แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 21
1

คนท้องนวดขาได้ไหม ? ตอบคำถามสำหรับคุณแม่
          คนท้องใช้น้ำมันนวดขาได้ไหม เชื่อว่าปัญหานี้คงจะเป็นปริศนายอดฮิตที่ม่าม้ามือใหม่ผู้คนจำนวนมากต้องการทราบกันแน่ๆ เนื่องจากคนท้องจำนวนมากมักจะมีปัญหาปวดเมื่อย โดยยิ่งไปกว่านั้นรอบๆต้นขา วันนี้พวกเราจะพาม่าม้าไปไขข้อสงสัยประเด็นนี้กันค่ะ
          น้ำมันนวดสำหรับคุณแม่ที่กำลังท้อง ในระยะท้องแรกๆอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวสักเท่าไร แต่พอเพียงอายุครรภ์เริ่มมากเพิ่มขึ้นๆและก็ด้วยฮอร์โมนในร่างกายที่มีการเปลี่ยน ประกอบกับสรีระคุณแม่เริ่มเปลี่ยน รวมไปถึงน้ำหนักที่มากขึ้นเรื่อยๆด้วย จึงทำให้คุณแม่ส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อยชอบมีปัญหาปวดเมื่อยตามมา ซึ่งเรื่องนี้ม่าม้าไม่ต้องกังวลด้วยเหตุว่านับว่าเป็นเรื่องปกติของคนท้องค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 แล้วก็ 3 ม่าม้าจะมีลักษณะอาการปวดไปตลอดตัวเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดเอว และก็ปวดต้นขา เพราะเหตุว่าจำเป็นต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งอาการปวดเมื่อยเหล่านี้แม่จะสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยการนวดให้คลายปวด แต่ว่าถึงอย่างนั้นแม่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอาจจะไม่พ้นมีความกลุ้มใจว่า คนท้องนวดได้ไหม คนท้องนวดขาได้ไหม ? แล้วก็เพื่อช่วยให้แม่คลายความกลุ้มอกกลุ้มใจ วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปหาคำตอบกันจ้ะ
          สำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆธรรมดาแล้วสามารถนวดได้ค่ะ แม้กระนั้นจะต้องเป็นการนวดที่ไม่ร้ายแรงเหลือเกิน นวดพอคลายเส้นและคลายปวดก็เพียงพอ อย่างบริเวณแขนและก็ขาม่าม้าสามารถนวดได้เสมอๆเนื่องจากเป็นจุดที่ไม่สโมสรกับการแท้งลูก ทั้งนี้ควรจะหลบหลีกการนวดรอบๆท้อง เนื่องจากว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการกระทบสะเทือนทำให้ส่งผลกับการตั้งครรภ์หรือแท้งลูกได้ค่ะ
          ยิ่งไปกว่านี้สำหรับแม่ที่ต้องการนวด ปัจจุบันยังมีสถานที่นวดคนท้องอย่าง ร้านสปา ร้านนวด แพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่รับนวดสำหรับคนท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยนะคะ ซึ่งแม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ตั้งแต่นวดตัว นวดคอ บ่า ไหล่ นวดแขนขา และก็นวดเท้าได้ แต่ดังนี้คุณแม่ก็ควรที่จะเลือกร้านค้าหรือสถานที่ที่ได้มาตรฐาน มีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสำหรับการนวดสำหรับคนท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะการนวดคนท้องนั้นจะไม่เสมือนการนวดคนธรรมดาทั่วไป โดยเหตุนั้นจึงจำเป็นต้องให้คนที่ได้รับการฝึกซ้อมหรือทำความเข้าใจแนวทางนวดคนท้องอย่างถูกต้องเป็นคนนวดเพียงแค่นั้นค่ะ
          ต่อนี้ไปคุณแม่ก็คงหายวิตกกังวลและมั่นใจเวลาจะนวดเพื่อคลายเมื่อยกันแล้วใช่ไหมล่ะขา ซึ่งการนวดนั้นนอกจากจะช่วยให้ลักษณะของการปวดลดลงแล้ว ยังจะช่วยทำให้คุณแม่สามารถใช้น้ำมันนวดผ่อนคลาย หายเครียด และร่าเริงแจ่มใสขึ้นอีกด้วยนะคะ แต่ทั้งนี้ก็อย่างที่บอกไปตอนแรก แม้จะนวดก็ควรนวดเพียงแค่เบาๆแค่นั้น หรือจะไปใช้บริการยังสถานที่นวดคนท้องโดยเฉพาะก็ได้จ้ะ จะได้แน่ใจว่าจะไม่กระทบกับลูกน้อยในท้องนั่นเอง
ปวดหลังทางด้านขวา อย่าประมาทว่าเป็นเพียงแค่มีต้นเหตุมาจากลักษณะของการปวดเมื่อยล้า ด้วยเหตุว่าบางเวลานี่บางทีอาจเป็นสัญญาณของอาการเจ็บเจ็บป่วยที่นึกไม่ถึง
          น้ำมันนวดสามารถช่วยลักษณะของการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจำต้องเคยพบเจอ ซึ่งพอเพียงปวดหลังขึ้นมาทีไรเราก็อยากจะเอนกายพัก หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาอาการปวดปวดเมื่อย แม้ว่าจริงแล้วลักษณะของการปวดข้างหลังบางครั้งก็อาจจะไม่ได้เป็นผลมาจากอาการปวดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเพียงเท่านั้น แม้กระนั้นยังอาจเป็นเพราะเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอื่นๆได้อีกเยอะแยะ ดังเช่นที่พวกเราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจที่มาของลักษณะของการปวดหลังทางด้านขวา ว่ามีเหตุที่เกิดจากอะไรแล้วก็อันตรายหรือไม่ เพื่อที่จะได้รู้เท่าทันอาการเจ็บป่วยไข้ของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบน
          ลักษณะของการปวดข้างหลังข้างขวาด้านบน เป็นอาการปวดหลังที่อยู่บริเวณตั้งแต่บริเวณข้างหลังไหล่ไปจนถึงใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุร่วมกัน โดยต้นสายปลายเหตุที่มักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการปวดหลังด้านบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งทำงานเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆหรือชูของหนักไม่ถูกท่า


          [url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url] สามารถช่วย อาการการชูของหนักหรือการนั่งทำงานในท่าทางที่ผิดจะต้องต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆก็เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวดกล้ามบริเวณข้างหลังส่วนบนทางขวาได้  โดยบริเวณข้างหลังส่วนบน นอกเหนือจากกล้ามเนื้อข้างหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อไหล่แล้วก็กล้ามคอ โดยเหตุนี้ถ้าเกิดมีอาการปวดหลังด้านขวาทางด้านบนจากการใช้งานหนักก็ชอบมีลักษณะปวดคอและก็ไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย ทราบอย่างนี้แล้วถ้าใครกันแน่ที่ยังนั่งปฏิบัติงานในท่าเดิมนานๆก็ยืนขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และควรนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งดำเนินงานที่ถูกต้องก็คือควรจะให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาค่ะ


ความเปลี่ยนไปจากปกติของกระดูกและข้อ


          กระดูกรอบๆหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกต้นแขน ซึ่งหากว่าเกิดความแตกต่างจากปกติกับกระดูกเหล่านี้ก็อาจจะทำให้รอบๆหลังขวาที่อยู่ข้างบนเกิดลักษณะของการปวดได้ โดยสาเหตุที่ทำให้กระดูกเปลี่ยนไปจากปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวาเกิดการอักเสบ นอกจากนี้ภาวะกระดูกพรุนก็สามารถนำมาซึ่งอาการปวดที่กระดูกรอบๆด้านขวาที่อยู่ข้างบนได้  ระหว่างที่คนเจ็บโรคมะเร็งบางประเภทในระยะแพร่ขยาย อย่างโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ และโรคมะเร็งไต ก็จะมีลักษณะปวดกระดูกรอบๆหลังส่วนบนเหมือนกัน


ความผิดปกติของอวัยวะภายใน


          น้ำมันนวดสามารถช่วยรักษาอาการ อาการปวดหลังส่วนบนขวามิได้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกล้ามเนื้อและก็กระดูกบริเวณหลังส่วนบนแค่นั้น แต่ยังอาจเกิดขึ้นเนื่องจากอาการเจ็บป่วยของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ อาทิเช่น โรคตับ นิ่วในไตรวมทั้งในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้กระทั้งอาการติดโรคในไต หรืออาจจะเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดแผ่ขยายขึ้นบริเวณข้างหลังทางขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง ถ้าหากมีลักษณะอาการปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา นั่นอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การตำหนิดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยจ้ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับข้างหลังส่วนบนพอดีเป๊ะ ด้วยเหตุนั้นเมื่อปอดมีความผิดธรรมดาก็สามารถนำไปสู่อาการปวดข้างหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการปวดข้างหลังด้านบนขวาก็ตัวอย่างเช่น โรคปอดอักเสบ โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อของเยื่อหุ้มห่อปอดหรือช่องอก นอกจากนี้อาการน้ำหลากปอด หรือแม้กระทั้งหัวใจล้มเหลว ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่นำมาซึ่งลักษณะของการปวดข้างหลังด้านขวาทางด้านบนได้ ด้วยเหตุนี้หากมีลักษณะปวดที่ข้างหลังด้านบนขวาแบบเรื้อรังรวมทั้งรุนแรง ควรจะรีบไปพบหมอให้เร็วที่สุดจ้ะ

2

สมุนไพรตาตุ่มทะเล
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallocha Linn.
บางถิ่นเรียก ตาตุ่มทะเล} ตาตุ่ม (กลาง); บูตอ (มลายู-ปัตตานี).
ต้นไม้ ขนาดกึ่งกลาง สูง 8-15 ม. เปลือกสีเทาเป็นเงา. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รี กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-9 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ มน; ขอบของใบเรียบ หรือ หยักน้อย; ก้านใบยาว 1-2 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 3-7 เซนติเมตร; กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ; เกสรผู้ 3 อัน ไม่ชิดกัน อับเรณูมี 2 ช่อง กลม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อยาว 1.5-3.5 เซนติเมตร กลีบรองกลีบดอกไม้โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก; รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล รูปกลมแป้น มี 3 พู กว้างโดยประมาณ 6 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 4 มม. เมล็ด ค่อนข้างกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าชายเลน.
สรรพคุณ : ราก ตำ หรือ ฝน ผสมกับขิง เป็นยาพอก หรือ ทา แก้อาการบวมตามมือแล้วก็เท้า ต้น ยางมีฤทธิ์กัดทำลาย ทำให้มีการเกิดอาการอักเสบ หากเข้าตาจะทำให้ปวดอักเสบมาก ถึงทำให้ตาบอดได้ แก่นเรียกว่ากระลำพัก (ตาตุ่มทะเล) เมื่อเผาไฟจะมีกลิ่นหอมาก ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาขับลม ฟอกโลหิต ขับเมนส์ ระบาย และก็ขับเสมหะ ถ้าหากเอาไม้จำพวกนี้ไปปักเลี้ยงหอยแมลงภู่ ผู้ที่รับประทานหอยที่เกาะไม้นี้ จะทำให้ท้องร่วงได้  ควันที่เกิดขึ้นจากการเผาต้น ใช้รมแก้โรคเรื้อน  ยางต้นต้มรวมกับน้ำมัน ใช้ทาแก้โรคเรื้อน กัดแผลอักเสบเรื้อรัง ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ และก็อัมพาต ถ้ากินยางต้นในขนาดต่ำๆเป็นยาถ่าย แม้กระนั้นถ้ากินมากมายอาจส่งผลให้สตรีแท้งบุตรได้ ใบ เป็นพิษ น้ำสุกเปลือก รับประทานเป็นยาทำให้อาเจียน เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก แล้วก็เป็นยาฝาดสมาน

Tags : สมุนไพร

3

หอมแดง
ชื่อสมุนไพร  หอมแดง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น หอมไทย,หอมเล็ก,หอมหัว หอมแดง(ภาคกึ่งกลาง), หอมปั่ว ,แพทย์แดง (ภาคเหนือ) , หัวหอมแดง (ภาคใต้) , ฝักบั่ว (ภาคอีสาน) , ปะเซ้ส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ปะเซอก่อ (กะเหรี่ยง-ตาก) , ซัง , ตังซัง (จีน)
ชื่อสามัญ  Shallot
ชื่อวิทยาศาสตร์  Allium ascalonicum Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Allium carneum Willd., Allium fissile Gray, Allium hierochuntinum Boiss., Porrum ascalonicum (L.) Rchb.
วงศ์             Amaryllidaceae
บ้านเกิด หอมแดง เป็นพืชขนาดเล็กที่ปลูกไว้เพื่อบริโภคส่วนของหัวหรือบัลบ์ นิยมใช้เพื่อการทำครัว และเป็นสมุนไพร ทั้งนี้หอมแดง มีบ้านเกิดเมืองนอนดั้งเดิมในทวีปเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ คาดคะเนว่าอยู่ในแถบประเทศทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน แล้วก็อิหร่าน โดยเชื่อกันว่าหอมแดงกลายพันธุ์ตามธรรมชาติมาจากหอมหัวใหญ่รวมทั้งมีการเลือกเฟ้นจำพวกเพื่อนำมาปลูกเป็นพืชอาหาร ในจีนและก็ประเทศอินเดียและมีการกระจายประเภทไปทั้งโลก ซึ่งได้มีการเขียนบันทึกไว้ ในช่วงคริสตวรรษที่ 12 เดี๋ยวนี้การปลูกหอมแดงได้แพร่หลายไปทั่วทั้งโลก แต่ว่าก็ยังมีการบริโภคน้อยกว่าหอมหัวใหญ่อยู่  หอมแดง จัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ โดยในประเทศไทยพบว่ามีการปลูกมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและก็ทางภาคเหนือ แต่ว่าหอมแดงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหอมแดงคุณภาพดีก็ได้แก่หอมแดงจากจังหวัดศรีสะเกษ
ลักษณะทั่วไป
ใบ ใบแทงออกจากลำต้นหรือหัว มีลักษณะเป็นหลอดกลม ภายในกลวง มีสารสีนวลเป็นไขฉาบผิวใบ ใบมีลักษณะตั้งตรงสูงราว 15-50 เซนติเมตร แตกออกเป็นชั้นถี่ 5-8 ใบ ใบอ่อนสดของหอมแดงใช้สำหรับการบริโภค
ท่อนหัวหรือบัลบ์ หัวหรือบัลบ์เป็นส่วนของกาบใบที่เรียงทับกันแน่นจากข้างในของหัวออกมา เป็นแหล่งสะสมของกิน แล้วก็น้ำ มีลักษณะเป็นกระเปาะ เรียกว่า Bulbs มีลำต้นข้างใน มีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆสีขาว ซึ่งเป็นที่เกิดของหัวหอม หัวหอมจะแตกใหม่ออกมาจากหัวเดิม โดยเฉลี่ย 2 - 20 หัวต่อกอ เส้นผ่าศูนย์กลางของหัวประมาณ 1.5-3.5 ซม.
ต้น ต้นที่มองเห็นเหนือดินเป็นส่วนที่อยู่ต่อจากบัลบ์ จัดเป็นลำต้นเทียมที่เกิดขึ้นมาจากกาบใบเรียงอัดกันแน่น ต่อมาก็เลยเป็นส่วนของใบ
ราก รากหอมแดงเป็นระบบรากฝอยมากมาย แตกหน่อออกมาจากข้างล่างของต้น มีลักษณะเป็นกลุ่มรวมกันที่ก้นหัว แล้วก็แพร่ลงดินลึกในระดับตื้นประมาณ 10-15 เซนติเมตรและแผ่รอยต้นราวๆ 5-10 ซม.
การขยายพันธุ์ หอมแดงสามารถเพาะพันธุ์ได้ 2 แนวทางเป็นการใช้ท่อนหัวจำพวก (sets) รวมทั้งการใช้เมล็ดพันธุ์ (seeds) การใช้หัวพันธุ์ (sets) เป็นแนวทางของเกษตรกรที่นิยมปฏิบัติกันมานาน หัวหอมแดงที่จะปลูกจำต้องผ่านการพักตัวมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก็เลยจะปลูกได้  การใช้เมล็ดพันธุ์ (seeds)  เป็นแนวทางที่ลดต้นทุนสำหรับการผลิตในการซื้อหัวชนิดที่แพงแพง สำหรับวิธีการปลูกหอมแดงนั้นมีดังนี้
การเตรียมแปลงปลูก หอมแดงเป็นพืชที่มีระบบระเบียบรากสั้น มีขอบเขตรากลึกโดยประมาณ 10-15 ซม. ฉะนั้น ในระดับความลึกนี้ หอมแดงก็เลยอยากได้หน้าดินที่ร่วนซุย รวมทั้งมีความชื้นเป็นประจำ มีการระบายน้ำ และก็อากาศดี ไม่อยากดินแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะที่มีการแตกหัวใหม่ การเตรียมดินให้ร่วนซุยจะช่วยให้หอมแดงเจริญวัยได้ดิบได้ดี ด้วยการไถลูกพรวนดินครั้งแรก ลึก 20 ซม. พร้อมกำจัดวัชพืช ผึ่งแดดทิ้งไว้ 7-15 วัน ต่อจากนั้น ไถพรวนดินให้ร่วนด้วยเขาหินนที่เล็กลง ลึก 20-30 เซนติเมตร และก็ตากดินก่อนปลูก 3-7 วัน ก่อนไถลูกพรวนครั้งที่ให้หว่านปุ๋ยมูลสัตว์ อัตรา 2-3 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 20-30 โล/ไร่ ในช่วงฤดูฝนแปลงปลูกหอมแดงต้องยกร่องกว้างโดยประมาณ 1-1.2 เมตร ความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่สำหรับเพาะปลูกเพื่อน้ำฝนระบายออกได้ ระยะห่างระหว่างแปลงจะเว้นไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร เพื่อเป็นฟุตบาทในการให้น้ำหรือกำจัดวัชพืช
ก่อนปลูก 1-3 วัน ควรจะให้น้ำในแปลงให้เปียกก่อน กรรมวิธีปลูก นำหัวชนิดที่พักตัวการแล้วหรือหัวจำพวกที่เก็บไว้นาน 2-4 เดือนหลังจากเก็บเกี่ยว มาตัดรากแห้งออก แยกหัวออกจากกันให้เป็นหัวโดดเดี่ยวๆแล้วฝังหัวลงไปในดินให้ปลายของหัวอยู่เป็นประจำผิวดิน ระยะปลูกที่ 15 x 15 ซม. ปิดฟางครึ้มราว 1 เซนติเมตร เมื่อหอมแดงผลิออกได้ประมาณ 15 วัน จึงหว่านปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 21% อัตรา 10 กิโล/ไร่ แล้วให้น้ำยามเช้าเย็นหรือวันละครั้ง แล้วแต่สภาพความชุ่มชื้นของผิวดิน  หอมแดงที่ปลูกจากหัวเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 60 วัน หอมแดงที่เหมาะสมสำหรับเพื่อการเก็บเกี่ยวจะต้องแก่จัด มีใบแห้งตามธรรมชาติ โดยห้ามใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นบังคับให้ใบแห้ง เนื่องจากว่าหัวหอมอาจเน่าเสียหายหรือแก่เก็บไว้บริโภคสั้น ก่อนที่จะมีการเก็บเกี่ยวโดยประมาณ 10-15 วัน จะต้องงดเว้นให้น้ำ รวมทั้งให้น้ำอีทีก่อนเก็บเกี่ยว 24 ชั่วโมง เพื่อให้หอมแดงถอนได้ง่าย การเก็บเกี่ยวจะใช้ขั้นตอนการมือถอนหรือใช้จอบหรือเสียมขุดร่วมด้วย ข้างหลังการเก็บเกี่ยว หอมแดงจะเก็บได้ไม่เกิน 6 เดือน ภายหลังจากเก็บเกี่ยวบนแปลง ถ้าเกิดเกิน 6 เดือน หัวหอมแดงจะฝ่อไม่สามารถรับประทานและไม่สามารถนำไปเพาะปลูกได้
                ดังนี้หอมแดงสามารถผสมข้ามชนิดได้ กับหอมหัวใหญ่ ลูกผสมที่เกิดขึ้นมีลักษณะรูปร่างจัดเข้าอยู่ในกรุ๊ปของหอมหัวใหญ่ (A.cepa)  ส่วนพันธุ์หอมแดงที่นิยมนำมาปลูกในประเทศไทยมีอยู่ 3  พันธุ์ ซึ่งลักษณะซึ่งคล้ายกดกันมาก
ประเภทศรีสะเกษ เปลือกหัวนอกดก มีสีม่วงแดง หัวมีลักษณะกลมป้อม มีกลิ่นฉุน ให้รสหวาน ใบเขียวเข้มมรกต มีนวลจับนิดหน่อย
ประเภทบางช้าง มีลักษณะคล้ายกับพันธุ์ศรีสะเกษ แต่ว่าสีเปลือกจางกว่า หัวมีลักษณะกลมป้อม ใบสีเขียวเข้ม มีนวลจับบางส่วน เป็นประเภทที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าทุกพันธุ์
ชนิดเชียงใหม่ มีเปลือกบาง สีส้มอ่อน หัวมีลักษณะกลมรี  กลิ่นไม่ฉุนเหมือนประเภทอื่น ให้รสหวาน หัวจะแบ่งเป็นกลีบแจ่มชัด ไม่มีเปลือกหุ้ม ใบสีเขียวมีนวลจับ
ส่วนประกอบทางเคมี   หัวหอมมีน้ำมันระเหยง่ายที่มีกำมะถัน diallyl disulphide เป็นองค์ประกอบร่วมกับสารอื่นๆอีกอย่างเช่น Ethanol, Acetonc, methyl Ethyl, Methyl Disulfide, Methyl, Methyl Trisulfide, Methyl I-propyl Trisulfide, I-propyl Trisulfide, Ketone, I-propanol, 2 – propanol, Methanol, I-butanol, Hydrogen Sulfidc, I-propanethiol, I-propyl Disulfide , Thioalkanal-S-oxide, di-n- propyl Disulfide, n- propyl-allyl Disulfide,  Dithiocarbonate แล้วก็ Thiuram Sulfidc ,Linoleic , flavonoid Glycoside , pectin , alliin ส่วนสารที่ทำให้เกิดกลิ่นในหัวหอมมีอยู่ 3 จำพวกหมายถึงdipropyl trisulfide, methylpropyl disulfide , methylpropyl disulfide และ methylpropyl trisulfide  ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของหอมแดงนั้นมีดังนี้

