rheinosides A – D ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวชองลำไส้ใหญ่  ทำให้มีปริมาณ น้ำในลำไส้ใหญ่มากขึ้น  จึงแสดงฤทธิ์เป็นยาถ่าย  โดยมีฤทธิ์ฝาดสมานร่วมด้วยอันเนื่องมาจากฤทธิ์ของ tannins ซึ่งสอดคล้องกับตำราสรรพคุณยาไทยว่าโกฐน้ำเต้ามีสรรพคุณขับลมสู่คูถทวาร ทำให้อุจจาระปัสสาวะเดินสะดวก  เป็นยาระบายประเภท “รู้เปิดรู้ปิด”
โกฐน้ำเต้ามีฤทธิ์ในการกระตุ้นการขับน้ำดี ลดความดันโลหิต ทำให้เกล็ดเลือดจับกันเป็นลิ่ม ช่วยลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมโลหิตของเส้นเลือดฝอย กระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดโลหิตแดง และยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ได้อีกหลายชนิด
ฤทธิ์ปกป้องตับและไตจากการถูกทำลายด้วยยาพาราเซตามอลของสารสำคัญจากโกฐน้ำเต้า
การศึกษาฤทธิ์ปกป้องตับและไตของสาร rhein (4,5-dihydroxyanthraquinone-2-carboxylic acid) ซึ่งเป็นสารสำคัญจากโกฐน้ำเต้า (Rheum officinale) ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดพิษด้วยการกรอกยาพาราเซตามอล (acetaminophen) ขนาด 2.5 ก./กิโลกรัม ร่วมกับการได้รับสาร rhein ขนาด 10, 20 หรือ 40 มก./กก. พบว่าการกรอกยาพาราเซตามอลในขนาดดังกล่าวทำให้ระดับ glutamate-pyruvate transaminase, glutamate-oxaloacetic transaminase, total bilirubin, creatinine และ urea nitrogen ในเลือดเพิ่มขึ้น เซลล์และเนื้อเยื่อของตับและไตถูกทำลาย ระดับของ reactive oxygen species, nitric oxide และ malondiadehyde ในตับและไตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ glutathione ลดลง ซึ่งการที่หนูได้รับสาร rhein สามารถทำให้ความเป็นพิษต่อตับและไตข้างต้นลดลง โดยประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับขนาดที่ใช้ จากผลการทดลองดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสาร rhein มีฤทธิ์ในการปกป้องตับและไตจากการถูกทำลายด้วยยาพาราเซตามอล
การศึกษาทางพิษวิทยาโกฐน้ำเต้า
เมื่อป้อนสารสกัดโกฐน้ำเต้าด้วย 70% เมทานอลให้หนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งมีค่ามากกว่า 2.0 กรัม/กก.12 เมื่อคนอุปโภคสารสกัดด้วยน้ำในขนาด 5 มล. ไม่พบพิษต่อตับ13 เมื่อป้อนสารสกัดให้หนูถีบจักรหรือหนูขาวในขนาด 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัมไม่พบพิษ
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังโกฐน้ำเต้า

  • ห้ามใช้โกฐน้ำเต้าในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเกร็งหรือมีอาการปวดเฉียบพลันในช่องท้อง ไตอักเสบ หรือมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • การใช้โกฐน้ำเต้าในปริมาณเกินขนาดอาจทำให้มีอาการเจ็บเฉียบพลัน มีอาการมวนเกร็งในลำไส้ และอุจจาระเหลวเหมือนน้ำ ดังนั้นคุณควรเลือกใช้โกฐน้ำเต้าเฉพาะในเมื่อไม่สามารถแก้อาการท้องผูกได้ด้วยวิธีอื่นแล้วเท่านั้น เช่น การปรับเปลี่ยนโภชนาการหรือการใช้ยาระบายชนิดที่ช่วยเพิ่มเส้นใยอาหาร หากใช้วิธีอื่น ๆ แล้วอาการท้องผูกยังไม่ดีขึ้น ก็ขอให้ใช้เป็นโกฐน้ำเต้าเพื่อเป็นยาแก้ท้องผูกเป็นตัวเลือกสุดท้าย
  • ในกรณีที่ใช้โกฐน้ำเต้าแล้วมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก หรือเมื่อใช้ในขนาดสูงแล้ว ลำไส้ยังไม่เกิดการเคลื่อนไหว อาจบ่งถึงภาวะรุนแรงที่อาจเกิดอันตรายได้
  • การใช้โกฐน้ำเต้าติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินกว่าที่กำหนดอาจทำให้ลำไส้เกิดความเคยชินได้


 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สรรพคุณของโกฐน้ำเต้า

10

สรรพคุณของกระเทียม
ตำรายาไทยใช้หัวกระเทียมเป็นยาขับลม แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ธาตุพิการ  อาหารไม่ย่อย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ลดไขมัน เยียวยาปอด แก้ปอดพิการ  แก้อุจจาระเป็นมูกเลือด  บำรุงธาตุ  กระจายโลหิต  ขับปัสสาวะ แก้บวมพุพอง  ขับพยาธิ  แก้ตาปลา  แก้ตาแดง น้ำตาไหล  ตาฟาง เยียวยาโรคลักปิดลักเปิด  รักษามะเร็งคุด   รักษาริดสีดวง แก้ไอ  คุมกำเนิด แก้สะอึก  บำบัดโรคในอก แก้พรรดึก เยียวยาฟันเป็นรำมะนาด  แก้หูอื้อ แก้อัมพาต  ลมเข้าข้อ  แก้อาการชักกระตุกของเด็ก พอกหัวเหน่าแก้ขัดเบา รักษาวัณโรค  แก้โรคประสาท แก้หืด แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงสุขภาพทางกามคุณ  ขับโลหิตระดู  บำรุงเส้นประสาท   แก้ไข้   แก้ฟกช้ำ   แก้ปวดกระบอกตา แก้โรคในปาก แก้หวัดคัดจมูก   แก้ไข้เพื่อเสมหะ ทำให้ผมเงางาม  บำรุงเส้นผมให้ดกดำ ใช้ภายนอก เยียวยาแผลเรื้อรัง รักษากลากเกลื้อน แก้โรคผิวหนัง  ทาภายนอก ลดอาการปวดบวมตามข้อเพราะเป็นยาพอกให้ร้อน ใช้พอกตรงที่ถูกแมลง ตะขาบ แมงป่องต่อยเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเหลืองปิดสมุทร(แก้ท้องเสีย), ยาประสะไพล(ขับน้ำคาวปลา ในผู้หญิง หลังคลอด), ยาธาตุบรรจบ (แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ  ท้องเสีย ใช้กระเทียม 3 กลีบ ทุบชงน้ำร้อน ใช้เป็นน้ำกระสายยา สำหรับยาผง)