ค่าทางโภชนาการของหอมแดงดิบต่อ 100 กรัม

  • หอมแดงพลังงาน 72 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 16.8 กรัม
  • น้ำตาล 7.87 กรัม
  • เส้นใย 3.2 กรัม
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • โปรตีน 2.5 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.06 มก.
  • วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 0.2 มก.
  • วิตามินบี 5 0.29 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.345 มก.
  • วิตามินบี 9 34 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 8 มิลลิกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 37 มก.
  • ธาตุเหล็ก 1.2 มก.
  • ธาตุแมกนีเซียม 21 มิลลิกรัม
  • ธาตุแมงกานีส 0.292 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 60 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 334 มิลลิกรัม
  • ธาตุสังกะสี 0.4 มก.


คุณประโยชน์/สรรพคุณ  สำหรับในการใช้ประโยชน์จากหอมแดงนั้นโดยมากกว่า 80% มักจะนิยมนำไปปรุงอาหารของคาว และขนม รวมทั้งนำไปเป็นเครื่องแนม ของอาหารต่างๆตัวอย่างเช่น ข้าวตรอก สเต๊ อื่นๆอีกมากมาย รวมทั้ง หัวหอม ใบและช่อดอกอ่อน กินเป็นผักสดรวมทั้งปรุงเป็นของกิน หอมทั้งยังหัวและใบ ดอกเปรี้ยวกินเป็นผักจิ้ม
ส่วนสำหรับการใช้หัวหอมในด้านสรรพคุณรักษาโรคนั้นมีดังนี้ ตามคุณประโยชน์โบราณของไทยพูดว่า ใบมีรสเค็มหวาน เป็นเมือก ใช้แก้หวัดแล้วก็เลือดกำเดาออก หัวหอมรสเผ็ดร้อน แก้ไข้มีเสลด ใช้ในจำนวนน้อย บำรุงรักษาผมให้งอกงาม ทำให้ผิวหนังชื่นบาน แก้ไข้ ถูทาผิวหนังทำให้ร้อน ขับเสลด แก้โรคในปาก บำรุงธาตุ ใช้ภายนอก
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์คุ้มครองตับและก็ไต       การเล่าเรียนความสามารถสำหรับการปกป้องความทรุดโทรมของตับและไตจากการต่อว่าดเชื้อมาลาเรีย โดยเตรียมสารสกัดหอมแดงอย่างหยาบคายด้วยน้ำ จากนั้นนำไปทดลองฤทธิ์ในหนูถีบจักร สายพันธุ์ ICR ที่ติดเชื้อโรคไข้มาลาเรีย Plasmodium berghei  ANKA จำนวน 6x106เซลล์ ต่อตัวทดลอง โดยให้ตัวทดลองได้รับสารสกัดทางหลอดอาหารวันละครั้ง ตรงเวลา 4 วันต่อเนื่องกัน รวมทั้งทำการวัดค่าบ่งชี้ความเสื่อมโทรม ยกตัวอย่างเช่น ระดับเอนไซม์ตับ aspartate aminotransferase (AST), alanine aminotransferase (ALT) และก็ตัวบ่งชี้ลักษณะการทำงานของไต ดังเช่นว่า blood urea nitrogen (BUN) และ creatinine โดยใช้ชุดตรวจสำเร็จรูป ผลการทดลองพบว่าความเข้มข้นสูงสุดของสารสกัดหอมแดงที่ไม่ก่อกำเนิดความเป็นพิษเป็น3,000 มก.ต่อกิโลกรัม และในช่วงเวลาที่มีการติดโรคไข้จับสั่นนั้นจะเจอความเสื่อมโทรมของตับ แล้วก็ไตเกิดขึ้นในวันที่ 10 ภายหลังติดเชื้อโดยดูได้จากระดับของ AST, ALT, BUN และก็ creatinine ที่สูงที่สุด แต่ว่าสารสกัดหอมแดงที่ขนาด 3,000 มิลลิกรัมต่อกก. สามารถคุ้มครองป้องกันความย่ำแย่ของตับแล้วก็ไต จากการต่อว่าดเชื้อไข้จับสั่นได้โดยมองจากตัวบ่งชี้ที่มีระดับธรรมดา จากผลการค้นคว้าสามารถสรุปได้ว่าสารสกัดหอมแดงมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันความเสื่อมโทรมของตับและก็ไตจากการตำหนิดเชื้อมาลาเรียในหนูทดลองได้
ฤทธิ์ต้านทานอักเสบ       ทดสอบฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบของส่วนสกัดหัวหอมแดงในเอทานอลในหลอดทดสอบ ทำการทดลองความอยู่รอดของเซลล์ด้วยวิธี 3-4,5-dimethylthiazol-2-yl-2,5-dyphenyl tetra-zolium bromide (MTT) เล่าเรียนผลของส่วนสกัดต่อการแสดงออกของยีนที่เป็นตัวกลางการอักเสบอย่างเช่น inducible nitric oxide synthase (iNOS), cyclooxygenase (COX)-2, COX-1, tumor necrosis factor (TNF)-α, interleukin (IL)-1β รวมทั้ง IL-6 ในเซลล์เพาะเลี้ยงมาโครฟาจ (RAW 264.7) ที่ได้รับการกระตุ้นด้วยสาร Lipopolysaccharide (LPS) โดยวัดจำนวนยีนที่แสดงออกด้วยแนวทาง reverse transcription polymerase chain reaction (RT-PCR) พินิจพิจารณาหาจำนวนฟีนอลรวม แล้วก็ฟลาโวนอยด์รวม ของส่วนสกัดโดยใช้ปฏิกิริยาการเกิดสีกับสาร Folin-Ciocalteu และก็สารอลูมินัมคลอไรด์ ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าที่ความเข้มข้น 62.5, 125 และ 250 ไมโครกรัม/มล. ส่วนสกัดหอมแดงในเอทานอลไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ และมีฤทธิ์ยับยั้งการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวพันกับการอักเสบเช่น iNOS, TNF-α, IL-1β และ IL-6 เพิ่มขึ้นตามความเข้มข้น ส่วนสกัดหอมแดงไม่เป็นผลต่อการแสดงออกของยีน COX-2 แต่ยับยั้งการแสดงออกของยีน COX-1 อย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยมีจำนวนสารฟีนอลรวมคิดเป็น 15.964±0.122 สมมูลกับกรดแกลลิก/กรัม และก็มีจำนวนสารฟลาโวนอยด์รวม 11.742 ±0.012 มก. สมมูลกับสารเคอร์สิทิน/กรัม
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ การทดลองสารสกัดบิวทานอลจากหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มล./แผ่น หรือความเข้มข้นอื่นๆกับ Bacillus subtilis M-45 (Rec-) ในจานเพาะเชื้อ พบว่าไม่มีฤทธิ์ รวมทั้งเมื่อแปลงมาใช้สารสกัดเอทานอล (95%) จากหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มิลลิลิตร/แผ่น กับ B. subtilis H-17 (Rec+) ในจานเพาะเชื้อ พบว่าไม่มีฤทธิ์เช่นกัน นอกจากนี้การทดสอบน้ำสกัดหรือน้ำสุกหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มล./แผ่น กับ B. subtilis M-45 (Rec-) แล้วก็การทดลอง B. subtilis H-17 (Rec+) ด้วยน้ำสกัดหอมสด ก็พบว่าสารสกัดกลุ่มนี้ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ แม้กระนั้นถ้าใช้ส่วนสกัดจาก chromatography (undiluted) หรือการใช้ oleoresin จากหอม (undiluted) มาทดสอบกับ Salmonella typhimurium TA100 ในจานเพาะเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ แม้กระนั้นเมื่อเอามาทดสอบกับ S. typhimurium TA98 กลับไม่มีฤทธิ์ ใช้สารสกัดเมทานอลทดลองกับ S. typhimurium TA98 พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แรง และเมื่อศึกษาเล่าเรียนกลไกการเมตา-โบไลท์สารก่อกลายพันธุ์ของหอมภายในร่างกาย พบว่ากลูตาธัยโอน กลูคิวโรนายด์ ไดธัยโอธรีธอล สามารถลดฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของหอมได้ แต่ไวตามินซีไม่มีผลต่อฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของหอมแต่อย่างใด มีการทดสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของเครื่องเทศที่ใช้ตระเตรียมน้ำพริกแกง ใน S. typhimurium พบว่าสารสกัดจากหอมมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ถึง 100% ซึ่งเกิดจากสารสำคัญที่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ซึ่งมีอยู่แล้วตามธรรมชาติในหอม เมื่อทำแยกและก็วิเคราะห์สารสำคัญนั้นพบว่า เป็นสารจำพวก ฟลาโวนอยด์ เคอร์ซิตำหนิน (quercetin) ขึ้นรถสำคัญที่แยกบริสุทธิ์ได้ 1 ตัว พบว่าเป็นquercetin-4-0-glycoside สารนี้เป็นสารก่อกลายพันธุ์ฤทธิ์อ่อน ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของมันจะสูงขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยเอนไซม์ภายในร่างกาย เมื่อสลายสารนี้ด้วยเอนไซม์ b-glucuronidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เจอที่ลำไส้ใหญ่ พบว่าฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์จะร้ายแรงเพิ่มขึ้น
พิษต่อเซลล์ ทดลองสารสกัดเมทานอลจากรากหอมสด ความเข้มข้น 200 มคกรัม/มิลลิลิตร กับ macrophage cell line raw 264.7 พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีพิษต่อเซลล์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • ตำรายาไทยพูดว่า หัวหอม ไม่สมควรรับประทานมากเกินความจำเป็น หรือรับประทานเสมอๆ เพราะว่าอาจจะก่อให้หงุดหงิด ให้หลงๆลืมๆได้ง่าย ทำให้มีกลิ่นเต่า ฟันเสีย เลือดน้อย รวมทั้งตาฝ้ามัวไม่แจ่มใส
  • สำหรับเพื่อการเลือกหอมแดงมาใช้ประโยชน์ควรจะเลือกหอมแดงที่แก่เก็บเกี่ยวไม่เกิน 6 เดือน เนื่องจากหากเกิน 6 เดือนไปแล้ว จะได้หัวหอมที่ฝ่อ ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้หรืออาจมีสารออกฤทธิ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ
  • น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากหอมแดง มีรสเผ็ดร้อน ทำให้เคืองตา  แสบจมูก  รวมทั้งอาจจะก่อให้ผิวหนังปวดแสบปวดร้อน
  • น้ำหอมแดงมีสารกำมะถันซึ่งทำให้แสบตา แสบจมูก และก็ผิวหนังมีลักษณะอาการระคาย ก็เลยไม่สมควรใช้ทาใกล้บริเวณผิวหนังที่เปราะบาง
เอกสารอ้างอิง

  • วรวุฒิ สมศักดิ์, สุกัญญา ชาชิโย, สมเดช ศรีชัยรัตนกูล, ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์. ฤทธิ์ของสารสกัดหอมแดงต่อความเสียหายของตับและไตจากการติดเชื้อมาลาเรีย Plasmodium berghei ในหนูทดลอง. การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 6, วันที่ 26 มิถุนายน 2558 ณ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จ.สงขลา.
  • จิรวัฒน์ เวชแพศน์.2526 การศึกษาระยะปลูกของหอมแดง.ปัญหาพิเศษปริญญาตรี ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรุงเทพฯ.
  • ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.หอมเล็ก.คอลัมน์ สมุนไพรน่ารู้. นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่27.กรกฎาคม 2524 http://www.disthai.com/
  • หอม.ฐานข้อมูลพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • อาทิตย ศุขเกษม. การเปรียบเทียบผลผลิตของหอมแดงที่ปลูกด้วยหัวพันธุ์และเมล็ดพันธุ์.ปัญหาพิเศษปริญญาตรี.ภาควิชาพืชสวนคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน.13 หน้า
  • Lorenz, O.A. and D.N. Maynard. 1980. Knott’s hand book for vegetable growers. John wily and Sons, Inc. New York. 390 p.
  • หอมแดง สรรพคุณและการปลูกหอมแดง.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • พะยอม ตันดีวัฒน์.2530. เครื่องเทศ.119 หน้า.
  • หอมแดง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รัตนา พรหมพิชัย. (2542). หอมบั่ว. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (เล่ม 14, หน้า 7530). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
  • Werawattanachai N, Kaewamatawong R, Junlatat J, Sripanidkulchai B. Anti-Inflammatory potential of ethanolic bulb extract of Allium ascalonicum. Journal of Science & Technology, Ubon ratchathani University. 2015;17(2):63-68.
  • วิศิษย์ ว่องทิพยคงคา.2510. การเปรียบเทียบหาระยะปลูกที่เหมาะสม ของหอมต้นเพื่อเพิ่มผลผลิต ปัญหาพิเศษ ปริญญาตรี ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรุงเทพฯ.