  • ท้องเสียเนื่องจากกินอาหารทะเล : ใช้กระเทียมต้มน้ำ กิน
  • เลือดกำเดาออกไม่หยุด : กระเทียม 1 หัว แกะเปลือกออก ตำให้ละเอียด ทำเป็นแผ่นกลมใหญ่และหนา ขนาดเหรียญหนึ่งบาท ถ้าเลือดกำเดาออกทางรูจมูกซ้าย ให้แปะบริเวณกลางฝ่าเท้าซ้าย ถ้าเลือดกำเดาออกทางรูจมูกขวา ให้แปะบริเวณกลางฝ่าเท้าขวา ถ้าออกทั้ง 2 รู ก็ให้แปะทั้งสองข้าง
  • ตะขาบต่อย : ใช้กระเทียมหัวโทน ตำให้แหลกพอกบริเวณที่ถูกกัด
  • กลาก, เกลื้อน : ใช้ไม้ไผ่บางๆ หรือมีดที่สะอาดขูดผิวหนังบริเวณที่เป็น แล้วใช้กระเทียมทา
  • ต้านอนุมูลอิสระ สารสกัดกระเทียมและสารประกอบใน กลุ่มออร์แกโนซัลเฟอร์ อาจกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยต้านอนุมูล อิสระในตับ เช่น กลูทาไธโอนเปอร์-ออกซิเดส (Glutathione Peroxidase) คะตาเลส (Catalase)ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส (Superoxide Dismutase) ซึ่งผลจากการ ลองในสัตว์พบว่า กระเทียม สามารถลดอาการข้างเคียงของยาไซโคลสปอริน ที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และทำให้เกิดพิษต่อไตและตับ
  • ป้องกันไข้หวัด กระเทียมช่วยป้องกันการเกิดไข้หวัดและ ช่วยลดอาการของไข้หวัด จากการ ค้นพบเปรียบเทียบพบว่า ผู้ กินกระเทียมที่มี สารอัลลิซิน 180 มก.ต่อวันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์ จะมีปริมาณวันที่เป็นไข้ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ กินกระเทียม แต่จำนวนวันที่หายขาดจากอาการไข้หวัดนั้น ไม่แตกต่างกัน
  • การเทียมกับโรคเบาหวาน กระเทียมรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำมันกระเทียม สกัดผงแห้ง และกระเทียมสด ต่างก็มีผลต่อการลดระดับน้ำตาลกลูโคส ในเลือด เนื่องจากสาร เอส-อัลลิล-แอล-ซีสเทอีน ในกระเทียมจะช่วยกระตุ้นการหลั่ง ฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความ สามารถในการควบคุม ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดได้ดียิ่งขึ้น
  • แก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลีย กระเทียมกระตุ้นให้ระบบไหล เวียนโลหิตเพิ่มการขนส่งสารอาหารสู่อวัยวะต่างๆ ที่ทำงานหนักและอ่อนล้า โดย เฉพาะสมอง ปอด กล้ามเนื้อ และหัวใจ โดยกระเทียมช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อขจัดของ เสียที่เกิดขึ้นจากใช้งานหนักเป็นเวลานาน ช่วยทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้ร่างกาย รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายเมื่อเกิดอาการอ่อนล้า
  • ลดความดันโลหิต จากการรวบรวมงาย วิจัยพบว่า เมื่อผู้ ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ทานกระเทียมทั้งในรูปสารสกัดผงแห้ง และน้ำมัน กระเทียม ขนาดตั้งแต่ 600-2,400 มก.ต่อวัน ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ พบ ว่ามีค่าความดันซิสโตลิก (Systolic Blood Pressure) ลดลงเฉลี่ย 8.6 มิลลิเมตร- ปรอท และค่าความดันไดแอสโตลิก (Diatolic Blood Pressure) ลดลงเฉลี่ย 7.3 มม.ปรอท เมื่อเทียบกับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง ที่ไม่ได้ รับประทาน กระเทียม
  • ลดระดับไขมันในเลือด จากการ วิจัยพบว่า การ รับประทานกระเทียมติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด อย่างไรก็ตาม เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลได้อย่างมี ประสิทธิภาพจำเป็นต้องควบคุมอาหารและการออกกำลังกายร่วมกันเป็นประจำ
  • ป้องกันการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด เอนไซม์ไซโคล ออกซีจีเนส (Cyclooxygenase) ในกระเทียม ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทใน การสังคราะห์พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) จะทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการ เกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด
  • กระเทียมกับโฮโมซีสเทอีน หากร่างกายมีระดับโฮโมซี สเทอีน (Homocysteine) ในเลือดที่สูงเกินไปจะเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดได้รับ ความเสียหายและเกิดก้อนเลือดอุดตันในหลอดเลือด เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะ หลอดเลือดในสมองแตก (Brain Stroke) ทั้งนี้การ รับประทานกระเทียมจะช่วยลด ระดับโฮโมซีสเทอีนในเลือดได้ในภาวะการขาดโฟลิก หาก รับประทานกระเทียมเป็น ประจำช่วยชะลอการเกิดภาวะแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งภาวะนี้เป็นปัจจัย หนึ่งที่ทำให้หลอดเลือดแดงหัวใจแข็ง
รูปแบบ/วิธีการใช้ของกระเทียม
คุณภาพการกินกระเทียมที่เหมาะสมต่อวัน ผู้ใหญ่ควร รับประทานกระเทียมสด 4 กรัมต่อวัน หากเป็นผงกระเทียมแห้งหรือแบบสกัด ควร รับประทานประมาณ 300 มก. เป็นเวลา 2-3 ครั้งต่อวัน
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)
การใช้กระเทียม ทานอาการแน่นจุกเสียด

  • ก.นำกระเทียม 5-7 กลีบ บดให้ละเอียด เติมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ เกลือและน้ำตาลนิดหน่อย ผสมให้เข้ากัน กรองเอาเฉพาะน้ำดื่ม
  • นำกระเทียมมาปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบมาซอยให้ละเอียด กินกับน้ำหลังอาหารทุกมื้อ แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย
การใช้กระเทียม กินกลาก เกลื้อน

  • นำกระเทียมมาขูดให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดให้แหลก พอกที่ผิวหนัง แล้วปิดด้วยผ้าพันแผลไว้นานอย่างน้อย 20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำซ้ำเช้าเย็นเป็นประจำทุกวัน
  • ขูดผิวหนังส่วนที่เป็นเกลื้อนให้พอเลือดซึมด้วยใบมีด แล้วใช้กระเทียมสดทา ทำเช่นนี้ทุกวัน 10 วันก็จะหาย
กระเทียมแก้ปวดฟัน

  • นำหัวกระเทียม 1 กลีบ ปอกเปลือกออกแล้วนำมาตำจนละเอียด ขณะที่ตำให้ใส่เหลือไปด้วยสักเล็กน้อย แล้วนำไปพอกหรืออุดไว้บริเวณฟันที่ปวด
บิด

  • นำหัวกระเทียม 12-15 กลีบ ปอกเปลือก กินดิบๆ วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารอาจใช้น้ำผึ้งหรือน้ำตาลอ้อย ช่วยกลบรสเผ็ดของกระเทียมก็ได้
รักษาแผลที่เน่าเปื่อยและเป็นหนอง