4

รางจืด
ชื่อสมุนไพร  ยาเขียว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน กำลังช้างเผือก , ขอยชะนาง , รางเอ็น , เครือชาเขียว (ภาคกลาง) , รางจืด , เครือเข้าเย็น , หนามแน้ (ภาคเหนือ) , ดุเหว่า (จังหวัดปัตตานี) , น้ำขัง (สระบุรี) , ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) , คาย (จังหวัดยะลา) , แอดแอ ,ย้ำแย้ (เพชรบูรณ์) หน้าจอลอดิเออ , กร่ำถะ ,พอเพียงหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ  Blue trumphet vine , Laurel clockvine
ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl
วงศ์    Acanthaceae
ถิ่นกำเนิด ยาเขียวเป็นพืชเถาในเขตร้อนแล้วก็เขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย ดังเช่น ประเทศแถบประเทศอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา ประเทศพม่า ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ รวมทั้งมณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และไตหวัน ในประเทศไทยพบบ่อยตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วๆไป ในทุกภาคของประเทศ และเป็นพืชที่มักจะเจริญวัยได้เร็วมาก แต่ปัจจุบันนี้นิยมปลูกตามอาคารบ้านเรือนทั่วไป เนื่องจากว่ามีการทำการศึกษาเรียนรู้ออกมาว่าสามารถขจัด/ล้างสารพิษในร่างกายได้
ลักษณะทั่วไป
ต้นรางจืดเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพิงพันขึ้นปกคลุมต้นไม้ใหญ่ๆได้อีกทั้งต้น เถามีลักษณะกลม ตัวอย่างเช่น ข้อปล้อง สีเขียว เป็นมัน เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลมากขึ้น และก็ยาวได้มากกว่า 10 เมตร ใบเป็นใบโดดเดี่ยวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงกันข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะเหมือนใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 เซนติเมตร (เซนติเมตร) ยาว 8-15 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี 5 เส้น ออกฐานใบเดียวกัน  ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4  ดอก กลีบดอกไม้แผ่ออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว 1 ซม. มักมีน้ำหวานใส่อยู่ในหลอด ดอกมีสีม่วงปนน้ำเงิน ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 1 เซนติเมตร เมื่อผลแห้งแล้ว จะแตก 2 ส่วน จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในช่วงฤดูหนาว (เดือนพฤศจิกายน-จับพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น 2 ด้าน เมล็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆคล้ายหนามอยู่บนเปลือกเม็ด รวมทั้งสามารถนำไปเพาะแพร่พันธุ์ต่อไปได้
การขยายพันธุ์
ยาเขียวสามารถเพาะพันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเม็ดหรือปักชำ สำหรับการปักชำจะใช้กิ่งพันธุ์ที่แก่ตั้งแต่ 1 ปี หรือกิ่งประเภทแก่ที่สีน้ำตาลอมเขียว ด้วยการตัดกิ่งยาว 20-30 ซม. โดยให้มีตากิ่งหรือข้อกิ่งติดมาอย่างน้อย 1-2 ตา แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยนำปักชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มจนกระทั่งรากผลิออกแล้วหลังจากนั้นก็ให้นำไปลงถุงเพาะชำเพื่อลงปลูกต่อไป หรือปักชำลงดินบริเวณที่ต้องการปลูก รวมทั้งรดน้ำสม่ำเสมอ 1-2 ครั้ง/วัน จนกระทั่งกิ่งเริ่มแทงยอดอ่อน
สำหรับในการปลูกจากการเพาะเมล็ดนั้น ถือเป็นแนวทางซึ่งสามารถได้ต้นที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะว่าจะได้ต้นที่สามารถแตกกิ่งกิ้งก้านได้มาก กิ่งกิ้งก้านยาวได้หลายเมตร รวมทั้งลำต้นแก่ยาวนานมากกว่าการปลูกจากต้นเพาะชำ
แม้กระนั้นการขยายพันธุ์ยาเขียวส่วนมากมักจะนิยมใช้แนวทางการปักชำมากยิ่งกว่า เพราะเหตุว่าช่องทางสำหรับในการผลิออกมีมากยิ่งกว่า แล้วก็ใช้เวลาน้อยกว่าการเพาะเม็ด สำหรับวิธีการปลูกรางจืดนั้นมีดังนี้  นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด มาปลูกลงดินโดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกราวๆ 1x1 ฟุต แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกราวๆ 1 ใน 4 ของหลุม กลบดินเล็กน้อย วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกลางหลุมแล้วกลบขอบดินให้แน่น รดน้ำตามให้เปียก ควรจะปลูกริมรั้วหรือกำแพงเพื่อให้เถารางจืดสามารถยึดเกาะและเลื้อยพิงไปได้ หรือไม่ก็ทำค้างให้เถารางจืดเกาะเลื้อย  ยาเขียวเป็นไม้ซึ่งสามารถเจริญเจริญในดินดูเหมือนจะทุกจำพวก และก็เป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดปานกลาง คือ ไม่ต้องการที่จะอยากแสงอาทิตย์ที่จัดมากเกินความจำเป็น และมีความต้องการน้ำปานกลาง ในระยะต้นปลูกจำต้องรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดระยะเวลา เมื่อต้นโตแล้วให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้า ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยคอก ใส่บริเวณโคนต้นปีละ 2 ครั้ง โดยการลูกพรวนดินโคนต้นให้ร่วนเสียก่อนก็เลยใส่ปุ๋ย แล้วรดน้ำตาม
การเก็บใบรางจืด  สำหรับใบยาเขียวที่จะเก็บมาใช้ทางยา ควรจะเก็บจากต้นที่แก่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป รวมทั้งให้ทยอยเก็บจากใบข้างล่างบริเวณโคนกิ่งก่อน และก็ค่อยเก็บไปจนถึงกึ่งกลางกิ่ง ไม่ควรเก็บให้ถึงรอบๆปลายกิ่งภายหลังเก็บมาแล้ว ถ้าเกิดไม่ใช้โดยทันที ให้นำใบมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำไปผึ่งแดด 5-7 แดด เมื่อแห้งแล้วให้เก็บใสถุงหรือกล่องไว้ ระวังไม่ให้โดนน้ำ เนื่องจากบางทีอาจกำเนิดเชื้อราได้
ส่วนประกอบทางเคมี ฟลาโวนอยด์, ฟีนอลิก, apigenin, cosmosin, delphinidin-3,5-di-O-beta-D-glucoside, chlorogenic acid, caffeic acid, lutein – Chlorophyll a Chlorophyll b  Pheophorbide a  Pheophytin a
ผลดี / คุณประโยชน์
                ยาเขียวจัดเป็นยารสเย็นใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง และพิษอื่นๆใช้แก้ร้อนใน อยากดื่มน้ำ รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง แล้วก็แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆใช้แก้พิษเบื่อเมาเพราะเห็ดพิษ สารหนู หรือยาฆ่าแมลง
                ตำราเรียนยาไทย: ใบ ราก และเถา รสจืดเย็น ตำคั้น หรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำยาดื่มทำลายพิษ แก้ไข้ ถอนพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้รอบเดือนเปลี่ยนไปจากปกติ แก้ปวดหู ตำพอก แก้ปวดบวม เถาแล้วก็ใบ กินแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษร้อนต่างๆราก รสจืดเย็น แก้อักเสบ แก้ปวดบวม แก้เมาค้าง แก้ลักษณะของการปวดหัวมึนหัวสาเหตุจากพิษเหล้า ทำลายพิษสุรา พิษตกค้างในร่างกาย ใช้รากเข้ายารักษาโรคอักเสบและปอดอักเสบ รากแล้วก็เถา ใช้รับประทานเป็นยารักษาอาการร้อนในหิวน้ำ รักษาพิษร้อนทั้งมวล อีกทั้งต้น รสจืดเย็น ทำลายพิษยาเบื่อเมา หรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง พิษเบื่อเมาเพราะว่าเห็ดพิษ สารหนู หรือสารกำจัดแมลง และพิษทั้งปวง  รักษาอาการหอบหืดเรื้อรัง แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆปรุงยาแก้มะเร็ง หมอยาแผนไทยใช้เพื่อช่วยจับสารพิษในตับหรือล้างพิษในตับ
           สมุนไพรพื้นเมืองล้านนา: ใช้ ใบและก็ราก ปรุงเป็นยาถอนพิษไข้ เป็นยาพอกรอยแผล น้ำร้อนลวก ไฟลุก ทำลายพิษยาฆ่าแมลง พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากกินเหล้ามากจนเกินความจำเป็น หรือยาเบื่อประเภทต่างๆ(ระบุว่ารากยาเขียวมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า))
           ตำราเรียนยาท้องถิ่นจังหวัดโคราช: ใช้ ใบ แก้เบาหวาน
           ประเทศมาเลเซีย: ใช้ใบแก้ประจำเดือนแตกต่างจากปกติ แก้ปวดบวม
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสรรพคุณของรางจืดมานานแล้ว ซึ่งส่งผลการศึกษาเรียนรู้วิจัย ดังนี้

  • พุทธศักราช 2521 นักค้นคว้าจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มัธยมมหิดล เป็นกรุ๊ปแรกที่ทดลองป้อนผงรากรางจืดให้หนูทดลองก่อนให้น้ำยาสตริกนินแต่ว่าพบว่าไม่เป็นผล หนูชักและก็ตาย แต่ว่าถ้าผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อน พบว่าหนูทดลองไม่เป็นอะไร แสดงว่าผงรากยาเขียวสามารถซึมซับสารพิษประเภทนี้ไว้
  • พุทธศักราช 2523 อาจารย์พระสรัสวดี เตชะเสนและแผนก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้น้ำคั้นใบยาเขียวป้อนตัวทดลองที่รับประทานยากำจัดแมลง“โฟลิดอล”พบว่าแก้พิษได้ ลดอัตราการตายลงจาก 56% เหลือเพียงแค่ 5% แค่นั้น ในเวลาที่วิธีการฉีดกลับไม่ได้เรื่อง
  • พ.ศ. 2551 สุชาสินี คงกระพันธ์ ใช้สารสกัดแห้งใบยาเขียวป้อนตัวทดลองที่ได้รับยากำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตชื่อมาราไธออนพบว่าช่วยชีวิตได้ 30%
  • พุทธศักราช 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบรางจืดช่วยคุ้มครองการเสียชีวิตของเซลล์ประสาทของหนูทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว ก็เลยสามารถปกป้องสูญเสียการเล่าเรียนแล้วก็ความจำได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง


มีการวิจัยเรื่องใบรางจืดสามารถคุ้มครองตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดพิษภายในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของคนที่ได้รับพิษ พุทธศักราช 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบยาเขียวน่าจะมีผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พ.ศ. 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำรางจืดแสดงฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ทั้งในหลอดทดสอบและในหนูทดลอง  แล้วยังพบว่า สารสกัดน้ำใบรางจืดมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระด้วย
นอกนั้นยังมีการใช้ประโยชน์จากยาเขียวอีกอาทิเช่น ยอดอ่อน ดอกอ่อนสามารถใช้กินเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวก แกงกิน ก็ทำได้อย่างกับผักพื้นบ้านปกติ ยิ่งไปกว่านี้เด็กๆตามต่างจังหวัดยังนิยมกินน้ำหวานจากดอกยาเขียวที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่เกิดอันตรายอะไรก็ตามแม้กระนั้นแม้กระนั้น การกินยาเขียวในจำนวนติดต่อกันโดยตลอด อาจจะจำเป็นต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวของเลือดวิทยาหรือเคมีสถานพยาบาลที่บางทีอาจเกิดขึ้นถัดไปด้วย
ชายาเขียว ใบยาเขียวสามารถเอามาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ รวมทั้งยังมีกลิ่นหอมหวนรวมทั้งยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วย  ในปัจจุบันได้มีการนำสมุนไพรยาเขียวมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลรางจืดหรือยาเขียวแคปซูล เพื่อความสะดวกรวมทั้งง่ายต่อการใช้ประโยชน์  ดอกรางจืด นำมาบดอย่างถี่ถ้วนผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำอาหารหวาน ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามจำพวกสีของดอก
คนรุ่นเก่ามีความเห็นกันว่า การดื่มน้ำต้มจากรางจืดสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่ผู้อื่นทำแก่ตนได้  ใบยาเขียวตากแห้งแล้ว นำมาบดอย่างรอบคอบ ใช้ผสมในอาหารสัตว์ อาทิ อาหารหมู ของกินไก่ ฯลฯ ช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อโรค แล้วก็ช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอดสูงมากขึ้นหลังจากที่ได้รับเชื้อโรค

รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้ สำหรับเพื่อการรักษาพิษ ใช้ใบสด 10 -12 ใบ นำมาตำจนกระทั่งละเอียดผสมกับน้ำแช่ข้าวราวครึ่งแก้ว ส่วนการใช้คุณประโยชน์จากรากยาเขียวสำหรับเพื่อการรักษาพิษ ใช้ราก 1-20 องคุลี ให้นำมาฝนหรือเอามาตำเข้ากับน้ำแช่ข้าว แล้วเอามาดื่มให้หมดเมื่อมีอาการ และบางครั้งอาจจะจะต้องใช้ซ้ำอีกข้างในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเหมือนกับการใช้ใบรางจืด  หรือใช้ใบยาเขียวทำเป็นชาแล้วรับประทานครั้งละ 2-3 กรัม โดยชงกันน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 ครั้งที่แล้วของกินหรือเมื่อมีลักษณะ รักษาโรคเบาหวาน ให้ใช้ใบยาเขียวราว 58 ใบ มาตำอย่างละเอียดแล้วผสมกับน้ำซาวข้าวกินครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาปริมาณยาว 10 ซม. ต้มในน้ำโดยประมาณ 10 ลิตร อาบแต่ละวัน โดยประมาณ 5-7 วัน  แก้ปวดเมื่อย โดยนำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่เหล้าดื่มทุกส่วนนำมาตำหรือบดผสมน้ำ ใช้สำหรับพอกแผล ยับยั้งลักษณะของการปวด ลดอาการบวม รวมทั้งกำจัดพิษจากสัตว์ต่อย อาทิ งูกัด แมงป่อง ตะขาบ แมงดาทะเล           ทุกส่วนออกฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการดูแลและรักษาแผล ได้แก่ รักษาเชื้อไวรัสเริม ด้วยการบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนนำไปประคบรอบๆรอยแผลเริม  ทุกส่วนนำมาบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนเอามาประคบหรือทาแผลสด รอยแผลหนอง ซึ่งจะช่วยให้แผลแห้งเร็ว ลดการต่อว่าดเชื้อ ลดอาการบวมของแผล  ทุกส่วนนำมาต้มน้ำหรือคั้นน้ำกินสำหรับใช้เป็นยาแก้ร้อนใน และช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ  น้ำต้มจากทุกส่วน นำมาดื่มอุ่นๆสำหรับรักษา แล้วก็บรรเทาอาการท้องร่วงหรือของกินเป็นพิษ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา  มีรายงานศึกษาค้นคว้าในสัตว์ทดสอบพบว่า สารสกัดน้ำจากใบยาเขียว ขนาด 2 แล้วก็ 3 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม และก็ขนาด 3.5 กรัม/กก. มีผลลดพิษจากยากำจัดศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตในหนูได้ โดยการทำให้อัตราการตายลดน้อยลง  และก็ยังมีมีงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยทางคลินิกที่เกี่ยวโยงกับการขับยาฆ่าแมลงออกจากร่างกาย พบว่ารางจืดจะถอนพิษได้ดี โดยเฉพาะพิษที่เกิดขึ้นมาจากยากำจัดแมลง ”โฟลิดอล” และก็พิษออกฤทธิ์เกี่ยวข้องกับรูปแบบการทำงานของ Cholinergic system โดยการเรียนรู้ในเกษตรกรกรุ๊ปเสี่ยงและก็ตรวจเจอระดับสารฆ่าแมลงในร่างกาย จำนวน 49 คน พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครกินชารางจืดขนาด 8 ก./วันหรือยาหลอก นาน 224 ชั่วโมง พบว่าปริมาณยาฆ่าแมลงในเลือดของสมัครใจมัครที่ได้รับรางจืดลดลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 7, 14 และก็ 21 ของการทดลอง รวมทั้งจากการเรียนรู้ของดวงรัตน์แล้วก็ภาควิชา พบว่าโดยยาเขียวส่งผลเพิ่มปริมาณ Cholinesterase ในเลือดของเกษตรกรที่ได้รับสารกำจัดศัตรูพืช
ภาควิชาสรีรวิทยา แผนกแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัตำแหน่งรีนครินทรวิโรฒ ก็เลยได้เล่าเรียนฤทธิ์ของสารสกัดยาเขียวต่อเซลล์สมอง พบว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารเสพติดแอมเฟทามีน รวมทั้งโคเคน โดยปกติเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากขณะที่คนไข้ได้รับสารแอมเฟทามีน และไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวพันกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในคนไข้ ที่เข้ารับการดูแลรักษา/บำบัดรักษายาเสพติด ที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดรางจืด บางทีอาจกำเนิดความพิงพอใจเหมือนกันกับการรับสารเสพติด ถ้าเกิดใช้ประโยชน์ในการรักษาคนเจ็บจะทำให้คนป่วยไม่ต้องทุรนทรายมากมาย จึงบางทีอาจเป็นต้นเหตุหนึ่งครั้งการดูแลและรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรสำเร็จ
ภาควิชาเภสัชศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ของรางจืดสำหรับการต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย ปกป้องการถึงแก่กรรมของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ อีกทั้งในหลอดทดลองรวมทั้งในหนูแรตครั้งได้รับแอลกอฮอล์ โดยการทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าและตรีกลีเซอร์ไรด์ในตับต่ำลง และลดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว
                เพราะสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด แล้วก็เพิ่มระดับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase รวมทั้ง aldehyde dehydrogenase
ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เล่าเรียนฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดสุรา พบว่าสารสกัดยาเขียวให้ผลลดภาวะกลัดกลุ้มและทำให้การกระทำที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ แม้กระนั้นไม่มีผลลดความกลุ้มอกกลุ้มใจ โดยสารสกัดราถงจืดชืดช่วยลดการถูกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องจากขาดสุราในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รอบๆ  nucleus accumbens และ ventral tegmental area
ในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำต้มใบรางจืดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบยาเขียวสดในขนาด ๕๐ มิลลิกรัม/มล.ที่ให้หนูโรคเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่เป็นผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
นอกนั้น ยังมีการทดลองพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบยาเขียวมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดระดับความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบยาเขียวแห้งมีผลทำให้ความดันโลหิตของหนูแรตน้อยลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งบางทีอาจผ่าน Cholinergic receptor รวมทั้งทำให้เส้นโลหิตแดงคลายตัว
การใช้สมุนไพรในผู้ป่วยโรคเบาหวานแล้วก็ความดันนี้ควรจะระลึกว่าควรมีการรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันและก็มีการวัดระดับน้ำตาลและระดับความดันอย่างใกล้ชิด เพราะเหตุว่าการศึกษายังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดสอบแค่นั้น และต้องระมัดระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังที่กล่าวถึงมาแล้ว
มีการศึกษาเรียนรู้ว่ารางจืดมีฤทธิ์ต้านการอับเสบสูงยิ่งกว่ามังคุดราวๆ 2 เท่า(ทดลองด้วยวิธี Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรแล้วก็ยังมีความปลอดภัยสูงขึ้นยิ่งกว่าอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่า สารสกัดยาเขียวในลักษณะของครีมสามารถลดการอักเสบได้ดิบได้ดีพอๆกับสตีรอยด์ครีม
ฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง มีการเรียนฤทธิ์ต่อต้านการก่อกลายจำพวก กล่าวอีกนัยหนึ่งสารใดๆก็ตามมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีประสิทธิภาพสูงสามารถก่อมะเร็งได้ แม้กระนั้นรางจืดมีฤทธิ์ต้านทานไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการศึกษาโดยให้หนูรับประทานสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวแล้วก็การสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง กล่าวคือนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัว โน่นคือกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แม้กระนั้นหากให้สัตว์ทดสอบกินรางจืดร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งอีกทั้งรางจืดแบบสดแล้วก็แบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นกัน นับเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของยาเขียว
โดยพบว่าสารออกฤทธิ์อาจเป็นกรดฟีนอลิก เช่น caffeic acid รวมทั้ง apigenin รวมทั้งสารกรุ๊ปคลอโรฟิลล์ ยกตัวอย่างเช่น chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a แล้วก็ pheophytin a ซึ่งสารพวกนี้มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระสูงมากมาย
สารสกัดน้ำ เอทานอล และอะสิโทน มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ โดยยั้งการเกิดมะเร็ง เหตุเพราะสาร 2-aminoanthracene ได้ร้อยละ 87 เมื่อพินิจพิจารณาด้วยแบคทีเรีย Salmonella typhimurium TA 98 และก็สามารถเพิ่มหลักการทำงานของเอนไซม์ควิโนนรีดักเทส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการกำจัดเซลล์มะเร็งระยะเริ่มต้น ได้ตั้งแต่ 1.35-2.8 เท่า ทั้งยังยังมีรายงานการดูแลและรักษาคนป่วยพิษแมงดาทะเล ตอนวันที่ 4 เดือนกุมภาพันธ์ 2522 โดยมีกล่าวว่ามี  คนเจ็บ 4 ราย รับประทานยำไข่แมงดาทะเล อาการขึ้นกับปริมาณที่ได้รับ ทุกรายมีลักษณะชารอบปาก แล้วก็อ้วกอาเจียน อาการชาจะลุกลามไปกล้ามเนื้อผูกต่างๆที่เกิดอันตรายคือทำให้หายใจมิได้ คนไข้ 2 รายหมดสติ จำต้องใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ ระยะที่เริ่มออกอาการตั้งแต่ 40 นาที จนกระทั่ง 4 ชั่วโมง หลังรับประทาน เนื่องจากพิษของแมงดาทะเล เป็นเทโทรโดทอกสิน (Tetrodotoxin) ไม่มียาแก้พิษจะต้องรักษาตามอาการ ภายหลังจากได้น้ำสมุนไพรยาเขียว 50 มล. ทางหลอดสวนจมูก-กระเพาะ ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัว และก็อาการตามลำดับ ภายหลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 40 นาที คนเจ็บอีกรายได้รับการกรอกน้ำรางจืดด้วยเหมือนกัน ในขนาด 50 มิลลิลิตร ทุก 1 ชม. 5 ครั้ง หลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 5 ชม. ผู้เจ็บป่วยเริ่มรู้สึกตัว รวมทั้งอาการดีขึ้นเป็นลำดับ
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันที่ป้อนตัวทดลองครั้งเดียว ทั้งขนาดธรรมดาและก็ขนาดสูง ไม่เจอความเปลี่ยนไปจากปกติอะไรก็แล้วแต่และป้อนต่อเนื่องกัน 28 วัน ขนาด 500 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่พบอาการไม่ปกติด้วยเหมือนกัน แม้กระนั้นอาจก่อให้น้ำหนัก ตับ ไต สูงขึ้นยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  ค่าชีวเคมีที่เกี่ยวกับไตสูงมากขึ้น รวมทั้ง AST สูงมากขึ้น
          การเล่าเรียนพิษเรื้อรังของสารสกัดน้ำจากใบ โดยป้อนหนูแรทขนาด 20  200  1,000  2,000 มิลลิกรัม/กก./วัน หรือคิดเป็น 1, 10, 50 และก็ 100 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 6 เดือน พบว่าไม่เป็นผลต่อน้ำหนักตัว การกินของกิน ความประพฤติ แล้วก็สุขภาพทั่วไปของหนู อวัยวะภายในระดับมหพยาธิวิทยารวมทั้งจุลพยาธิยังคงธรรมดา และไม่นำไปสู่พิษสะสม ไม่ทำให้หนูตาย
มีการศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษของรางจืดต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากยาเขียวไม่เป็นผลทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์อะไร ทั้งยังพบว่า สารสกัดจากรางจืดสามารถต้านทานการกลายพันธุ์ได้ด้วย
คำแนะนำ/ข้อพึงระวังมี

  • การศึกษาบอกว่า รากของยาเขียวนั้นจะมีคุณประโยชน์ ทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า
  • ควรใช้อย่างละเอียดและไม่ควรที่จะใช้ติดกันเป็นเวลานานเกิน 30 วัน
  • ควรระวังสำหรับเพื่อการใช้ในคนเจ็บโรคเบาหวาน เพราะว่าอาจจะก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ไม่สมควรใช้ร่วมกับยาประเภทอื่นเป็นระยะเวลานานเนื่องมาจากบางทีอาจขับสารเคมี หรือตัวยาในร่างกายออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยารักษาอย่างสม่ำเสมอ
  • รางจืดบางทีอาจได้ผลใกล้กัน สำหรับคนเจ็บที่เป็นโรคหอบหืดได้โดยเมื่อเกิดอาการแพ้ยาเขียวก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผลต่อระบบฟุตบาทหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลว่ามีระดับอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้ามีลักษณะแพ้ไม่มากก็อาจจะเป็นแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง
เอกสารอ้างอิง

  • ปัญญา อิทธิธรรม และคณะ 1999 การใช้สมุนไพรรางจืดขับสารฆ่าแมลงในร่างกายของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
  • วิสาตรี คงเจริญสุนทร และปิยรัตน์ พิมพ์ สวัสดิ์,2552. ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบฉวยโอกาสบางสายพันธุ์ของสารสกัดเมทานอลจากรางจืด. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  • ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.รางจืดราชาของยาแก้พิษ.คอลัมน์.เรื่องเด่นจากปก.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่385.มกราคม.2554
  • รางจืด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์.รางจืด สมุนไพรแก้พิษและล้างพิษ.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • รางจืดสมุนไพรล้างพิษ.คู่มือสมุนไพรล้างพิษสำหรับประชาชน.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.พิมพ์ครั้งที่2.มีนาคม 2554.20หน้า
  • รางจืดสรรพคุณรางจืด สมุนไพรลดและกำจัดสารพิษ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • Toxicity รางจืดและข่อยดำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์,กำไร กฤตศิลป์,เชิดพงษ์ น้อยภู่, 2545. การใช้สมุนไพรรางจืดเพิ่มปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสในซีรั่มของเกษตรกรที่พบพิษสารกำจัดศัตรูพืชในร่างกาย)
  • ข้อมูลสรรพคุณของรางจืดในการข้อยาฆ่าแมลงออกจากร่างกายเกษตรกร.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกวรรณ สุขมาก;นงนุช คุ้มทอง;สมยศ เหลืองศรีสกุล;อภันตรี โอชะกุล เตือนใจ ทองสุข , 2547 .การศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรรางจืดในการป้องกัน

5

มะขาม
ชื่อสมุนไพร มะขาม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ขาม (ภาคใต้) , ม่องโคล้ง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ตะลูบ (โคราช) หมากแกง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) , อำเปียล (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) , ส่าหม่อเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ซึงกัก , ทงฮ้วยเฮียง (จีน)
ชื่อสามัญ  tamarind
ชื่อวิทยาศาสตร์  Tamarindus indica Linn.
วงศ์  Fabaceae
ถิ่นกำเนิด เชื่อกันว่ามะขามมีถิ่นเกิดในแอฟริกา แถบประเทศซูตานในตอนนี้ แล้วมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้นำมะขามมาปลูกเอาไว้ภายในแถบอินเดีย รวมถึงในประเทศแถเขตร้อนของทวีปเอเชียและก็ประเทศแถบลาตินอเมริกา แม้ว่าจะมีหลักฐานว่ามะขามมีบ้านเกิดเริ่มแรกอยู่ในทวีปแอฟริกา แต่ว่าสำหรับในประเทศไทยมะขามก็เข้ามา และก็มีชื่อเสียงดีมากว่า 700 ปีแล้ว ดังปรากฏเนื้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามคำแหง ที่กล่าวถึงมะขามอยู่หลายที่ ดังเช่น ตอนหนึ่งว่า “หมากขามก็หลายในเมืองนี้คนไหนกันแน่สร้างได้ไว้แก่มัน” เป็นต้น  จากหลักฐานดังที่กล่าวถึงแล้วก็เลยอาจกล่าวได้ว่า มะขามเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์เข้ามาสู่ประเทศไทยกว่า 700 ปีมาแล้ว  นอกจากนี้มะขามยังเป็นพันธุ์ไม้พระราชทางและก็เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย
ทั้งนี้มะขามฯลฯไม้แข็งแรงทนทาน รวมทั้งเป็นต้นไม้ที่แก่ยืนยาวมากชนิดหนึ่ง ในประเทศศรีลังกามีกล่าวว่าพบมะขามที่แก่มากยิ่งกว่า 200 ปี ส่วนในประเทศไทย พบมะขามยักษ์ที่วัดแค อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีขนาดลำต้น 6-7 คนโอบ เชื่อว่าแก่กว่า 300 ปี โดยวัดแคนี้มีปรากฏชื่อในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนเณรแก้วเรียนวิชากับคุณครูคงจะสมภารวัดแค ว่า
“ทั้งตำราพิชัยสงครามล้วนความรู้อาจจะปราบศัตรูไม่สู้ได้
      ฤกษ์พานาทีทุกสิ่งทุกอย่างไปทั้งเสกใบมะขามเหนือชั้นกว่าแตน”
มีชาวสุพรรณฯ จำนวนไม่น้อยมั่นใจว่า มะขามยักษ์ที่วัดแคในตอนนี้ เป็นมะขามต้นเดียวกันกับต้นที่สามเณรแก้วฝึกหัดเสกใบมะขามเหนือชั้นกว่าแตนในครั้งกระโน้น
ลักษณะทั่วไป  มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกึ่งกลางถึงใหญ่ สูง 6-20 เมตร เปลือกต้นสีเทา ดำ มีริ้วรอยมากมาย แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ไม่มีหนาม ใบเป็นใบประกอบ ปลายเป็นใบคู่ ใบยาว 8-11 ซ.ม. มีใบย่อย 14-40 ใบ ใบย่อยลักษณะใบยาวปลายมนกลม ยาว 1-2,4 ซ.ม. กว้าง 4.5-9 ม.ม. ปลายใบมน หรือบางเวลาก็เว้าเข้านิดหน่อย ฐานใบทั้งยัง 2 ข้างเว้าเข้าไม่เท่ากัน ตัวใบเรียบไม่มีขน ดอกออกที่ปลายก้านหรือจากซอกใบ เป็นช่อบานจากโคนไปปลาย ดอกมีกลีบห่อดอกอ่อน 1 กลีบ สีแดง ขอบมีขนสั้นสีขาว เมื่อดอกบานจะหลุดร่วงไปกลีบเลี้ยงไปกลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ สีเหลืองปลายกลีบแหลมมีสีแดงอ่อนๆกลีบดอกไม้มี 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน สีเหลืองมีลายเส้นกลีบดอกสีแดงเข้ม ริมกลีบดอกไม้มีรอยย่นๆกลีบ 2 กลีบข้างล่างจะฝ่อ เล็กหายไป มีเกสรตัวผู้ 3 อัน ก้านเกสรชิดกันจากส่วนกลางลงมา รังไข่มี 1 อัน เป็นฝักยาว ส่วนปลาย เป็นก้านเกสรตัวเมีย มีเมล็ดมากมาย ฝักทรงกระบอก แบนบางส่วน ยาว 3-14 ซ.ม. กว้าง 2 ซ.ม. เปลือกนอกสีเทา ข้างในมีเม็ด 3-10 เม็ด เม็ดมีเปลือกนอก สีน้ำตาลปนแดงเรียบวาว มีดอกในตอนพ.ค.เป็นต้นไป ฝักแก่ในราวธ.ค.
การขยายพันธุ์  โดยทั่วไป มะขามสามารถขยายพันธุ์จะได้ด้วยเม็ด แต่ตอนนี้ มะขามเริ่มมีการปลูกเพื่อการค้าขายเพิ่มมากขึ้น ก็เลยนิยมนำมาปลูกจากต้นพันธุ์ที่ได้จากการตอน รวมทั้งการเสียบยอดเป็นหลัก เนื่องจากว่าสามารถได้ผลผลิตได้เร็วเพียงแต่ไม่ถึงปีข้างหลังการปลูก อีกทั้ง ต้นที่ปลูกด้วยวิธีแบบนี้จะมีลำต้นไม่สูงเหมือนการเพาะเมล็ด ทำให้ง่ายต่อการจัดแจง และก็การเก็บผลผลิตซึ่งการปลูกขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้

  • การเตรียมแปลง จัดแจงแปลงด้วยการไถกลบหน้าดิน แล้วตากดิน และต้นหญ้าให้ตายก่อน 1 ครั้ง ระยะตากดินนาน 7-14 วัน ต่อไป ค่อยไถกลบอีกครั้ง แล้วตากดินทิ้งเอาไว้อีก 5-7 วัน ก่อนจะกระทำขุดหลุมปลูกในระยะ 8 x 8 เมตร หรือ 10 x 10 เมตร ขนาดหลุมลึก 50 เซนติเมตร กว้างยาว 50 ซม.
  • การปลูก ใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการทำหมัน หรือการเพาะเมล็ด ควรเลือกขนาดต้นจำพวกที่สูงราวๆ 0.5-1 เมตร ก่อนปลูกให้โรยตูดหลุมด้วยปุ๋ยธรรมชาติหรือปุ๋ยหมักหรือวัสดุทางการเกษตรอื่นๆร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราที่หลุมละ 1 กำมือ แล้วโกยดินลงคลุกผสมให้หลุมตื้นขึ้นมาเหลือเกิน 25-30 เซนติเมตร ก่อนนำต้นประเภทลงปลูก พร้อมกลบดิน แล้วก็รดน้ำให้เปียกแฉะ ต่อไป ให้นำฟางข้าวมาวางปกคลุมรอบโคนต้น
  • การดูแล การให้น้ำ ภายหลังการปลูกแล้วจะทำการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยยิ่งไปกว่านั้นในระยะเริ่มต้นเพื่อให้ต้นตั้งตัวได้ โดยควรจะให้น้ำในทุกๆ3-5 วัน/ครั้ง ต่อจากนั้น ค่อยให้น้อยลงมาเหลือ 3-4 ครั้ง/เดือน ดังนี้ บางทีอาจไม่ให้น้ำเลยถ้าเป็นตอนหน้าฝนไม่ต้อง


การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในเวลานี้จวบจนกระทั่งต้นจะเติบโตพร้อมให้ผล ซึ่งตอนนั้นจึงเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ร่วม เพื่อเร่งผลิตผล ความถี่การใส่ปุ๋ยราวๆ ปีละ 2-3 ครั้ง ดังนี้ ควรจะใส่ปุ๋ยคอกโรยรอบโคนต้นด้วยทุกครั้งภายหลังการปลูกแล้วประมาณเข้าปีที่ 2 หรือปีที่ 3 จึงให้เริ่มติดผลได้
                ยิ่งไปกว่านี้มะขามยังสามารถปลูกได้ในประเทศแถบร้อนชื้น ตัวอย่างเช่น ประเทศในแถบอเมริกากึ่งกลาง เอเซียอาคเนย์ รวมทั้งทวีปอาฟริกา  จึงนับว่ามะขามไม้ผลที่มีค่าด้านเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคโดยยิ่งไปกว่านั้นเมืองไทยและก็ประเทศอินเดียที่เป็นแหล่งปลูกมะขามขนาดใหญ่ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับมะขามเยอะแยะ
องค์ประกอบทางเคมี
จากข้อมูลเบื้องต้นเม็ดมะขามมีอัลบูมินอยด์ (albuminoids)  โดยที่มีจำนวนไขมัน 14 -20%, คาร์โบไฮเดรต 59 – 60 %,น้ำมันที่ถูกทำให้แห้งเล็กน้อย  (semi-drying fixed oil) 3.9 – 20 %,น้ำตาลรีดิวซ์  (reducing sugar) 2.8%, สารที่มีลักษณะเป็นเมือก  (mucilaginous material) 60% เช่น โพลีโอส (polyose) ซึ่ง       Tannin : Wikipedia
ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เมื่อพินิจพิจารณามององค์ประกอบสำคัญๆพบว่าเปลือกหุ้มเม็ดมะขามประกอบไปด้วยโปรตีน 9.1% แล้วก็ไฟเบอร์ 11.3% โดยที่เมล็ดมะขามประกอบด้วยโปรตีน 13 % ลิปิด 7.1 % ขี้เถ้า 4.2% รวมทั้งคาร์โบไฮเดรต 61.7%
โปรตีนหลักที่พบในเม็ดมะขามเป็นอัลบูมิน (albumins) และก็โกลบูลิน  (globulins) โปรตีนจากเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบเป็นซิสเทอีนและก็เมทไธโอนีน อยู่สูงถึง 4.02% เมื่อเทียบกับมาตรฐาน FAO/WHO (1991) ซึ่งตั้งค่าไว้เท่ากับ 2.50%  นอกเหนือจากนี้เปลือกเมล็ดมะขามยังมีสารพวกอทนนิน โดยมีรายงานว่าในเปลือกเม็ดมะขามประกอบไปด้วยแทนนิน (tannins) ถึง 32% ซึ่งแทนนินนี้แบ่งได้เป็นโฟลบาแทนนิน  (phlobatannin) 35%ที่เหลือเป็นคะเตโคแทนนิน (Catecholtannin)
ส่วนในเนื้อมะขามที่ให้รสเปรี้ยวยังเจอกรดทาริทาริก (Tartaric acid)  แล้วก็ในใบมะขามเจอกรด ทาริทาริก (Tartaric acid) รวมทั้งกรดมาลิก (Malic acid) นอกจากนี้ ส่วนต่างๆของมะขามจะมีเม็ดสี ซึ่งได้มีผู้นำไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง โดยมะขามประเภทแดงมีแอนโทไซยานิน (anthocyanin) คริสแซนทีนิน (chrysanthemin) ส่วน Tartaric acid : Wikipedia
มะขามจำพวกอื่นๆมีเม็ดสีจำพวกแอนทอลแซนติน (anthoxanthin) ลูทีนโอลีน (lute olin) และก็อาปิเจนิน (apigenin) อยู่ในใบมะขามประมาณปริมาณร้อยละ 2 ฝักมะขามมีแอนทอคแซนตำหนินนิดหน่อย ในดอกมะขามมีแซนโทฟิล (xanthophyll) เท่านั้น และก็ในเปลือกเม็ดมะขามมีลิววัวแอนโทไซยานิดิน (leucoanthocyanidin) เป็นต้น
ส่วนค่าทางโภชนาการของมะขามีดังนี้

  • พลังงาน 239 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 62.5 กรัม
  • น้ำตาล 57.4 กรัม Malic acid : Wikipedia       
  • เส้นใย 5.1 กรัม
  • ไขมัน 0.6 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.428 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.152 มิลลิกรัม Chrysanthemin : Wikipedia       
  • วิตามินบี 3 1.938 มก.
  • วิตามินบี 5 0.143 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.066 มก.
  • วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม
  • โคลีน 8.6 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 3.5 มก. Luteolin : Wikipedia           
  • วิตามินอี 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 2.8 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 74 มก.
  • ธาตุเหล็ก 2.8 มก. Apigenin : Wikipedia           
  • ธาตุแมกนีเซียม 92 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 113 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 628 มก.
  • ธาตุโซเดียม 28 มก. Xanthopyll : Wikipedia           
  • ธาตุสังกะสี 0.1 มก.


คุณประโยชน์/สรรพคุณ ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากมะขามอย่างแรกที่เรามักใช้ประโยชน์กันบ่อยเป็นใช้บริโภคไม่ว่าจะกินใหม่ๆหรือใช้ทำมะขามเปียกไว้สำหรับทำอาหาร มะขามแฉะมีกรดอินทรีย์อยู่สูงจึงเปรี้ยวมากมาย ใช้ทำครัวไทยที่อยากรสเปรี้ยว ได้แก่ แกงส้ม ต้มส้ม ต้มโคล้ง และต้มยำโฮกอือ เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้ในการปรุงเครื่องจิ้มน้ำพริกต่างๆหลายประเภท ตัวอย่างเช่น น้ำปลาหวาน หลนต่างๆน้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง น้ำพริกนรก และน้ำพริกคั่วแห้ง ฯลฯ
ดังนี้มะขามฝักอ่อนและใบมะขามอ่อน ก็เอามาเตรียมอาหารได้สิ่งเดียวกัน ทั้งยังยังสามารถนำมะขามมาทำผลิตภัณฑ์ดัดแปลงได้อีกหลากหลายประเภท อย่างเช่น มะขามดอง , มะขามกวน , มะขามแช่อิ่ม , มะขามแก้ว , รวมทั้งเหล้าองุ่นมะขาม ผงมะขาม , สบู่ , และยาสระผมมะขาม ฯลฯ  ส่วนประโยชน์ด้านอื่นๆก็มีอีกยกตัวอย่างเช่น เนื้อไม้มะขาม สำหรับคนประเทศไทยแล้วเขียงกว่าร้อยละ 90 ทำมาจากไม้มะขาม เพราะมีคุณลักษณะสมควรกว่าไม้อื่นๆเป็นต้นว่า เหนียว เนื้อละเอียด สีขาวสะอาด ไม่มีกลิ่นหรือสารพิษที่จะปนไปกับอาหาร นอกเหนือจากนั้นยังหาง่ายอละคงทนอีกด้วย นอกจากใช้ทำเขียงแล้ว ยังเหมาะสำหรับทำครก สาก เพลา และก็ดุมเกวียน ใช้กลึงหรือสลัก หากนำมาเผาเป็นถ่าน จะให้ความร้อนสูง  เมล็ดมะขาม (แก่) ประยุกต์ใช้เป็นของกินได้หลายแบบ ตัวอย่างเช่น คั่วให้สุกแล้วรับประทานโดยตรง เอามาเพาะให้ผลิออกก่อน (ราวกับถั่วงอก) แล้วนำไปทำกับข้าว หรือนำไปคั่วให้ไหม้เกรียม แล้วบดละเอียด ใช้ชงดื่มแทนกาแฟ นอกเหนือจากนี้เมล็ดแห้งนำไปบดเป็นแป้งใช้ลงผ้าให้อยู่ตัวได้ดิบได้ดี
สำหรับคุณประโยชน์ทางยานั้น ตามตำรายาไทยบอกว่า ดอก ใบรวมทั้งฝักอ่อน ปรุงเป็นของกินรับประทานแก้ร้อนในฤดูร้อน แก้อาการไม่อยากกินอาหารรวมทั้งอาหารไม่ย่อยในช่วงฤดูร้อนลดความดันเลือด น้ำคั้นจากใบ ใช้แก้ของกินไม่ย่อยแล้วก็ปัสสาวะตรากตรำ น้ำต้มจากใบให้เด็กรับประทานขับพยาธิ รวมทั้งมีประโยชน์ในคนเป็นโรคโรคดีซ่าน ใบสด ใช้พอกบริเวณหัวเข่าหรือข้อพับทั้งหลายแหล่ที่บวมอักเสบหรือที่เคล็ดลับปวดเมื่อย, ฝี, ตาเจ็บ และแผลหิด ใบแห้งบดเป็นผง ใช้โรยบนแผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง รวมทั้งใช้ผสมน้ำเป็นยากลั้วคอ ใบมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้ ใบสดมะขามใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในไส้ ใบสดมะขามช่วยรักษาหวัด อาการไอ ช่วยสำหรับเพื่อการรักษาโรคบิด  ช่วยฟอกโลหิต นำมาต้มผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆใช้อาบหลังคลอด เปลือกต้น ฝาดสมานเป็นยาบำรุงและก็แก้ไข้ ,แก้ท้องร่วง , รักษาแผล เนื้อห่อหุ้มเมล็ด (เนื้อมะขาม) มีฤทธิ์ระบายอ่อนๆอาจเนื่องมาจากกรดตาร์ตาริค แม้กระนั้นถ้าเกิดเอาไปต้มจนสุก ฤทธิ์ระบายอ่อนๆนี้จะหายไป นอกเหนือจากนี้ยังคงใช้แก้เลือดออกตามไรฟัน ช่วยสำหรับในการย่อย ขับลม ขับเสลด , ละลายเสลด  ฝาดสมาน แก้ไข้ แก้อยากกินน้ำ ทำให้แจ่มใส ช่วยลดอุณหภูมิภายในร่างกาย  และก็เป็นยาฆ่าเชื้อ และให้กินในรายที่ท้องผูกเป็นประจำ แก้พิษสุรา ของกินไม่ย่อย คลื่นไส้ ป่วยแล้วก็ท้องเดิน เนื้อในเม็ด ใช้ถ่ายพยาธิไส้เดือน รากมะขามมีส่วนช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยในการสมานแผล รักษาโรคเริม รักษาโรคงูสวัด
แบบ/ขนาดวิธีใช้ แก้ร้อน จากอากาศร้อน ไม่อยากอาหาร แพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก เด็กเป็นต้นตานขโมย ใช้เนื้อหุ้มเมล็ด 15-30 กรัม ผสมน้ำ คั้นแล้วอุ่นให้รับประทาน  แก้พิษสุรา ขับเสมหะ ใช้เนื้อหุ้มห่อเมล็ด 3 กรัม ผสมน้ำตาลทรายรับประทาน  แก้ไข้ ใช้เนื้อห่อเมล็ดแช่น้ำ ผสมน้ำตาลให้มีรสหวาน ใช้ดื่มแก้กระหายช่วยลดความร้อน ใช้เป็นยาระบาย รับประทานเนื้อหุ้มเมล็ด แล้วกินน้ำตามมากๆใช้ใบต้มน้ำอาบ ข้างหลังคลอดและข้างหลังฟื้นใช้ ทำให้มีชีวิตชีวา หรือใช้อบไอน้ำ แก้หวัด คัดจมูก ขับเสลด แก้อาการท้องอืดแน่น อาหารไม่ย่อย ใช้เปลือกต้นผสมเกลือ เผาในหม้อดินจนถึงเป็นเถ้าขาว กินครั้งละ 60-120 มก. แล้วก็ยังใช้เถ้านี้ผสมน้ำอมบ้วนปากกลั้วคอ แก้คอเจ็บแล้วก็ปากเจ็บได้อีกด้วย หรืออาจใช้เนื้อหุ้มเมล็ดกินทีละ 15 กรัม ช่วยสำหรับในการย่อยอาหาร  หรือ   ใช้เนื้อมะขามรักษาท้องผูก       สามารถทำได้ 3 วิธี คือใช้เนื้อจากฝักละลายน้ำแล้วผสมเกลือสวนเข้าทางทวาร หรือใช้เนื้อจากฝักผสมเกลือรับประทาน หรือ เอาเนื้อจากฝักผสมเกลือน้อย แล้วปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน แก้ท้องร่วง ท้องเดิน ใช้เปลือกเม็ดสีน้ำตาลแดงเป็นมัน 600 มิลลิกรัม เทียนขาว(Cumin) อย่างละเท่าๆกัน ผสมน้ำตาล ต้มกินวันละ 2-3 ครั้ง แก้อาการแตกต่างจากปกติเกี่ยวกับน้ำดี ใช้เนื้อห่อเม็ด รับประทานครั้งละ 10-60 กรัม เปลือกต้น ใช้ต้มกับน้ำ (จะมีแทนนินออกมา) ใช้เป็นยาสมานฝี แผล กันอักเสบ แก้ท้องร่วงแล้วก็อาเจียนรวมทั้งใช้แก้โรคหืด ช่วยถ่ายพยาธิตัวกลมในไส้ พยาธิไส้เดือน ด้วยการใช้เมล็ดมะขามมาคั่ว กะเทาะเปลือกออก นำเนื้อในเม็ดมาแช่น้ำเกลือกระทั่งนุ่ม แล้วรับประทานทีละ 20 เม็ด เครื่องดื่มประเภทหนึ่งชื่อ “เชอร์เบต” (sherbet) ซึ่งผสมโดยต้มเนื้อมะขาม 30 กรัม ในนม 1 ลิตร เพิ่มลูกเกด 2-3 ลูก กานพลู กระวานรวมทั้งการบูรบางส่วน ใช้ดื่มแก้ไข้รวมทั้งอาการอักเสบต่างๆตัวอย่างเช่น จับไข้ ของกินไม่ย่อย อาการผิดปกติเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ท้องเสีย รวมทั้งใช้แก้ลมแดดได้ดี ส่วน น้ำชงจากเนื้อมะขาม เตรียมโดยแช่เนื้อมะขามในน้ำ แล้วรินออกมากิน แก้อาการไม่อยากกินอาหาร (สมรรถนะของยาชง จะเพิ่มขึ้นอีก โดยการเติมพริกไทยดำ น้ำตาล กานพลู กระวานและการบูร ช่วยเพิ่มรส) รวมทั้งในระยะฟื้นไข้ ก็ให้รับประทานเนื้อหุ้มเมล็ดกับนม เนื้อห่อเม็ดอุ่นให้ร้อนใช้พอกแก้บวมอักเสบ เนื้อห่อเม็ดผสมเกลือให้เป็นครีมใช้เช็ดนวดในโรครูห์มาติเตียนสซั่ม น้ำมะขามใช้อมบ้วนปากบ้วนปากแก้เจ็บคอ กระเพาะอักเสบ  นำมะขามเปียกไปแช่น้ำ ลอกเอาใยออก นำมะขามมาถูตัวเบาๆช่วยให้ผิวหนังกระชุ่มกระชวยตลอดทั้งวัน มะขามเปียกและดินสอพองผสมจนถึงเหมาะ นำมาพอกหน้าทิ้งเอาไว้โดยประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าดูกระชับผ่องใสรวมทั้งสะอาดยิ่งขึ้น  มะขามเปียกผสมกับน้ำอุ่นรวมทั้งนมสด ใช้พอกผิว ช่วยให้ผิวหนังที่มีรอยดำคล้ำกลับมาขาวดูสวยสดใส

การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย   สารสกัดน้ำร้อนจากใบ สารสกัดเอทานอล 95% จากใบ ไม่กำหนดขนาดที่ใช้  สารสกัดอีเทอร์-เฮกเซน-เมทานอล จากใบ ความเข้มข้น 100 มค.กรัม แล้วก็สารสกัดเอทานอล 95% จากผล ไม่กำหนดขนาดที่ใช้ ต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus สารสกัดน้ำร้อนจากผล ไม่ระบุขนาดที่ใช้ ให้ผลยั้งเชื้อ S. aureus ไม่แน่ชัด ในระหว่างที่สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มล. ได้ผลยั้งเชื้อดังกล่าวข้างต้นต่ำมาก สารสกัดเอทานอล 95% และก็สารสกัดน้ำร้อนจากราก ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้ สารสกัดเฮกเซนและก็สารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มล. รวมทั้งสารสกัดน้ำ ไม่ระบุส่วนที่ใช้ ความเข้มข้น 1 ก./มล. ไม่มีผลยั้ง S. aureus สารสกัดส่วนเนื้อมะขามด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดสอบที่เป็นต้นเหตุของโรคท้องร่วง เช่น  Bacillus subtilis, Escherichia coli รวมทั้ง Salmonella typhi แต่สารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อดังกล่าวข้างต้นอย่างอ่อน
มีการทดลองในสัตว์ (in vivo study) โดยให้เปลือกเมล็ดมะขาม หรือเม็ดมะขาม ให้สัตว์ทดลองรับประทานพบว่าเปลือกเมล็ดมะขามที่กำจัดแทนนินออกแล้วมีค่าจำนวนที่สมควรสำหรับเพื่อการบริโภคในไก่หมายถึง100 มิลลิกรัมต่อโล โดยซึ่งสามารถลดความเคร่งเครียดจากความร้อน (heat stress) แล้วก็ลดภาวการณ์ออกสิเดทีฟสเตรทได้ อย่างไรก็แล้วแต่การเรียนรู้อีกฉบับกล่าวว่าเม็ดมะขามต้มแล้วเอกเปลือกหุ้มเม็ดมะขามออกนั้นไม่สารถเพิ่มคุณค่าทางของกินในไก่ได้ ไก่ที่รับประทานเมล็ดมะขามดังที่กล่าวมาแล้วเจอผลกระทบคือ กินน้ำมากเพิ่มขึ้นแล้วก็มีขนาดของตับอ่อนแล้วก็ความยางของลำไส้เล็กมากขึ้น โดยที่ผลที่ได้นี้ผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยเสนอแนะว่าเกิดจากโพลีแซคค้างไรด์ที่ไม่สามารถย่อยได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
          หนูถีบจักรเพศผู้รวมทั้งเพศภรรยาที่ทานอาหารผสมด้วยส่วนสกัดโพลีแซคติดอยู่ไรด์จากเมล็ด ขนาด 5% ของอาหาร ไม่พบพิษ แต่หนูถีบจักรเพศเมียที่ทานอาหารผสมดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วขนาด 1.2 แล้วก็ 5% จะมีน้ำหนักน้อยลงตั้งแต่อาทิตย์ที่ 34
          ไก่ (Brown Hisex chicks) รับประทานอาหารผสมด้วยเนื้อมะขามสุก 2% รวมทั้ง 10% นาน 4 อาทิตย์ พบว่าน้ำหนักน้อยลง (weight gain) รวมทั้ง feed conversion ratios น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ  มีการเปลี่ยนทางพยาธิภาวะเป็นมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไขมันของตับ (fatty change) เซลล์ตับ แล้วก็ cortex ของไตตาย (necrosis) ในอาทิตย์ที่ 2 รวมทั้ง 4 ไก่กลุ่มที่กินอาหารผสม 10% จะมีพยาธิสภาพร้ายแรงกว่าไก่กลุ่มที่ทานอาหารผสม 2% ผลการตรวจทางซีรัมพบว่า กรดยูริก total cholesterol, alkaline phosphatase (ALP), glutamic oxaloacetic trans-aminase (GOT) ในซีรั่มมากขึ้น total serum protein ต่ำลงยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม (กลุ่มที่ขาดอาหารผสมเนื้อมะขามสุก) sorbitol dehydrogenase รวมทั้ง total bilirubin ไม่เปลี่ยนแปลง ค่า ALP กรดยูริก cholesterol แล้วก็ total protein จะไม่กลับสู่ภาวะปกติในช่วง 2 สัปดาห์ภายหลังขาดอาหารผสมแล้ว ผลของการตรวจทางเลือดวิทยาไม่มีการเปลี่ยนแปลง
หนูขาวเพศภรรยารวมทั้งเพศผู้ทานอาหารที่มีส่วนผสมของโพลีแซคค้างไรด์จากเม็ดมะขาม 4, 8 และ 12% นาน 2 ปี ไม่เจอความเคลื่อนไหวของการกระทำ อัตราการตาย น้ำหนักร่างกาย  การกินอาหาร ผลทางวิชาชีวเคมีในฉี่และเลือด ผลการตรวจเลือด น้ำหนักอวัยวะ แล้วก็พยาธิสรีระ
          หนูถีบจักรที่รับประทานสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากดอก พบว่าขนาดความเข้มข้นของสารสกัดสูงสุดที่หนูทนได้ เท่ากับ 1 ก./กก. นน.ตัว
          หนูขาว Sprague-Dawley SPF ทานอาหารที่ผสมด้วย pigments จากเมล็ดที่เผาในขนาด 0, 1.25, 2.5 รวมทั้ง 5% ของของกิน เป็นเวลา 90 วัน ไม่พบความแปลกอะไรก็แล้วแต่ความเข้มข้นสูงสุดของ pigments ที่ให้โดยการผสมในอาหารในหนูเพศผู้พอๆกับ 3,278.1 มก./กิโลกรัม/วัน และก็ในหนูเพศเมียพอๆกับ 3,885.1 มก./กก./วัน ไม่พบพิษ
พิษต่อตัวอ่อน  L-(-)-di-Butyl malate ที่ได้จากสารสกัดเมทานอลจากฝักมะขาม เป็นพิษต่อเซลล์ตัวอ่อนของ Sea urchin แม้กระนั้นสารสกัดเอทานอล : น้ำ จากฝักมะขาม ให้ทางสายยางลงสู่กระเพาะของกินหนูขาวที่ตั้งท้อง ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. ไม่เจอพิษต่อตัวอ่อนในท้อง แล้วก็สารสกัดเอทานอล 100% จากผล ให้ทางสายยางให้อาหารลงไปในกระเพาะอาหารหนูขาวเพศเมีย ขนาด 200 มก./กก. ไม่ทำให้แท้ง และไม่ส่งผลต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อน
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์    ฝักมะขามขนาด 0.1 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของ Salmonella typhimurium TA1535 แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อ S. typhimurium TA1537, TA1538 และก็ TA98
ข้อแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • สำหรับในการเลือกซื้อมะขามมาใช้ประโยชน์(โดยยิ่งไปกว่านั้นมะขามสุก)นั้นควรเลือกมะขามที่ปลอดเชื้อโรครา ด้วยเหตุว่าอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
  • การบริโภคมะขามมากจนเกินความจำเป็นอาจจะเป็นผลให้เป็นผลกระทบกับร่างกายได้ยกตัวอย่างเช่น ท้องเสีย ท้องเดิน
  • การบริโภคมะขามไม่ควรหวังผลสำหรับในการรักษา/คุณประโยชน์ของมะขามมากเกินไปควรบริโภคแต่พอดิบพอดีและไม่ควรบริโภคติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ยังมีมีผลการศึกษาเรียนรู้ที่ชี้ชัดว่ามะขามสามารถใช้ลดน้ำหนักได้ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่สมควรใช้มะขามมาลดความอ้วน
เอกสารอ้างอิง

  • สมพล ประคองพันธ์.วันชัย สุทธนันท์ .การใช้ดพลีแซคคาไรต์จากเมล็ดมะขามในยาอิมัลชั่นและยาแขวนตะกอน.วารสารเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล 1988:53
  • ภัคสิริ สินไชยกิจ,ไมตรี สุทธิจิตต์.คุณสมบัติชีวเคมีและการประยุกต์ใช้ของเมล็ดมะขาม,บทความปริทัศน์.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่4.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม.2554.
  • กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1.  กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2526.
  • Aengwanish, W. and Suttajit, M. Effect of polyphenols extracted from tamarind (Tamarindus indica L.) seed coat on physiological changes, heterophil/ lymphocyte ratio, oxidative stress and body weight of broiler (Gallus domesticus) under chronic heat stress. Ani Sci J 2010; 81: 264-270
  • เดชา ศิริภัทร.มะขาม.ต้นไม้ประจำครัวไทย.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่163.พฤศจิกายน.2535
  • Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties.  J Ethnopharmacol 1998;62:183-93. http://www.disthai.com/
  • บวร เอี่ยมสมบูรณ์.  ดงไม้.  กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, 2518.
  • มะขาม.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pugalenthi M, Vadivel V, Gurumoorthi P, Janardhanan K. Comparative nutritional evaluation of little known legumes, Tamarindus indica, Erythrina indica and Sesbania bispinosa. Tropic Subtropical  Agroecosys 2004; 4(3): 107-123
  • George M, Pandalai KM.  Investigations on plant antibiotics. Part IV.  Further search for antibiotic substances in Indian medicinal plants.  Indian J Med Res 1949;37:169-81.
  • ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.มะขามและผักคราดหัวแหวน.คอลัมน์อื่นๆ นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่15.กรกฎาคม.2523
  • ก. กุลฑล.  ยาพื้นบ้าน.  กรุงเทพฯ:ปรีชาการพิมพ์, 2524.
  • Ross Sa, Megalla SE, Bishay DW, Awad AH.  Studies for determining antibiotic substances in some Egyptian plants. Part 1. Screening for antimicrobial activity.  Fitoterapia 1980;51:303-8.
  • Watt JM, Breyer-Brandwijk MG. The Medicinal and Poisonous Plants of Southern and Eastern Africa. 2nd edition. Edinburgh and London,

6

เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (วัวราช,เลย,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (จังหวัดนราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุแก ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
สกุล             Bignoniaceae
บ้านเกิด เพกาเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมของทวีปเอเชีย ซึ่งเจอในประเทศอินเดียรวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นครั้งแรก ในตอนนี้สามารพบได้หลายประเทศ ดังเช่น ประเทศอินเดีย ประเทศพม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย รวมทั้ง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งชอบพบเพกาตามป่าเบญจพรรณ และป่าชื้นทั่วไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบเพกาได้ทุกภาคของประเทศ แม้กระนั้นในการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแม้กระนั้นชาวไทยแค่นั้นที่เอามาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่เจอข้อมูลในการเอามาบริโภคเป็นอาหารแต่อย่างใด
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลางรวมทั้งเป็นไม้ ครึ่งหนึ่งผลัดใบหรือเปล่าผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นประมาณ 10-30 เซนติเมตร เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่แก่น้อยมีกิ่งใหญ่ตรงกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกรุ๊ปกึ่งกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม ภายหลังจากออกดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งเกะกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม รวมทั้งแผลของใบยาวถึง 150 ซม. มีเหตุมาจากใบที่หล่นไปแล้ว ลำต้นและก็แขนงมีรูระบายอากาศ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดร่วงของใบ ใบประกอบแบบขน 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 เซนติเมตร เรียงตรงกันข้ามกันอยู่รอบๆปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายยาว ขอบใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบเกลี้ยง หรือมีขนสีขาวสั้นๆข้างล่าง ท้องใบนวล ก้านใบเหนือสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกึ่งกลางแยก 2 ครั้ง และก็ก้านใบข้างล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้มองเห็นใบทั้งปวงเป็นสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มิลลิเมตร ก้านใบข้าง รวมทั้งก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานแล้วก็ที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกระจุก มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมกันคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 ซม. ยื่นออกมานอกทรงพุ่มของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 ซม. กลีบดอกสีนวลปนเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงข้างนอก หลอดกลีบยาว 2-4 เซนติเมตร รูปแตร กลีบดก ขอบย่นย่อ ไม่มีพู หรือพูแตกต่างกัน มีต่อมกระจัดกระจายอยู่ข้างนอก ข้างในมีขนหนาแน่น ดอกบานตอนค่ำ มีกลิ่นสาบฉุน แล้วก็ตกเช้าตรู่ ชอบมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ติดกับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 ซม. มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมชิดกันเป็นรูปทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างแจ่มแจ้ง เมื่อได้ผล กลีบเลี้ยงนี้จะก้าวหน้าเป็นเนื้อแข็งมาก ผลเป็นฝัก แบน โค้งน้อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ข้างๆ เหมือนรูปลิ้น ห้อยอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 ซม. ยาว 30-120 ซม. สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปดาบ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ด้าน เม็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 เซนติเมตร มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยให้เม็ดลอยละลิ่วตามกระแสลมให้ตกห่างต้นเพื่อเพาะพันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด  โดยเลือกเม็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนเอามาเพาะเมล็ด ด้วยเหตุว่าหลังจากฝักแก่ เม็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ตอนหนึ่ง ถ้าหากนำเมล็ดมาเพาะในระยะหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก็เลยทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเมล็ด ควรจะเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อให้ย้ายต้นลงปลูกเอาไว้ในแปลงได้สะดวก โดยนำเม็ดออกจากฝัก แล้วก็ตากแดดสัก 2-3 วันก่อน ต่อไปค่อยเอามาเพาะ  สำหรับอุปกรณ์เพาะ ควรที่จะใช้ดินผสมกับอุปกรณ์อินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยหมัก และก็แกลบดำ แต่ว่าแม้ไม่สบายให้ใช้เพียงแค่ปุ๋ยมูลสัตว์สิ่งเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยมูลสัตว์:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนบรรจุลงถุงเพาะชำ ต่อไป นำเมล็ดลงกลบ และก็รดน้ำให้เปียกแฉะ พร้อมทั้งดูแลด้วยการรดน้ำบ่อยๆทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง จวบจนกระทั่งต้นจะผลิออก แล้วก็แตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกไว้ในแปลง  การปลูกเพกานิยมนำมาปลูกในต้นฤดูฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 30 ซม. ก่อนที่จะรองตูดหลุมด้วยปุ๋ยมูลสัตว์ราวๆ 3-5 กำ แล้วก็ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โดยประมาณ 1 หยิบมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนจะนำกล้าเพกาลงปลูก
องค์ประกอบทางเคมี
ในฝักเจอสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเม็ดเจอสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับส่วนประกอบของน้ำมันของเม็ดพบสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบพบสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นพบสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากพบสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของเพราะนั้นมีดังนี้
ค่าทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มก. วิตามินบี2 0.69 มก.และก็วิตามินบี3 2.4 มก.  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มิลลิกรัม วิตามินเอ 8,200 มิลลิกรัม แคลเซียม 13 มก., ธาตุฟอสฟอรัส 4 มก., โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ประโยชน์/คุณประโยชน์  ประโยชน์ที่ได้รับมาจากเพกานั้นโดยมากนิยมนำมารับประทานเป็นอาหาร อาทิเช่น ฝักอ่อน อายุฝักประมาณ 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักพื้นบ้านที่นิยมเอามากินด้วยการลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก เมนูลาบต่างๆและซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อรับประทานจะมีรสขมอ่อนๆทั้งนี้ การย่างไฟ นิยมปิ้งไฟจากเตาถ่าน แต่ว่าอาจย่างจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยปิ้งให้เปลือกฝักอ่อนร้อน รวมทั้งอ่อนตัวจนไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ จากนั้นค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนเอามาหั่นรับประทาน    ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ประชาชนนิยมเอามารับประทานดิบหรือลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ และก็รายการอาหารลาบต่างๆรวมทั้งนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ทั้งนี้ ใบอ่อน แล้วก็ยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานมากเท่าไรนัก เนื่องจากว่าต้องให้ยอดเติบโต และก็ติด ดอกบานนิยมเอามาลวกแค่นั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความอ่อนนุ่ม แล้วก็ให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน และยอดอ่อน นับได้ว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด แล้วก็มักจะใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้คุณประโยชน์อื่นๆนั้น อย่างเช่น แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ดังนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้ทั้งในรูปไม้สด เพราะแก่นไม้สดออกจะแห้งอยู่แล้ว และก็เผาในรูปท่อนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายดายกว่า แต่ว่าเดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยนิยมแล้ว เหตุเพราะ ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น แล้วก็หันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมนำมาตากแห้ง และส่งออกต่างประเทศเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกเหนือจากนั้นคนกะเหรี่ยงยังใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
นอกเหนือจากนี้เพกายังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย ดังต่อไปนี้  แบบเรียนยาไทย  ใช้  เมล็ด ต้มน้ำดื่ม แก้ไอแล้วก็ขับเสลด ใช้เป็นยาระบาย เม็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสลด เม็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน อยากกินน้ำ ฝักแก่ มีรสขมกินได้ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ ช่วยเจริญอาหาร หยุดไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำดื่มแก้ปวดท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น และก็ขมเล็กน้อย เป็นยารักษาแผล ทำน้ำเหลืองให้ปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษเลือด บำรุงโลหิต แก้เสมหะจุกคอ ขับเสมหะ แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมน้อย ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยของกิน เจริญอาหาร   แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาทั้ง 5    เป็นการใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีคุณประโยชน์รักษาแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องร่วง บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม ฟกช้ำดำเขียว และก็ อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทารอบๆฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับสุรา     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กรูปแบบเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นเรียกตัวคนคลอดลูกที่ทนการอยู่ไฟมิได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทารอบๆฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือสินเธาว์    รับประทานขับลมในไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้อ้วกไม่หยุด    กินแก้เสลดจุกคอ (ขับเสลด) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงโลหิต
นอกเหนือจากนั้น ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบเลี่ยน รากต้นหญ้าติดอยู่ รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท นำมาต้มกับน้ำกินทีละ 1 แก้วเล็ก ก่อนที่จะรับประทานอาหาร ตอนเช้าแล้วก็เย็น  ช่วยแก้แล้วก็ทุเลาอาการไอ รวมทั้งขับเสมหะโดยใช้เมล็ดแก่เพกาโดยประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่ไว้ด้านในหม้อที่เพิ่มน้ำ 300 มล. แล้วต้มไฟอ่อนๆจนเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น จนกว่าอาการจะดียิ่งขึ้น  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย หญ้าตีนนก เอามาตำรวมกันอย่างละเอียด แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปละลายกับน้ำข้าวเช็ดถู ใช้ขนไก่ชุบพิง นำมาทาลูกอัณฑะ
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้บวมด้วย dextran และจะมีผลลดบวมเพิ่มมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกทำให้เกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน และก็ฮีสตามีน แต่ว่าไม่เป็นผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูปกติ
           จากการเล่าเรียนฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในหลอดทดสอบ พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยั้งสารภายในร่างกายที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบเป็นPGE2 และก็ NF-kB รวมทั้งยังออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยการยับยั้งขั้นตอนขบวนการออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น และรากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase และพบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นแล้วก็รากของเพกาก็มีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase ได้เหมือนกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานสำหรับการทดลองฤทธิ์ต้านการอักเสบ  นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี myeloperoxidase
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและแก้ท้องเดินสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น แล้วก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์อย่างเช่น Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli และ Pseudomonas aeruginosa แล้วก็ยังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราCandida albicans แล้วก็เจอสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ B. subtilis แล้วก็ S. aureus ได้เท่ากันกับยา streptomycin  สารสกัดเพกาต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มก./มล.) แม้กระนั้นมีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC พอๆกับ 15.13 มก./มล.) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มก./มล. มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus แล้วก็ Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นองค์ประกอบ และใช้ทุเลาอาการท้องร่วงที่มิได้เกิดจากการต่อว่าดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องเดินด้วยน้ำมันละหุ่ง แล้วก็มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอุจจาระตก 6 สายพันธุ์ในหลอดทดลอง คือ Bacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 แล้วก็ แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร โดยสารสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดียิ่งกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์แล้วก็สารสกัดของสมุนไพรผู้เดียวแต่ละประเภทที่เป็นองค์ประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านการหดเกร็งกล้ามเนื้อ  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต่อต้านการยุบเกร็งของกล้ามเนื้อของลำไส้เล็ก เมื่อทำการทดลองในหนูตะเภาที่ถูกกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการหดเกร็งของกล้ามส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine และก็ histamine
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การศึกษาใช้สารสกัดจากใบเพกาสำหรับเพื่อการต้านทานสารอนุมูลอิสระ DDPH แล้วก็ยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มล. แล้วก็ ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มล. ของสารทั้ง 2 เป็นลำดับ
ฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง การเล่าเรียนทดลองสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein ในการต้านทานเซลล์ของโรคมะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยั้งเซลล์ของมะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าร้อยละ 50 ด้านใน 36-48 ชั่วโมง
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ มีการทดสอบกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กิโลกรัม มีกล่าวว่าทำให้เกิดพิษ Dhar และภาควิชา กระทำการทดสอบฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) รวมทั้งสารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) เข้าท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)เป็น100 มก./กก. รวมทั้ง 1 ก./กิโลกรัม เป็นลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้กระทำการทดลองความเป็นพิษกะทันหันของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าช่องท้องและกรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษกะทันหันในหนู แล้วก็เมื่อทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงมากขึ้นเป็น400 รวมทั้ง 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษกะทันหันเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แต่ว่าส่งผลให้เกิดพิษกระทันหันได้เมื่อฉีดเข้าท้องในขนาด 800 มก./กิโลกรัม สำหรับความเป็นพิษครึ่งกระทันหันของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 รวมทั้ง 800 มก./กก.น้ำหนักตัว ทุกๆวันตรงเวลา 30 วัน  พบว่าไม่นำมาซึ่งพิษรุนแรงในหนู
รวมทั้งเมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/โล ครั้งเดียวให้หนูแรท ดูการกระทำด้านใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบรุนแรงรวมทั้งความแปลกของอวัยวะภายใน แล้วก็เมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 รวมทั้ง 4 กรัม/กิโลกรัม/วัน แก่สัตว์ทดสอบติดต่อกันเป็นเวลา 90 วันไม่พบพิษแบบครึ่งหนึ่งเรื้อรัง ไม่พบความไม่ดีเหมือนปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางเลือดวิทยา แล้วก็ทางชีวเคมี รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคโรคมะเร็งที่ประกอบด้วยเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) รวมทั้งยาเขียว (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านโรคมะเร็งในหลอดทดสอบ ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับเพื่อการทดสอบความเป็นพิษแบบกะทันหันในสัตว์ทดสอบ
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยวิธี Ames’ test จากผลของการทดลองพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่ทำงานทดสอบ (2 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 และก็ TA100 พบว่าไม่มีคุณลักษณะสำหรับในการก่อเกิดการ กลายพันธุ์ อมรศรี รวมทั้งภาควิชา พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบโดยวิธี Ames’ test
การประมาณความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยแนวทาง somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มก./มิลลิลิตร สามารถก่อเกิด somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีจำนวนจุดบนปีกลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กรุ๊ปควบคุม รวมทั้งมีรายงานว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อนำมาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสภาพการณ์ห้อมล้อมที่เป็นกรดแล้วเอามาทดลองการกลายพันธุ์ พบว่าสินค้าที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
คำแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • หญิงมีครรภ์ไม่ควรรับประทานฝักอ่อนของเพกา ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์ร้อน โดยอาจจะก่อให้แท้งบุตรได้
  • ต้องระวังสำหรับเพื่อการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านทานการแข็งตัวของเกร็ดเลือด ตัวอย่างเช่น แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น มีการเคืองกระเพาะอาหารได้
เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของ

7

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยรวมทั้งนำเข้าจากเมืองนอก ถ้าสหายๆอยากเลือกซื้อ จำต้องดูให้ดี ว่าสินค้าตัวนั้นมีที่มารวมทั้งแหล่งผลิตน่าไว้ใจหรือเปล่า มีการยืนยันจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือเปล่า รวมทั้งผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถกันความชุ่มชื้นก้าวหน้าหรือป่าวร้อง
สรรพคุณสมุนไพร เห็ดหลินจือที่มีการค้นคว้าวิจัยรับรอง....มีอะไรบ้าง
มีความคิดกันมานานแล้วว่า[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]แดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณผ่องใส ช่วยทำให้แก่ช้าลง ความจำ รวมทั้งช่วยอายุยืนนาน
ส่วนสรรพคุณในทางการดูแลรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างแพร่หลายด้วยเหมือนกัน เป็นต้นว่า แก้ตับแข็ง รักษามะเร็ง รักษาโรคความดัน และภูมิแพ้เป็นต้น
แม้กระนั้นทีเด็ดเป็น......
มีงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในการทดลองเล่าเรียนทางคลีนิครวมทั้งรับรองว่าเห็ดหลินจือมีสรรพคุณดังนี้จริง ไม่ใช่แค่ความเชื่ออีกต่อไป อันอาทิเช่น
-กระตุ้นภูมิต้านทาน
-ต้านเนื้องอกแล้วก็โรคมะเร็ง
-รักษาโรคฟุตบาทฉี่
-รักษาโรคหัวใจ
-ช่วยทำให้การนอน
-ลดไขมันในเลือด
-ต่อต้านอนุมูลอิสระ
-ต้านการอักเสบ
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพมากมายก่ายกอง ประเภทเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินรวมทั้งธาตุบางชนิด เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ดูแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ปีนอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) รวมทั้งสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และลิวซีน (Leucine)ด้วยเหตุดังกล่าว มีบางคนหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาเข้าครัวและก็แปรรูปเพื่อการบริโภคอย่างนานาประการ นักวิทยาศาสตร์จึงให้ความสนใจและนำเห็ดหลินจือมาทดสอบหาประสิทธิผลทางการรักษารวมทั้งการบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดประเภทนี้มีสาระต่อร่างกายของผู้คนใช่หรือไม่

เห็ดหลินมีผลดีต่อร่างกายที่บางทีอาจเป็นไปได้จริงหรือ?
ถึงแม้มีการค้นคว้าทดลองมากมายก่ายกองเกี่ยวกับคุณสมบัติแล้วก็คุณค่าที่อาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่เด่นชัดถึงคุณลักษณะและคุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือแต่ ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่แน่ชัดถึงคุณลักษณะและประสิทธิผลด้านใดๆก็ตามด้วยเหตุดังกล่าว คนซื้อควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าข้อมูลของเห็ดหลินจือ จำนวนแล้วก็ขั้นตอนการบริโภคที่เหมาะสม รวมทั้งความจำกัดต่างๆและต้นสายปลายเหตุทางสุขภาพของตนให้ดีก่อนการบริโภค
เพิ่มความสามารถร่างกาย
สมุนไพร มีการทดสอบที่ทดลองความสามารถของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดลองในคนไข้โรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)ผู้หญิงปริมาณ 64 ราย ตลอดเวลาการทดสอบ 6 อาทิตย์ คนเจ็บบริโภคเห็ดหลินจือปริมาณ 6 กรัม/วัน แล้วหลังจากนั้นก็เลยทดลองความสามารถร่างกายของคนป่วย ผลของการทดลองรวมทั้งวางแผนรักษาคนป่วยโรคนี้ถัดไป แต่ว่ายังคงขาดหลักฐานสนับสนุนที่แจ้งชัด จำเป็นที่จะต้องมีการทำการค้นคว้าในด้าน เพื่อหาหลักฐานรวมทั้งข้อยืนยันที่เด่นชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือถัดไป
ธรรมดาในกระแสโลหิตพวกเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากน้อยสุดแล้วแต่คนไป แต่หากในกระแสโลหิตของพวกเรามีจำนวนไขมันมากเกินไปนี่มีปัญหาแน่จ้ะ เรียกสภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลือดสูง ซึ่งโรคนี้มีต้นเหตุจากหลายสาเหตุ อีกทั้งจากอาหาร สภาพจิตใจ เห็ดหลินจือสภาพแวดล้อม พันธุรวมทั้งบางทีอาจเกิดจาผลข้างเคียงของยาบางประเภทอีกด้วย(ไขมันที่เอ่ยถึงเป็นไตรกลีเซอไรค์และคอลเรสเตอรอคอยล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก อาทิเช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เส้นโลหิตหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด แล้วก็เส้นโลหิตสมองตีบ เป็นต้น
เมื่อพินิจพิจารณาเทียบจากการรวบงานวิจัยที่เรียนรู้ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือเพื่อรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้ว่าจะพบว่าคนเจ็บสนองตอบต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดรักษาหรือรังสีบำบัดรักษาได้ดีขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แม้กระนั้นเมื่อตรวจสอบและลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในในการทำให้มะเร็งลดขนาดลงอย่างใด
นอกนั้น สมุนไพร จาการทวนงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่ามีงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัย 4 ชิ้นที่มีผลลัพธ์ส่งเสริมว่าเห็ดหลินจืออาจสัมพันธ์ต่อการแก้ไขคุณภาพชีวิตของผู้เจ็บป่วยให้ดีขึ้น และในเวลาเดียวกัน ก็มีผลลัพธ์จากงานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้แล้วก็นอนไม่หดังนั้นจะต้องมีการค้นคว้าทดลองถึงความสามารถของ สมุนไพร เห็ดหลินจือสำหรับการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆกลุ่มนี้เพื่อป้องกันรวมทั้งการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจต่อไป รวมถึงให้รู้เรื่องกระจ่างแจ้งชัดดเจนในด้านดังที่ได้กล่าวมาแล้วเยอะขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลดีต่อกระบวนการรักษาปกป้องโรคเส้นโลหิตหัวใจและก็อาการต่างๆที่เกี่ยวต่อไปในอนาคต
จำนวนที่สมควรในการบริโรคเห็ดหลินจืออย่างแจ่มกระจ่าง เนื่องประสิทธิผลและผลข้างเคียงจากการบริโภค ด้วยเหตุผลดังกล่าว ลูกค้า ควรศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็หารือแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโรค เพราะเหตุว่าถึงแม้เห็ดหลินจือในแต่ละรูปแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่ว่าสารเคมีแล้วก็ส่วนประต่างอาจส่งผลใกล้กันที่เป็นโทษต่อสถาพทางร่างกายได้เช่นเดียวกันลับด้วย

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

8

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลเช่นไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันสูง แล้วก็โรคอื่นๆอันแสนเหนื่อยที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษาเรียนรู้ยืนยันคุณประโยชน์ได้ในเนื้อหานี้ค่ะ
บทความสมุนไพร เหล่านี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการศึกษาวิจัยรับรองจากที่ต่างๆเพื่อเพื่อนพ้องได้พินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเองว่ารักษาโรคก้าวหน้าแค่ไหนและน่าไว้ใจแค่ไหน หากเพื่อนพ้องๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเยอะแค่ไหนไหมรู้เรื่อง บทความในเว็บไซต์นี้คนเขียนได้คัดและก็เก็บรวบรวมจากหลายที่และเขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อนๆชอบเนื้อหานี้ก็จะเป็นอันมากดวงใจให้นักเขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนพ้องอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่สมุนไพร เพื่อนๆจำต้องถูกใจ
เห็ดหลินจือยับยั้งมะเร็ง
เห็ดหลินจือ ผลของการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยั้งมะเร็งไดแล้วก็โดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะฝาผนังห่อหุ้มสปอร์แล้วนอกนี้ผลจากงานวิจัยจากกรมความเจริญหมอแผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูเขามิคุ้ม และสารกลุ่ม Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ เยอะที่สุด ) ซึ่งกรุ๊ปข้างหลังสามารถยับยั้งเซลล์ของมะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มห่อจะให้ผลดีมากยิ่งกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
อย่างไรก็แล้วแต่ฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดสอบเพียงแค่นั้น บัดนี้ภาควิชาแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยจังหวัดเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อคนไข้โรคมะเร็วจริงๆรวมทั้งคาดว่าผลการศึกษาเรียนรู้นี้คงจะเปิดเผยให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ว่าในตอนนี้มีรายงานการศึกษาเล่าเรียนจากจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในคนป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งขั้นแผ่ขยาย โดยไม่เป็นผลใกล้กันและสามารถใช้ได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานได้โดยสวัสดิภาพ อย่างไรก็แล้วแต่ในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่หนทางหลักในการรักษา ย้ำเรื่องเสริมภูมิคุ้มกันมากกว่า
สมุนไพร ในช่วงเวลานี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายเยอะแยะตามตลาด มีในขณะที่ผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างถิ่น หากเพื่อนพ้องๆอยากเลือกซื้อ จำต้องดูให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและก็แหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือเปล่า มีการรับประกันจาก อย. หรือเปล่า และสินค้าซึ่งสามารถกันความชุ่มชื้นก้าวหน้าหรือป่าว
ชาวจีนรู้จักการใช้เห็ดหลินจือรักษาโรคหัวใจมาตั้งแต่สมัยราชวงค์หมิง เดี๋ยวนี้แพทย์แผนจีนก็ยังคงใช้เห็ดหลินจือการรักษาโรคหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเกิดเรื่องที่น่าสนใจเพราะว่าหากไม่ดีจริงก็อาจจะเลิกใช้กันไปนานแล้วใช่ไหม ก็เลยมีการทำการศึกษากันอย่างจริงๆจังมากสำหรับประเด็นนี้

สมุนไพร ที่กรุงปักกิ่งได้มีการทดสอบจริงกับคนไข้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก จากเส้นโลหิตหัวใจตีบ พบว่าหลังจากการให้รับประทานเห็ดหลินจืออปิ้งสม่ำเสมอตรงเวลา 3 เดือน ผุ้เจ็บป่วยที่เข้ารับการทดลอง 90% มีลักษณะที่ดีขึ้น จากการสังเกตร่วมร่วมกับการวัดคลื่นหัวใจ ECG
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นกรุ๊ปหนึ่งได้พบสารเคมีที่ช่วยลดความดันเลือดในเห็ดหลินจือและก็พบสารยั้งการจับตัวกันจนมีลักษณะเป็นก้อนของเลือดอีกด้วย จากการทดสอบใช้เห็ดหลินจือกับคนเจ็บโรคหัวใจโรงหมอ พบว่าสามารถลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้จริง
นักวิทยาศาสตร์รัสเชียยืนยันอีกเสียงว่าเห็ดหลินจือช่วยเรื่องเลือดรวมทั้งหัวใจได้จริง และพบว่าเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุดสำหรับโรคหัวใจ จากกลุ่มของตัวอย่างสมุนไพร 21 จำพวก ที่กรุ๊ปวิจัยได้เลือกหยิบมาศึกษาทดสอบ
เห็ดหลินจือ ปกติในกระแสเลือดพวกเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากมายน้อยสุดแล้วแต่คนไป แม้กระนั้นถ้าหากในกระแสเลือดของพวกเรามีจำนวนไขมันมากจนเกินไปนี่มีปัญหาแน่จ้ะ เรียกภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลืดสูง ซึ่งโรคนี้เกิดจากหลายสาเหตุ จากอาหาร ภาวะจิตใจ สภาพแวดล้อม พันธุรวมทั้งบางทีอาจเกิดจาผลข้างเคียงของยาบางจำพวกอีกด้วย(ไขมันที่กล่าวถึงเป็นตรีกลีเซอไรค์และคอลเรสเตอรอล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก ตัวอย่างเช่น เบาหวาน โรคความดันเลือดสูง เส้นโลหิตหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด รวมทั้งเส้นโลหิตสมองตีบ เป็นต้น
เห็ดหลินจือ นักวิจัยได้ค้นพบสารหลายประเภทในเหล็ดหลินจือที่ช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นโลหิต คือ Ganoderic Acid และ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ประเภทที่ได้กล่าวผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้ เว้นแต่ช่วยลดไขมันในเส้นโลหิตได้แล้ว ยังป้องกันไม่ให้ไขมันตันเส้นโลหิตได้โดยตรงอีกด้วย นอกเหนือจากนี้ยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ที่สามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นเลือด รวมทั้งช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับผู้ที่เป็นโรคไขมันเส้นเลือดสูง 70 ราย และก็กระทำเก็บผลของการทดลองภายหลังจากผ่านไป 3 เดือน พบว่าโคเรสเตอรอคอยลของคนรับการทดลองลดน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการวิจัยจากทั่วโลก และก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ เว้นเสียแต่ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นโลหิตแล้ว ยังมีผลให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย
การที่เห็ดหลินจือสามารถจัดการกับสภาวะไขมันในเส้นโลหิตสูงได้นั้น ได้รับการรับรองจากนักวิจัยในประเทศญี่ปุ่น จีน รัสเชีย และที่อื่นๆอีกทั่วทั้งโลกแล้วว่าได้ผลจริงละไม่ได้เป็นเพาระความเชื่อถืออีกต่อไป สุดท้ายก็ขอฝากไว้ สภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงเป็นภาวการณ์ที่อันตรายเนื่องจากสามารถเป็นเหตุให้เกิดโรคน่าสยดสยองอื่นๆตามมาได้ โดยเหตุนี้ถ้าเพื่อนฝูงๆตรวจเลือดแล้วพบภาวการณ์นี้ก็ควรจะรีบจัดการตั้งแต่เนิ่นๆไว้กิ่นจะดีกว่า