  • นำหัวกระเทียม 1 หัว มาปอกเปลือกแล้วตำให้ละเอียด พอกบริเวณที่เป็นแผล โดยพอกทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที จึงเอาออกแล้วทำความสะอาดแผลหรือจะนำกระเทียมที่ตำแล้วไปแช่ในน้ำอุ่นและปิดฝาทิ้งเอาไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จึงกรองเอาน้ำมาใช้ล้างแผล ก็ได้ผลดีเช่นกัน
ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตหรือเพื่อ รักษาโรคเส้นเลือดหัวใจและสมองตีบตัน

  • กินกระเทียมสดครั้งละ 5 กรัม โดยสับหรือบดตวงได้ราว 1 ช้อนชาพูน กินพร้อมอาหารวันละ 3 เวลา อย่ากินกระเทียมตอนท้องว่าง เพราะจะระคายเคืองต่อกระเพาะ ลำไส้
ในกรณีต้องการกินเป็นประจำ เพื่อป้องกันเบาหวาน และขจัดพิษสารตะกั่ว

  • นำกระเทียมกลีบใหญ่ ๆ เพียง 3 กลีบ ทุบให้แตก กลืนกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ทุก ๆ เช้าหลังตื่นนอน น้ำอุ่นจะช่วยไม่ให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะ
ขนาดและวิธีใช้สำหรับแก้ไอ

  • นำกระเทียม และขิงสดอย่างละเท่ากันตำละเอียด ละลายน้ำอ้อยสด คั้นเอาน้ำจิบแก้ไอ กัดเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ตำรายาไทยบางตำรับให้คั้นกระเทียมกับน้ำมะนาวเติมเกลือใช้จิบหรือกวาดคอ


ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยากรกะเทียม
มีหลักฐานการวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับกระเทียมและการป้องกันมะเร็งหรือไม่
มีการ ลองอย่างเป็นระบบ 3 การ ศึกษาทำการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการ บริโภคกระเทียมและความเสี่ยงต่อการป่วยเป็น มะเร็งกระเพาะอาหาร การ วิจัยแรกเป็นการ ทดลองอย่างเป็นระบบในชาวจีน 5,000 คน ที่เสี่ยงต่อการป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร  ทำ วิจัยโดยการแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมการ ทดลองเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้ รับประทานสารอัลลิทริดินสังเคราะห์ (synthetic allitridin) ซึ่ง เป็นสารสกัดจากกระเทียมที่มีใช้กันมานานในประเทศจีน จำนวน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับ รับประทานซิลิเนียม (selenium)  ปริมาณ 100 ไมโครกรัมวันเว้นวัน เทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก โดยคณะผู้วิจัยทำการติดตามผลเป็นเวลา 5 ปี พบว่ากลุ่มที่ได้รับ สารสกัดอัลลิทริดินและซิลิเนียม มีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในกระเพาะอาหารลดลง 33% และมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หลอดอาหารลดลงถึง 52% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก การ ค้นพบอย่างเป็นระบบอีกการวิจัยหนึ่งแสดงผลการ ค้นหาที่ขัดแย้งกัน โดยแสดงให้เห็นว่าการกินสารสกัดจากกระเทียม ปริมาณ 800 มก.ร่วมกับน้ำมันกระเทียมเป็นประจำทุกวันไม่ลดความชุกของรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร  (precancerous gastric lesion) และไม่ลดอุบัติการณ์เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร การวิจัยอย่างเป็นระบบในประเทศญี่ปุ่น เปรียบเทียบผลการ กินกระเทียมสกัด บริโภคสูง (2.4 มล.) เทียบกับการบริโภค ใน คุณภาพที่น้อยกว่า (0.16 มล.) ในกลุ่มผู้ป่วยเนื้องอกลำไส้ชนิดอดีโนมา (colorectal adenomas) และทำการติดตามผลที่ 6 และ 12 เดือน พบว่ากลุ่มที่ อุปโภคกระเทียมเสริม คุณภาพสูงมีโอกาสเกิดเนื้องอกใหม่น้อยกว่ากลุ่มที่ อุปโภคกระเทียมสกัดใน จำนวนที่น้อยกว่า ได้แก่ 47 และ 67% ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีผลการ ค้นคว้าพบว่าการใช้สารสกัดกระเทียมทามะเร็งผิวหนังชนิดเบซัล (basal cell carcinoma) พบว่าผู้ป่วย 21 รายที่เข้าร่วมการ ศึกษามีก้อนมะเร็งยุบลงหลังทากระเทียมสกัด
ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : กระเทียมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพหลาย ลักษณะ ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ได้แก่ เชื้อที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย Shigella sonnei , Escherichia coli , Bacillus sp. , Staphylococus aureus , Streptococcus faecalis , Pseudomonas aeruginosa เป็นต้น เชื้อวัณโรค Mycobacterium tuberculosis และเชื้อรา Candida spp. , Aspergillus niger และTrichosporon pullulans เป็นต้น สารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ allicin , ajoene , และ diallyl trisulfide
ฤทธิ์ต้านไวรัส : สารสกัดหัวกระเทียมความเข้มข้น 0.15 มิลลิกรัม/ มิลลิตร ต้านเชื้อไวรัส Influenza B (LEE) อย่างมีนัยสำคัญ P<0.001 แต่ในความเข้มข้น 1.5 มิลลิกรัม/ มล. ไม่ต้านเชื้อไวรัส Coxsackie B1 เมื่อกรอกสารสกัดน้ำผสมแอลกอฮอล์จาก aged bulb เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 0.1 มิลลิตร /ตัว พบว่าสามารถต้านเชื้อไวรัส Influenza ในเลือดของหนู และมีการทดสอบเนื้อกระเทียมขนาด 1,000 มก./ มล. ในจานเพาะเชื้อ แสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Parainfluenza type 3
ฤทธิ์ต้านการบีบเกร็ง : สารสกัดน้ำ หรือสารสกัดเอทานอล หรือน้ำคั้น มีฤทธิ์ต้านการบีบเกร็งในหนูขาวและหนูตะเภา
ฤทธิ์ลดระดับไขมัน : กระเทียมในรูปสด สารสกัด น้ำมันหอมระเหย และน้ำคั้น มีฤทธิ์ลดไขมันได้เฉพาะคอเลสเตอรอล ทั้งในการศึกษาในสัตว์และหลอดทดลอง พบว่าสาร allicin และ ajoene มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างคอเลสเตอรอล และมีฤทธิ์ต้านการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด
ฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด : สารสกัดน้ำ สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดเมทานอล และน้ำมันหอมระเหย มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดทั้งการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง สารสำคัญคือ adenosine , alliin , allicin , ajoenes , vinyldithiinsและมีฤทธิ์ดีกว่าสาร allicin 10 เท่า
ฤทธิ์กระตุ้นการทำลาย fibrin (fibrinolysis) :  กระเทียมแห้ง สารสกัดน้ำ สารสกัดแอลกอฮอล์ และน้ำมันกระเทียม มีฤทธิ์กระตุ้นการสลายตัวของ fibrin (fibrinolysis)
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : สารสกัดน้ำ สารสกัดเอทานอล สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ สารสกัดคลอโรฟอร์มและน้ำมันหอมระเหย สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูและกระต่าย สารสำคัญคือ allicin
ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน : สารกลุ่ม thiosulfiates มีฤทธิ์ต้านออกซิดัน โดยยับยั้ง lipid peroxidation
ฤทธิ์ลดความดันโลหิต : สารสกัดน้ำ และสาร ajoene สารกลุ่ม ?-glutamylpeptides , scordinins , steroids , triterpenoids , flavovoids มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต
ฤทธิ์ลดการอักเสบ :  สารสกัดกระเทียมด้วยน้ำ 2 ก/นน.ตัว 1 กก. มีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนๆ ในหนูขาวที่ทำให้อุ้งเท้าบวมโดยใช้ formalin มีผู้พบว่าเมื่อใช้สารสกัดด้วย น้ำ : แอลกอฮอล์ 1:1 แก่หนูขาวทางช่องท้อง พบว่าลดการอักเสบที่เกิดจากคาราจีแนนและเมื่อให้สารสกัดเอทานอลทางสายยางเข้ากระเพาะอาหารหนูขาวเพศผู้ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. พบว่าสามารถลดอาการอักเสบอุ้งเท้าที่ถูกทำให้อักเสบด้วยคาราจีแนนได้ 23% เมื่อทาสารสกัดเอทิลแอลกอฮอล์     เฮกเซนและเมทานอจากหัวกระเทียมให้หนูถีบจักร ขนาด 20 มคล./ตัว ในการรักษาหูที่อักเสบ ผลไม่แน่นอน
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการเกิดออกซิเดชัน :            สารสกัดกระเทียมด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  สารสกัดกระเทียมมีฤทธิ์ลดการออกซิเดชันของไขมัน และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase  สาร diallyl sulfide มีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชันโดยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ได้แก่ superoxide dismutase, catalase และ glutathione peroxidase ในเนื้อเยื่อปอด และเพิ่มระดับ glutathione ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกายตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นการสร้างเอนไซม์ที่ต้านการเกิด oxidative stress ได้แก่ heme oxygenase-1 (HO-1) และ ยับยั้ง CYP2E1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างอนุมูลอิสระ
ฤทธิ์สมานแผล :   เมื่อทาสารสกัดกระเทียมบนผิวหนังไก่ จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยพบว่ามีการสร้างเนื้อเยื่อบุผิวและคอลลาเจนใหม่ มีการเจริญของมัดเส้นใยคอลลาเจน และมีการสร้างเส้นเลือดใหม่
ฤทธิ์ในการยับยั้งฟันกัส (Fun-gus) : สารออกฤทธิ์ในกระเทียมหรือน้ำจากการแช่กระเทียม หรือกระเทียมที่ตำจนแหลกละเอียด จากการลองทำนอกร่างกายพบว่า มีฤทธิ์ยับยั้งและทำลายฟันกัส (fun-gus) หลายชนิดรวมทั้งแคนตินา อัลบิแคนส์ (Candida albicans)
ฤทธิ์ในการยับยั้งโปรโตซัว (Protozoa) : ผลจากการวิจัยนอกร่างกาย น้ำที่ได้จากการแช่กระเทียมมีฤทธิ์ทำลาย Amebic protozoon กระเทียมเปลือกสีม่วงจะมีฤทธิ์แรงกว่ากระเทียมเปลือกขาว หรือเมื่อใช้กับผู้ป่วยที่เป็นบิดจากอะมีบาก็ได้ผลดีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อในโรค Trichomonas vaginalis
ฤทธิ์ต่อหลอดเลือดหัวใจ : Ailfid ในกระเทียมมีพิษน้อยมาก จะทำให้การเต้นของหัวใจช้าลง และเพิ่มการบีบและคลายตัวของหัวใจ ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้ปัสสาวะมากขึ้น และในบางคลินิกได้ผลดีมาก สำหรับผู้ป่วยที่มีความดันสูง และหลอดเลือดแข็งตัว
สำหรับกระต่ายที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมาก น้ำมันกระเทียม (Garlic oil) อาจยับยั้งการแข็งตัวของหลอดเลือด
           กระเทียมอาจช่วยลดอาการอักเสบจึงช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร อันจะเป็นผลช่วยลดการแน่นจุกเสียดในผู้ป่วยที่เป็นแผลในโรคกระเพาะอาหาร โดยต้านการสังเคราะห์ prostaglandinและมีผู้ค้นพบพบว่าสารสกัดกระเทียมมีผลยับยั้งการสร้าง IL-12และเพิ่มการสร้าง IL-10 และtumor necrosis factor(?-INF) , IL-1? , IL-6 ,L-8 และT-cell interferon-gamma (IFN-gamma , IL-2 จึงมีผลช่วยลดอาการอักเสบในผู้ป่วยลำไส้อักเสบ    ได้มีผู้ลองพบฤทธิ์ในการต้านโรคไขข้ออักเสบ เมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำในขนาด 100 มก./กก.เป็นเวลา 10 วัน และเมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากเมล็ด(seed oil)เข้ากระเพาะอาหารหนูขาว ขนาด 0.0025 มก./กิโลกรัมพบว่า ลดอาการอักเสบจากอาการข้ออักเสบที่เกิดจากฟอร์มาลดีไฮด์ได้
 

Tags : กระเทียม

11

การศึกษาทางคลินิกของเถาวัลย์
            คลายอาการปวดหลังส่วนล่าง  การเปรียบเทียบ ประโยชน์ของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงกับยาไดโคลฟีแนค ในการเป็นยา บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง พบว่าเมื่อให้ผู้ป่วย อุปโภคสารสกัดเถาวัลย์เปรียงบรรจุแคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน เปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่ กินยาไดโคลฟีแนคขนาด 25 มก.  วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน ผลพบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงอาจลดอาการปวดหลังส่วนล่างได้ไม่แตกต่างจากการใช้ยาไดโคลฟีแนค
           กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย   การศึกษาประสิทธิผลของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี เมื่อได้อุปโภคสารสกัดเถาวัลย์เปรียงทีสกัดด้วย 50% เอทานอล ขนาดวันละ 400 มิลลิกรัม นาน 2 เดือน ไม่พบความไม่ปกติของระบบต่างๆของร่างกาย และพบว่าสารสกัดเพิ่มการหลั่งของ IL-2 และ gamma–IFN แสดงว่าสารสกัดมีฤทธิ์เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
             การศึกษาประสิทธิผล และความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาอาการอักเสบจากข้อเข่าเสื่อมนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมการวิจัยทางคลินิกกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเข้าร่วมโครงการจำนวน 125 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแผนปัจจุบันนาโพรเซน (Naproxen) ขนาด 250 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียงขนาด 400 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ผลการค้นพบพบว่า ยาแผนปัจจุบันนาโพรเซนและสารสกัดเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลและความปลอดภัยไม่แตกต่างกัน และผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้ง 2 กลุ่มมีความพึงพอใจต่อการเยียวยาร้อยละ80การค้นหาความปลอดภัยของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสถาบันลองสมุนไกรมวิทยาศาสการแพทย์ได้ค้นพบความปลอดภัยของสสารสกัดเอทานอล 50 % ของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 12 ราย โดยให้กินแคปซูลสารสกัดขนาด 200 มิลลิกรัม/แคปซูล ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และเจาะเลือดทุก 2 สัปดาห์ พบว่าไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ระหว่างบริโภคสารสกัดเถาวัลย์เปรียง และเมื่อเทียบกับก่อนได้รับสารสกัด  ค่าทางโลหิตวิทยาบางค่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น ค่าร้อยละของเม็ดเลือดขาวประเภท basophil เพิ่มขึ้น ค่า hemoglobin และค่าร้อยละของ hematocrit ลดลงในบางสัปดาห์
การศึกษาทางพิษวิทยาของเถาวัลย์ 
             สำหรับด้านความเป็นพิษของสารสสกัดเถาวัลย์เปรียงนั้นจากการค้นพบสารสกัดเอธานอล 50% โดยป้องให้หนูขาวในขนาดสูงถึงวันละ 600 มก.น้ำหนักตัว 1 กก. ซึ่งเท่ากับ 75 – 100 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน ไม่พบอาการแสดงความเป็นพิษต่ออวัยวะและการทำงานไม่ปกติของระบบต่างๆ ของหนูขาวเลย
             การทดลองพิษเฉียบพลัน  ของสารสกัดลำต้นด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 6,250 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดเยียวยาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
             มีรายงานการค้นหาพิษเรื้อรัง ( 6 เดือน ) ของสารสกัด 50 % เอทานอลของเถาวัลย์เปรียงในหนูขาว 4 กลุ่มๆ ละ 20 ตัว/เพศ  กลุ่มควบคุมได้รับน้ำ 10 มิลลิตร / กก. / วัน กลุ่มทดลองได้รับสารสกัดขนาด 6 , 60 และ 600 มิลลิกรัม/ กก. / วัน หรือ เทียบเท่าผงเถาวัลย์เปรียง 0.03 , 0.3 และ 3 กรัม / กก. / วัน หรือ 1 , 10 และ 100 เท่าของขนาดใช้ในคนต่อวัน  พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยา  ชีวเคมีของเซรั่ม หรือจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน ที่มีความสัมพันธ์กับขนาดของสารสกัด และไม่พบความผิดปกติใดๆ
 

12


การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัช / เภสัชวิทยา 
แอล์-คาร์นิทีน มีผลต่อการลดน้ำหนักโดยจาการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 13 – 17 ปี ซึ่งได้รับ แอล- คาร์นิทีนจากอาหารและออกกำลังกายเหมือนกัน แต่กลุ่มทดลองจะได้รับแอล-คาร์นิทีน 2 กรัม ต่อวัน  เป็นประจำทุกวัน ซึ่งพบว่ากลุ่มทดลองมีน้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม และกลุ่มควบคุมลดลง 0.88 กิโลกรัมทั้งนี้เนื่องมาจากประโยชน์ของแอล-คาร์นิทีนที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญไขมันและมีสารที่สำคัญในการลดน้ำหนักเมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม สอดคล้องกับ Arsenian MA. ทำการวิจัยผู้ที่มีภาวะไขมันผิดปกติในร่างกายและโรคเบาหวานหลังจาก  4 เดือนพบว่าระดับคอเลสเตอรอลและไตกรีเซอร์ไรด์ลดลงตามลำดับ 20 เปอร์เซ็นต์และ 28 เปอร์เซ็นต์และความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL-C) เพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์
การศึกษาถึงผลการรับประทานแอล-คาร์นิทีน
ต่อระดับไขมันในเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดไม่ปกติและเพื่อค้นคว้าผลการทานแอล-คาร์นิทีนเทียบกับการทานแอล-คาร์นิทีนร่วมกับไนอาซิน ต่อระดับไขมันในเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดไม่ปกติโดยศึกษาในอาสาสมัครจำนวน 43 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่1 ให้ทานยาหลอก กลุ่มที่2 ให้รับประทานแอล-คาร์นิทีน 3 กรัม/วัน กลุ่มที่ 3  ให้กินแอล-คาร์นิทีน 3 กรัม ร่วมกับ ไนอาซิน 250 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ทำการประเมินระดับ ไขมันในเลือดก่อนและหลังการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลการศึกษาพบว่า การทานแอล-คาร์นิทีนนเพียงอย่างเดียว พบว่า ระดับของคลอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์และคลอเลสเตอรอลดีไม่เปลี่ยนแปลง แต่ระดับของคลอเลสเตอรอลไม่ดีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่า 110.40±14.56 และ 128±16.50 (p =0.001) เนื่องมาจากงานค้นคว้านี้ไม่ได้ให้ผู้ร่วมค้นพบควบคุมอาหาร ส่วนการทานแอล-คาร์นิทีนร่วมกับไนอาซิน พบว่าระดับคลอเลสเตอรอลรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่า 225.80±25.46 และ 200.33±42.80 (p=0.015)สรุปได้ว่า การกินแอล-คาร์นิทีนไม่ช่วยลดระดับไขมันในเลือด แต่ยังเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลไม่ดีในเลือด แต่การทานแอล-คาร์นิทีนร่วมกับไนอาซิน สามารถลดระดับ       คลอเลสเตอรอลรวมในเลือดได
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังในการใช้แอล-คาร์นิทีน
หากกินเกินที่กำหนด อาจเกิดอาการบวม เป็นตะคริว หรือท้องเสียได้ เนื่องจากในอาหารที่เรารับประทานมีส่วนผสมของแอล-คาร์นิทีน ผสมปะปนอยู่โดยธรรมชาติ  ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัว และเกิดอาการผื่นแดง สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีน เช่น ไข่ นม หรือข้าวสาลี ไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริมแอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ และไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ และสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยง  คนที่ทานยากันชัก  จะสูญเสียคาร์นิทีนมาก  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกินคาร์นิทีน ในรูปของ แอลคาร์นิทีนเสริม  ไต ผลิตกรดอะมิโนคาร์นิทีน แต่หากไตเสื่อมจะขาดคาร์นิทีน จึงควรได้รับ คาร์นิทีนเสริม
ขนาดรับประทานแอล-คาร์นิทีน 
เนื่องจากแอล-คาร์นิทีน เป็นสารที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง และพบได้ในอาหารหลายๆชนิด จาการทดสอบหาค่า ความเป็นพิษ Lathal dose (LD) ของแอล-คาร์นิทีน ในหนู พบว่ามีค่าเท่ากับ 8.9 – 9.1 กรัม / กิโลกรัมหรือเทียบเท่ากับขนาดในคนคือ 630 กรัม / วัน อย่างไรก็ตามการรับประทานแอล-คาร์นิทีน ในขนาดมากกว่า 4 กรัม / วัน จะส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองในทางเดินอาหารได้ ดังนั้นปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน คือ 2 กรัม / วัน
            การกินแอล-คาร์นิทีน ในขนาดที่เหมาะสมคือ 2 กรัม / วัน จะช่วยให้กล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพการทำงานและเกิดเมแทบอลิซึมโดยเฉพาะ fatty acid oxidation ได้เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการนำไปใช้ในระยะยาวเพื่อหวังผลในการเสริมสร้างกำลังของนักกีฬายังต้องมีการหาต่อไป
 

13

สรรพคุณของคนทีสอ
คนทีสอมี ประโยชน์ทางยาหลายอย่าง ทุกส่วนของลำต้น สามารถนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้หมด ไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก ผล เมล็ด ราก ลำต้น กระพี้ รวมไปถึงเปลือกไม้ด้วย และคนทีสอยังเป็นสมุนไพรสำหรับ สตรีอีกด้วย เพราะมีประโยชน์ช่วยทำให้เลือดลมเป็นปกติ แก้ปัญหาประจำเดือน สภาวะก่อนและหลังมีประจำเดือน แม้กระทั่งหลังคลอดบุตร สมุนไพรคนทีสอก็เป็นตัวช่วยขับเลือดเสีย ทำให้สดชื่นมีกำลัง และยังช่วยขับน้ำนมและบำรุงน้ำนมได้อีกด้วย
ตำรายาไทย ใบ รสร้อนสุขุมหอม บำรุงน้ำดี ขับเสมหะ บำรุงธาตุ เยียวยาโรคตับ ขับลม แก้ไอ แก้หืด ฆ่าพยาธิ แก้ริดสีดวงจมูก แก้ลำไส้พิการ ขับเหงื่อ แช่น้ำอาบแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน เยียวยาอาการสาบคายในกาย แก้พิษฝีใหญ่ แก้พิษสำแลง และพิษต่างๆ ผสมกับเทียน ขมิ้น พริกไทย กินแก้วัณโรค รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ แช่น้ำอาบแก้ผื่นคันโรคผิวหนัง โรคปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นยาไล่แมลง ดอก รสหอมฝาด แก้ไข้ แก้หืดไอ ฆ่าพยาธิ บำรุงครรภ์มารดา บำรุงน้ำนม ผล รสร้อนสุขุม แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ลม ฆ่าพยาธิ แก้หืดไอ แก้ไข้ แก้ริดสีดวงจมูก บรรเทาปวดตามเนื้อตามข้อ แก้ท้องมาน ขับเหงื่อ เมล็ด รสร้อนสุขุม ระงับปวด เจริญอาหาร ราก รสร้อนสุขุม แก้ไข้ แก้โรคตับ โรคตา ถ่ายน้ำเหลือง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ รากและใบ ต้มกินแก้ไข้ ให้ สตรีหลังคลอดบุตรใหม่ๆ กินเป็นยาขับปัสสาวะและขับเหงื่อ ต้น ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดท้องอืด กระพี้ เยียวยาอาการคลื่นเหียนอาเจียน  เยียวยาระดูสตรี เปลือก ใช้ รักษาอาการไข้ซึ่งมีอาการกระทำให้เย็น เยียวยาอาการคลื่นเหียน เยียวยา สตรีระดูพิการ
ในต่างประเทศมีการนำคนทีสอมาใช้เป็นยาขับเหงื่อและปัสสาวะ ลดไข้ ส่วนของใบใช้เป็นยาลดความเจ็บปวด ใช้เป็นยาขับระดู ให้กินหลังการคลอดบุตรเพื่อป้องกันการจับไข้ ในบางประเทศใช้ใบบดกับกระเทียม พริกไทย ขมิ้นและข้าวสุกทำเป็นเม็ดกินแก้วัณโรค น้ำคั้นจากใบสดกินแก้ปวดหัว ใบนำไปหมักเอาน้ำ ดื่มแก้เหน็บชา ใบนำไปตำพอกแก้เคล็ดขัดยอก รอยฟกช้ำ ไขข้ออักเสบและอัณฑะบวม ในส่วนของผลใช้บำรุงสมองและขับระดู โดยทำให้เป็นผง ใช้ผสมน้ำตาลป้ายลิ้น ผลแห้งนำมาต้ม กินแก้หวัดธรรมดา ปวดหัว ตาแฉะและการอักเสบของหัวนมและเต้านม ส่วนของเปลือกด้านในเคี้ยวกินแก้ท้องเดิน ในประเทศอินโดนีเซียใช้ ใบ เป็นยาขับลม และผสมในตำรับยาไล่แมลงด้วย บางทีใช้ใบแห้งทำเป็นยาไล่แมลง หรือสกัดเอานำมันมาผลิตเป็นยากันยุง  ประเทศอินโดนีเซียใช้ ใบ เป็นยาขับลม และผสมในตำรับไล่แมลง  ในมาเลเซีย ใช้รากหรือใบต้มแก้ไข้ ใบแก้ปวดศีรษะ จีน ใช้เมล็ดระงับปวด ทำให้สงบ ไทย ใช้รากฝนทาแก้พิษแมงกะพรุน และเป็นยาขับเสมหะ บำรุงธาตุ ใบต้มน้ำอาบ เยียวยาโรคผิวหนัง ผลแก้หืดไอ และมองคร่อ  ด้วย
 

Tags : สมุนไพรคนทีสอ

14

องค์ประกอบทางเคมีของดอกคำฝอย
            สารในกลุ่มฟลาโวนอยด์กลับโคไซด์ (Flavonid Glycoside) ได้แก่ คาร์ทามิน (cartramin) ,    ซาฟโฟลมิน (safflomin) , ซาฟฟลอร์เยลโล่ (safflor yellow) , ไฮดรอกซีซาฟฟลอร์เยลโล่ (hydroxysafflor yellow) , ทิงค์ทอร์มีน (cartormin) , ซาโปจีนิน (sapogenin)     สารในกลุ่มฟลาโวน เช่นลูทีโอลิน (luteolin)   และอนุพันธ์
สรรพคุณของดอกคำฝอย
ตามตำรายาไทย: ดอก ขับระดู บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ตกเลือด แก้ดีพิการ ขับเหงื่อ ระงับประสาท แก้ไข้ในเด็ก แก้ดีซ่าน แก้ไขข้ออักเสบ แก้หวัด น้ำมูกไหล แก้โรคฮิสทีเรีย อาการ เยียวยาอาการบวม เยียวยาท้องเป็นเถาดาน ใช้เป็นยาระบาย เยียวยาอาการไข้หลังคลอด ระงับอาการ ปวดในสตรีที่รอบเดือนมาไม่เป็นปกติ เป็นยาสามัญประจำบ้าน เจ็บ
อาการป่วยไข้ในเด็ก  บำรุงคนเป็นอัมพาต ดอกเป็นยาชงใช้ดื่มร้อนๆแก้ดีซ่าน โรคไขข้ออักเสบ เป็นหวัดน้ำมูกไหล ต้มอาบเวลาออกหัด รักษาอาการคันตามผิวหนัง เกสร บำรุงโลหิตระดู ขับระดู บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้ปกติ แก้ดีพิการ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
ตำรายาพื้นบ้านของหลายประเทศ: กล่าวว่าเนื่องจากดอกคำฝอยมีสีแดง จึงมี คุณสมบัติบำบัดโรคที่เกี่ยวกับเลือด เช่น ระดู ขับเหงื่อ โดยทำเป็นยาชง ยาระบายพวกโลหิต
ต้านออกซิเดชั่น สารสกัดด้วยน้ำจากกลีบดอกคำฝอยมี ประโยชน์ในการต้านออกซิเดชั่น จับอนุมูลอิสระ และ อาจปกป้องการทำลายส่วนต่างๆของร่างกายจากอนุมูลอิสระ ได้แก่

  • ปกป้องสมองจากการทำลายของอนุมูลิอิสระ
  • ปกป้องเซลล์สร้างเนื้อกระดูก
  • ปกป้องเยื้อบุเซลล์เม็ดเลือดแดง
  • ปกป้องตับ
เพิ่มประสิทธิภาพระบบการไหลเวียนของเลือด  มี ประโยชน์ในการขยายหลอดเลือดแดง เพิ่มการไหลเวียนเลือด และการนำออกซิเจนเข้าสู่เนื้อเยื้อและยัง สามารถยับยั้งการเกิดลิ่มเลือด รวมถึงละลายลิ่มเลือดได้อีกด้วย ซึ่ง คุณสมบัติเหล่านี้ อาจมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิต  รวมทั้งเป็น ประโยชน์ในการป้องกันหรือ รักษาโรคหัวใจ  สารสีคาร์ทามินที่พบในดอกคำฝอย มี ชนิดในการลดความข้นเหนียวของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นเป็น ประโยชน์ในการ เยียวยาโรคที่เกี่ยวข้องกับเลือดคั่ง เช่น โรคหลอดเลือดสมองแตก
ต้านอักเสบ บรรเทาปวด สารสกัดด้วยน้ำจากกลีบดอกคำฝอยมี ประเภทในการต้านอักเสบโดยยับยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์และพรอสตาแกลนดินซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ  พบ คุณสมบัติต้านอักเสบในผู้ป่วยโรคหัวใจเฉียบพลัน นอกจากนี้ยังพบคุณสมบัติในการ บรรเทาปวดซึ่ง สามารถนำไปพัฒนาสารที่ใช้ในการ บรรเทาปวดเพื่อทดแทนมอร์ฟีน  หรือยาแก้ปวดอื่นๆ ที่มีผลข้างเคียงต่างๆ
ลดคอลเลสเตอรอล  ลดระดับคอลเลสเตอรอลรวม และเพิ่มระดับคอลเลสเตอรรอลชนิดดี
ลดระดับน้ำตาลในเลือด  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และน้ำจากดอกคำฝอยมี คุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งจะเป็น คุณสมบัติในการนำไป เยียวยาโรคเบาหวาน
มีคุณสมบัติของเอสโตรเจนที่ได้จากพืช(phytoestrogen)  ดอกคำฝอยมี ชนิดคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงนิยมใช้ในการ เยียวยาโรคที่เกี่ยวกับผู้หญิง  เช่น  ประจำเดือนมา ผิดปกติ  หรือใช้ใน สตรี วัยหมดประจำเดือน
คุณค่าด้านอาหาร ในเมล็ดคำฝอย มีน้ำมันมาก สารในดอกคำฝอย พบว่าแก้อาการอักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบางตัวได้ ในประเทศจีน ดอกคำฝอย เป็นยาเกี่ยวกับ สตรี  ตำรับยาที่ใช้ เยียวยา ผู้หญิง ที่ประจำเดือนคั่งค้าง ไม่เป็นปกติ หรืออาการปวดบวม ฟกช้ำดำเขียว มักจะใช้ดอกคำฝอยด้วยเสมอ โดยต้มน้ำแช่เหล้า หรือใช้วิธีตำพอก          ใช้ดอกคำฝอยแก่ มาชงน้ำร้อน กรอง จะได้น้ำสีเหลืองส้ม (สาร safflower yellow) ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง
ประโยชน์ในด้านอื่นๆ

  • ตากแห้งสำหรับชงน้ำร้อนดื่มแทนชา หรือ ต้มผสมน้ำตาลเล็กน้อย ให้กลิ่นหอม
  • ตากให้แห้ง และบด เพื่อสกัดเป็นสีย้อมผ้าที่ได้จากสีเหลืองของสารคาร์ทามีดีน (carthamidine)สีแดงสารคาร์ทามีน (carthamine) อาจย้อมติดได้ดีในเส้นใยฝ้ายหรือเส้นใยจากพืช
  • ใช้ผสมอาหาร อาทิ ผสมเนยแข็ง และปรุงอาหาร เป็นต้น
  • น้ำมันจากเมล็ดดอกคำฝอย และกลีบดอก อาจนำมา ทานบำรุงเส้นผม บำรุงผิว เสริมสุขภาพ
  • ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์เลี้ยง
  • ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม
  • น้ำมันคำฝอยใช้เป็นวัตถุดิบผลิต Alkyd resins สำหรับเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสี และกาวเหนียว
  • ใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมทอผ้า เป็นต้น
  • ใช้เป็นน้ำมันเคลือบผิววัสดุให้มีความมันเงา ป้องกันสนิม เช่น งานไม้ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ในอินเดียใช้เคลือบ เยียวยาคุณภาพหนังสัตว์ เสื้อผ้าผลิตภัณฑ์เครื่องทอป้องกันการเปียก
  • กากของเมล็ด ใบ ลำต้นแห้ง ใช้หมักผสมกับมูลสัตว์เป็นปุ๋ยคอกหรือทำเป็นปุ๋ยพืชสด


ในประเทศจีนนิยมใช้น้ำมันจากเมล็ดหรือกลีบดอกคำฝอยสำหรับประกอบอาหาร เพราะ สามารถให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง มากกว่า 90% และให้ชื่อน้ำมันคำฝอยว่า  king of the linoleic acid เพราะประกอบด้วยกรดไขมันลิโนเลอิกมากถึง 80% ที่มีบทบาทสำคัญต่อการลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง (arteriosclerosis) และลดคลอเรสเตอรอล และไขมันไตรกลีเซอไรด์
รูปแบบขนาดวิธีการใช้ของดอกคำฝอย

  • การแพทย์แผนจีน ใช้ 3-9 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม
  • ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด  ใช้ดอกคำฝอยแห้งประมาณ 2 หยิบมือ (2.5 กรัม) นำมาชงกับน้ำร้อนครึ่งถ้วยแล้วใช้ดื่ม
  • ลดความอ้วน ใช้ดอกคำฝอยประมาณ 5 กรัม นำมาชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว
  • เยียวยาตาปลา ใช้ดอกคำฝอยสดและตี้กู่ฝีในปริมาณที่เท่ากัน นำมาตำผสมรวมกัน แล้วใช้ปิดบริเวณที่เป็นตาปลา  โดยเปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง
  • ป้องกันแผลกดทับ ใช้ดอกคำฝอยประมาณ  3 กรัมนำมาแช่กับน้ำพอประมาณจนน้ำเป็นสีแดง  แล้วนำมาถูบริเวณที่กดทับ  โดยถูครั้งละ 10 – 15 นาที  หากทำอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยป้องกันแผลกดทับได้ถึง 100% โดยไม่มีผลข้างเคียง

     

15

สรรพคุณของตังกุย
แพทย์แผนจีนนิยมใช้ในตำรับยาเกี่ยวกับโรคทางนรีเวชเช่น ใช้เป็นยาขับระดู แก้รกตีขึ้น ขับรกและแก้ไข้ในเรือนไฟ แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ตกมูกเลือด และสตรีประจำเดือนมา ไม่ปกติ สำหรับแพทย์แผนไทยจะใช้แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ไอ แก้เสียดแทงสองราวข้าง
โดยความนิยมแล้วถือว่าตังกุยเป็นสมุนไพรที่ทรงคุณค่าสำหรับสตรี เนื่องจากเป็นตัวยาที่มีผลต่อมดลูกโดยตรง เพราะตังกุยให้สารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อเอสโตเจน (Estrogen like action) ช่วยลดอาการต่างๆ จากภาวะหมดประจำเดือน (Menopause) รักษาสมดุลของฮอร์โมนต่างๆในร่างกาย ช่วยเยียวยาสมดุลของการไหลเวียนโลหิตในผู้หญิง ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แก้ปวดประจำเดือน ช่วยลดอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว และเป็นยาระบายท้องอ่อนๆ ด้วย
ถ้าดูจากสรรพคุณดั้งเดิมที่ว่าตังกุยเป็นยาที่ใช้สำหรับบำรุงร่างกายทั่วๆ ไป และบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่างๆ จึงใช้ได้ดีทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะการมุ่งหวังผลเพื่อเป็นยาบำรุงร่างกายเพราะในรากตังกุยจะมีวิตามินบี 12 ในปริมาณที่มาก (0.25-0.4 ไมโครกรัม/100 กรัมของน้ำหนักรากแห้ง) รวมถึงมีสารโฟลิก (Folic) และไบโอติน (Biotin) ซึ่งมีผลต่อการสร้างปริมาณเม็ดเลือดในร่างกายจึงนิยมใช้เป็นยาบำรุงโลหิต
ต้านการอักเสบและลดการบวมโดยการลองทางชีวเคมีถึงขบวนการเกิดการอักเสบ พบว่าสารจากตังกุยอาจขัดขวางการเกิด 5-hydroxytryptamine (5-HT) และลดการส่งผ่านสารทางผนังเซลล์หัวใจ (coronary flow) และและผนังหลอดเลือด (peripheral blood flow) ได้โดยการทำให้หลอดเลือดขยายตัว (dilate vessel) มีผลต่อการเต้นของหัวใจทำให้ความดันล่างสูงขึ้น
เมื่อมดลูกอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ จะมีความไวต่อภาวะความกดดันภายในโพรงมดลูก สารสกัดจากตังกุยจะลดการบีบตัวมดลูก และทำให้มดลูกตอบสนองต่อความกดกันภายในโพรงมดลูกน้อยลง (decreasing the myometrium sensitivity) ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูกมากขึ้น ผลคือลดการแท้งบุตรได้ เป็นเหตุผลว่า ทำไมตังกุยจึงมีผลดีต่อสตรี ตั้งครรภ์
ส่วนสตรีทั่วไปและสตรีหลังคลอด การกินตังกุยจะทำให้รอบเดือนมาปกติบรรเทาปวดประจำเดือนได้ เเละในตำรับยาจีนมักผสมตังกุยกับหัวแห้วหมู (cyperusrotundas), โกฐจุฬาลำเภาจีน (Artemisiaargyi), เปลือกลูกพรุน ( Prunes persica) และดอกคำฝอย (carthamus tinctorius) เพื่อใช้เยียวยาอาการประจำเดือนมาผิดปกติ ในสตรีหลังคลอดจะช่วยขับน้ำคาวปลา ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
ในสตรีวัยหมดประจำเดือน มีการทดลองใช้ตังกุยร่วมกับตัวยาอื่นอีก 5 ชนิด ในคนไข้ 43 ราย พบว่าส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น คือ อาการร้อนวูบวาบ มึนงง ตาพร่า, อาการไม่สบายในช่องท้อง จะลดลงประมาณร้อยละ 70
นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้โกฐเชียงในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย ได้แก่
                1.ยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของโกฐเชียงอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง 9 ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                2.ยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของโกฐเชียงร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้ลดอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียพวกที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ
โกฐเชียงเป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ในตำรับยาแผนโบราณของไทยหลายตำรับ พืชประเภทนี้ปลูกมากในประเทศจีน โดยเฉพาะในป่าดิบตามภูเขาสูงของมณฑลไต้หวัน มณฑลส่านซี และมณฑลยูนนาน และได้มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ” โกฐเชียงจัดอยู่ใน โกฐทั้งห้า(เบญจโกฐ) สรรพคุณโดยรวม ของยาที่ใช้ในพิกัดโกฐ คือ แก้ไข้ แก้ไข้ร่วมกับมีเสมหะ แก้หืดไอ แก้หอบ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง ขับลม แก้สะอึก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก
เครื่องยา“พิกัดโกฐ” ประกอบด้วย “พิกัดโกฐทั้ง 5” ได้แก่ โกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลำพา มีสรรพคุณแก้ไข้เพื่อเสมหะ หืดไอ แก้โรคปอด โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต “พิกัดโกฐทั้ง 7” (มีโกฐกระดูก และโกฐก้านพร้าว เพิ่มเข้ามา) สรรพคุณ แก้ไข้จับสั่น แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคในปอด แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก “พิกัดโกฐทั้ง 9”  (มีโกฐพุงปลา และโกฐชฎามังษี เพิ่มเข้ามา) สรรพคุณแก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก บำรุงกระดูก แก้ไข้ในกองธาตุอติสาร แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับระดูร้าย
ในตำรับยาพระโอสถพระนารายณ์: มีตำรับ “ยาทรงนัตถุ์” ขนานหนึ่งประกอบด้วยสมุนไพร 15 ชนิด รวมทั้งโกฐเชียงด้วย โดยนำตัวยาทั้งหมดบดเป็นผงละเอียดรวมกัน ใช้สำหรับนัตถุ์ ใช้ดมแก้ปวดหัว แก้วิงเวียน แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และตา
 

Tags : สมุนไพรตังกุย

หน้า: [1] 2 3 ... 6