9

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลอย่างไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน โรคความดันสูง รวมทั้งโรคอื่นๆอันแสนเหนื่อยที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยยืนยันสรรพคุณได้ในบทความนี้ค่ะ
สมุนไพร บทความกลุ่มนี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยยืนยันจากที่ต่างๆเพื่อเพื่อนฝูงได้ไตร่ตรองด้วยตัวเองว่ารักษาโรคได้ดีแค่ไหนแล้วก็น่าไว้ใจเท่าใด ถ้าหากสหายๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรือการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าใดหรือเปล่าเข้าใจ บทความในเว็บไซต์นี้คนเขียนได้คัดแล้วก็เก็บจากหลายที่และเขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อนๆถูกใจบทความนี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งหัวใจให้ผู้เขียนได้บทความดีๆให้สหายอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนพ้องๆจำต้องถูกใจ
เห็ดหลินจือยับยั้งมะเร็ง
ผลการวิเคาะห์พบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยั้งมะเร็งไดและโดยไม่กระทบต่อเซลล์ธรรมดา สารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีอยู่มากมายที่สปอร์ที่กะเทาะฝาผนังหุ้มสปอร์แล้วนอกนี้ผลที่ได้รับจากงานวิจัยจากกรมความก้าวหน้าแพทย์แผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกรุ๊ป Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม รวมทั้งสารกลุ่ม Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ เยอะที่สุด ) ซึ่งกรุ๊ปหลังสามารถยับยั้งเซลล์ของมะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มจะให้ผลดีมากยิ่งกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
อย่างไรก็ดีฤทธิ์ฆ่าเซลล์ของมะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดสอบในหลอดทดสอบเพียงแค่นั้น ในขณะนี้ภาควิชาแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยจังหวัดเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อคนป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษาวิจัยนี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนฝูงๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้จ้ะ แต่ว่าในช่วงเวลานี้มีรายงานการเรียนจากเมืองจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิต้านทานได้จริงในคนป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด รวมทั้งคนป่วยที่เป็นโรคมะเร็งขั้นแผ่ขยาย โดยไม่มีผลข้างๆแล้วก็สามารถใช้ได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานได้โดยสวัสดิภาพ แม้กระนั้นในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือสำหรับการรักษาโรคโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่หนทางหลักสำหรับในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากยิ่งกว่า
ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายล้นหลามตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและก็นำเข้าจากเมืองนอก ถ้าหากเพื่อนพ้องๆอยากเลือกซื้อ จำเป็นต้องมองให้ดี ว่าสินค้าตัวนั้นมีที่มารวมทั้งแหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือไม่ มีการยืนยันจาก อย. หรือไม่ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถกันความชุ่มชื้นก้าวหน้าหรือป่าวประกาศ
ชาวจีนรู้จักการใช้เห็ดหลินจือรักษาโรคหัวใจมาตั้งแต่ยุคราชวงค์หมิง ปัจจุบันนี้หมอแผนจีนก็ยังคงใช้เห็ดหลินจือการรักษาโรคหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเกิดเรื่องที่น่าสนใจเนื่องจากว่าถ้าเกิดไม่ดีจริงก็คงเลิกใช้กันไปนานแล้วใช่ไหม ก็เลยมีการทำการศึกษากันอย่างจริงๆจังมากมายสำหรับประเด็นนี้
ที่กรุงปักกิ่งได้มีการทดลองจริงกับผู้เจ็บป่วยที่มีอาการเจ็บทรวงอก จากเส้นโลหิตหัวใจตีบ พบว่าหลังจากการให้กินเห็ดหลินจืออย่างตลอดตรงเวลา 3 เดือน ผุ้เจ็บป่วยที่เข้ารับการทดลอง 90% มีอาการที่ดีขึ้น จากการสังเกตร่วมร่วมกับการประเมินคลื่นหัวใจ ECG
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มีนักวิทยาศาสตร์คนญี่ปุ่นกรุ๊ปหนึ่งได้พบสารเคมีที่ช่วยลดระดับความดันเลือดในเห็ดหลินจือแล้วก็เจอสารยั้งการจับตัวกันมีลักษณะที่กลายเป็นก้อนของเลือดอีกด้วย จากการทดลองใช้เห็ดหลินจือกับคนป่วยโรคหัวใจโรงหมอ พบว่าสามารถลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้จริง
นักวิทยาศาสตร์รัสเชียรับรองอีกเสียงว่าเห็ดหลินจือช่วยเรื่องเลือดแล้วก็หัวใจได้จริง รวมทั้งพบว่าเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุดสำหรับโรคหัวใจ จากกลุ่มของตัวอย่างสมุนไพร 21 ประเภท ที่กลุ่มศึกษาค้นคว้าได้เลือกจับมาศึกษาทดสอบ

สมุนไพร ธรรมดาในกระแสเลือดพวกเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากน้อยก็แล้วแต่คนไป แต่หากในกระแสเลือดของเรามีจำนวนไขมันมากเกินไปนี่มีปัญหาแน่จ้ะ เรียกภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลืดสูง ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ทั้งยังจากอาหาร ภาวะจิตใจ สภาพแวดล้อม พันธุรวมถึงบางทีอาจกำเนิดจาผลข้างเคียงของยาบางประเภทอีกด้วย(ไขมันที่เอ๋ยถึง คือ สามกลีเซอไรค์แล้วก็คอลเรสเตอรอคอยล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถนำไปสู่โรคภัยต่างๆตามมาอีก อาทิเช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด และก็เส้นโลหิตสมองตีบ ฯลฯ
นักวิจัยได้ศึกษาและทำการค้นพบสารหลายแบบในเห็ดหลินจือที่ช่วยลดจำนวนไขมันในเส้นโลหิตหมายถึงGanoderic Acid แล้วก็ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ชนิดที่ได้กล่าวผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้ นอกเหนือจากช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้แล้ว ยังปกป้องไม่ให้ไขมันอุดตันเส้นเลือดได้โดยตรงอีกด้วย นอกนั้นยังมีสารกลุ่ม Nucleotide ที่สามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นโลหิต รวมทั้งช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับคนที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย และก็ทำการเก็บผลการทดสอบภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าโคเรสเตอคอยลของคนรับการทดสอบลดน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลวิจัยจากทั้งโลก รวมทั้งยังพบว่าเห็ดหลินจือ เว้นแต่ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นโลหิตแล้ว ยังส่งผลให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย
การที่เห็ดหลินจือสามารถจัดการกับสภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงได้นั้น ได้รับการยืนยันจากนักวิจัยทั้งในญี่ปุ่น จีน รัสเชีย และที่อื่นๆอีกทั่วโลกแล้วว่าเห็นผลจริงละไม่ได้เป็นเพาระความเชื่ออีกต่อไป สุดท้ายนี้ก็ขอฝากไว้ ภาวการณ์ไขมันในเส้นเลือดสูงเป็นสภาวะที่อันตรายเนื่องจากว่าสามารถเป็นเหตุให้เกิดโรคน่าสยดสยองอื่นๆตามมาได้ ด้วยเหตุนั้นถ้าหากเพื่อนฝูงๆตรวจเลือดแล้วเจอภาวะนี้ก็ควรรีบจัดแจงตั้งแต่เนิ่นๆไว้กิ่นจะดียิ่งกว่า

10

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ รักษาโรคโรคมะเร็ง
สมุนไพร เห็ดหลินจืออีกหนึ่งการค้นคว้าวิจัยที่ศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับประสิทธิผลของสารโพลีแซ็คคาไรค์ในเห็ดหลินจือของผู้ในคนป่วยโรคมะเร็งปอด จากการวิเคาะห์พบว่า สารดังกล่าวมาแล้วข้างต้นมีส่วนสำหรับในการยัยยั้งลักษณะการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยจำนวนมากถึงประสิทธิผลทางการรักษาโรคมะเร็งของเห็ดหลินจืออาจมีผลต่อการต้านการอักเสบในคนป่วยโรคมะเร็งปอดบางราย แต่ว่ายังคงไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือการทดลองทางการแพทย์ที่ให้ข้อมูลพอเพียงที่ส่งเสริมให้ใช้เห็ดหลินจือสำหรับในการรักษามะเร็งอย่างเป็นทางการ
เมื่อวิเคราะห์เทียบจากการรวบงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยที่เรียนรู้ประสิทธิผลของเพื่อรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้จะพบว่าผู้เจ็บป่วยตอบสนองต่อการดูแลรักษาด้วยเคมีบรรเทาหรือรังสีบรรเทาเจริญขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แม้กระนั้นเมื่อตรวจสอบและลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในสำหรับเพื่อการทำให้มะเร็งลดขนาดลงอย่างใด
สมุนไพร นอกนั้น จาการทบทวนงานศึกษาเรียนรู้พบว่ามีงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัย 4 ชิ้นที่มีผลลัพธ์เกื้อหนุนว่าเห็ดหลินจืออาจชมรมต่อการแก้ไขคุณภาพชีวิตของคนไข้ให้ และก็ในขณะเดียวกัน ก็ส่งผลลัพธ์จากงานค้นคว้าหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้แล้วก็นอนไม่หลับด้วย
ด้วยเหตุนั้น จึงอาจจะบอกได้ว่า สิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ทางคุณสมบัติและคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยเป็นการทดลองขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีคุณภาพพอเพียง หรือเป็นเพียงแต่การทดสอบในคนไข้บางกรุ๊ปเท่านั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง จึงยังคงเป็นประเด็นการค้นคว้าที่ควรจะดำเนินการทดลองต่อไป เพื่อให้ได้สำเร็จลัพ์ที่แจ่มแจ้ง และมีประโยชน์ในวงกว้างต่อการดูแลและรักษาผู้ป่วยมะเร็งได้ในอนาคต
สภาวะต่อมลูกหมากโต แล้วก็การเจ็บป่วยในระบบฟุตบาทฉี่
มีขั้นตอนทดสอบหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือทดสอบในคนไข้เพศ 88 รายซึ่งมีอายุเกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีอาการฉี่ติดขัด ข้างหลังการทดสอบกว่า 12 สัปดาห์ ผลที่ได้คือ ผู้เจ็บป่วยต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลสำหรับการวัดปัญหาในระบบทางเดินปัสวะของผู้เจ็บป่วยจากการตอบคำถาม แต่กลับไม่ปรากฏผลในเชิงความเคลื่อนไหวคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากแต่อย่างใด
สมุนไพร ด้วยเหตุดังกล่าว การทดสอบดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วก็เลยยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่กระจ่างเพียงพอ ควรต้องมีการค้นคว้าทดลองในด้านนี้ถัดไปในอนาคต เพื่อค้นหาหลังฐานที่แจ้งชัดสำหรับในการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการรักษาภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาสุขภาพใดๆก็ตามที่เกี่ยวเนื่อง
ลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดลองทางด้านการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนไข้โรคเบาหวานชนิด 2 ร่วมทดสอบกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะสนับสนุนผลทางการรักษาพวกนั้น และไม่มีข้อมูลที่พอเพียงสำหรับในการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นกัน โดยหนึ่งในงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยพวกนั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในผู้เจ็บป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเดิน หรือท้องผูก
ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีการค้นคว้าทดสอบถึงสมรรถนะของเห็ดหลินจือสำหรับการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อปกป้องรวมทั้งการดูแลรักษาโรคเส้นโลหิตหัวใจถัดไป และให้รู้เรื่องกระจ่างแจ้งชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวมาแล้วเพิ่มมากขึ้น อันเป็นคุณประโยชน์ต่อกรรมวิธีการรักษาคุ้มครองโรคเส้นโลหิตหัวใจรวมทั้งอาการต่างๆที่เกี่ยวพันต่อไปในอนาคต
ปริมาณที่เหมาะสมในการบริโรคเห็ดหลินจืออปิ้งเด่นชัด เนื่องประสิทธิผลและผลข้างคียงจากการบริโภค ดังนั้น ลูกค้า ควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็หารือแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโรค เนื่องจากว่าแม้เห็ดหลินจือในแต่ละแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่ว่าสารเคมีรวมทั้งส่วนประต่างอาจมีผลข้างๆที่ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ด้วยเหมือนกัน
โดยทั่วไป จำนวนการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันยกตัวอย่างเช่น
-เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่ควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 มิลลิลิตร/วัน
ความปลอดภัยสำหรับในการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ถึงคุณค่าในบางด้านที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แม้กระนั้นผู้ซื้อก็ควรศึกษาเรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็ขอคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการบริโภค โดยเฉพาะ ควรรอบคอบในด้านจำนวนแล้วก็แบบเห็ดหลินจือที่บริโภค เนื่องจากบางทีอาจเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ในวันหลัง
โดยข้อควรปฏิบัติตามสำหรับการบริโภคเห็ดหลินจือได้แก่

ผู้ใช้ทั่วๆไป.......
-ควรบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณที่พอดิบพอดี
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจจะส่งผลให้ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันนานเกินกว่า 1 ปี อาจจะทำให้มีอันตรายต่อสุขภาพได้
-การบริโภคสารสกัดเห็ดหลินจืออาจนำมาซึ่งผลกระทบได้ ยกตัวอย่างเช่น ปากแห้ง คอแห้ง คันจมูก เลือดกำเดาไหล ท้องไส้ป่วนปั่น ถ่ายเป็นเลือด
-การดื่มเหล้าองุ่นเห็ดหลินจืออาจนำมาซึ่งผลข้างเคียงเป็นอาการผื่นคัน
-การสูดหายใจเอาเซลล์แพร่พันธุ์ หรือ สปอร์ (Spores) ของเห็ดหลินจือเข้าไปอาจจะทำให้กำเนิดอาการแพ้
คนที่ควรระวังสำหรับเพื่อการบริโภคเป็นพิษ
ผู้ที่ครรภ์ หรือกำลังให้นมลูก แม้ยังไม่มีการยืนยันผลกระทบที่บางทีอาจเกิดขึ้นได้ในกลุ่มผู้ใช้นี้แม้กระนั้นคนที่มีครรภ์แล้วก็ผู้ที่กำลังให้นมลูกควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ เพื่อความปลอดภัยต่อร่างกายของตัวเองและลูกน้อย
ผู้ที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก บางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะมีเลือดออกในผู้เจ็บป่วยบางรายที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ฉะนั้น เพื่อลดความเสี่ยง ผู้ป่วยควรจะหยุดบริโภคเห็ดหลินจือ อย่างน้อย 2 อาทิตย์ก่อนวันผ่าตัด
คนที่มีปัญหาสุขภาพ
สมุนไพร  ความดันเลือดต่ำ เห็ดหลินจืออาจส่งผลให้ความดันเลือดต่ำลง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้ป่วยภาวการณ์ความดันโลหิตต่ำควรต้องเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะมีเลือดออกในผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ฉะนั้น คนเจ็บสภาวะเกล็ดเลือดต่ำจึงไม่สมควรบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวะมีเลือดออกไม่ดีเหมือนปกติ การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก บางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนไข้บางราย โดยยิ่งไปกว่านั้นในผู้ที่มีสภาวะเลือกออกไม่ดีเหมือนปกติอยู่แล้ว

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

11

เห็ดหลินจือ
สปอร์เห็ดหลินจือแดง-ส่วนที่มีคุณค่าที่สุดของเห็ดหลินจือ
เมื่อ ค.ศ 2005 บริษัทของพวกเรามีจุดเริ่มแรกขึ้นจากความจำเป็นหาสมุนไพรประสิทธิภาพสูงจากในหลายประเทศ ตราบจนกระทั่งเราพบและมีส่วนร่วมกับบริษัทยยาของรัฐบาลจีน และก็ได้ นำเข้าสปอร์เห็ดหลินจือคุณภาพสูงนับจากนั้นเป็นต้นมา
นับ 10 กว่าปี ที่พวกเราเป็นผู้ริเริ่ม และก็เป็นหัวหน้าในด้านสปอร์เห็ดหลินจือแดงคุณภาพสูง คุณภาพเป็นหัวใจสำคุณของพวกเรา สปอร์เห็ดหลินจือของเรา จะถูกคัดสรรอย่างยอดเยี่ยมก่อนถึงมือบริโภค เห็ดหลินจือแดงที่พวกเรานำเข้ามา ถูกเพาะด้วยแนวทางพิถีพิถัน ทำให้จับตัวได้ดอกเห็ดที่มีขนาดใหญ่มากกว่า
เราเอาใจใส่รวมทั้งตรวจสอบคุณภาพในทุกแนวทางการผลิตอย่างใกล้ชิด และด้วยขั้นตอนการผลิตที่ดูแลอย่างดี ทำให้เราได้รับการยืนยันมาตฐาน GMP (GOOD Manufacturing Practice) ทุกล็อตที่พวกเราผลิตออกมา จะได้รับการตรวจคุณภาพจากห้องแล็ปในโรงพยาบาล
เพื่อผลดีสูงสุดของท่านคนที่กำลังหาสินค้าเห็ดหลินจือมารับประทาน
การค้นคว้ารับรองว่าการกินสปอร์เห็ดหลินจือจะได้ประสิทธิภาพที่ดีมากกว่าการทานดอก เนื่องจากว่าสปอร์มีสารออกฤทธิ์สำคัญมากกว่าและก็สปอร์ที่ถูกกระเทาะนั้น เปลือกจะต้านโรคมะเร็ง และเสริมภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งไปกว่า เทียบกับแบบมิได้กระเทาะเปลือก
ที่พลาดไม่ได้ที่สุดเป็น.....
ท่านๆสามารถบริโภคเห็ดหลินจือได้ติดต่อกันนานโดยปลอดภัยใด อีกกด้วย เห็ดหลินจือมีมากมายว่า 100 สายพันธุ์แม้กระนั้นสายพันธุ์ที่มีสรรพคุณทางยาเหมาะสมที่สุดเป็นเห็ดหลินจือแดง เพราะว่าสายพันธุ์นี้จะมีสารออกฤทธิ์กลุ่ม Polysaccharide อยู่เป็นอย่างมากที่สุด
ส่วนท่านที่กำลังเลือกซื้อเห็ดหลินจือออกมาขายในท้องตลาดแบบอย่างต่างๆมาก ทั้งยังในรูปแบบดอกอบแห้ง แคปซูล น้ำเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจืออื่นๆอีกมากมาย
ด้วยเหตุนี้การจะเลือกซื้อเห็ดหลินจือให้ได้แบบที่มีคุณภาพดี ต้อง......
ดูตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ว่าตัวเห็ดหลินจือนั้นได้รับการเลี้ยงที่เหมาะสมหรือปล่าว เพราะว่าการควบคุมอณหภูมิ ความชื้น สารอาหาร และก็วิธีการแปลรูปล้วนมีผลต่อจำนวนสาระสำคัญในตัวเห็ดหลินจือ บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เหตุเพราะเห็ดหลินจือจะขึ้นราได้ง่ายเมื่อโดนความชื้อ ฉะนั้นตัวบรรจุภัณฑ์จะต้องเลือกเป็นขวดที่กันความชื้อได้ดีอีกด้วย
เห็ดหลินจือกับประโยชน์ต่อร่างกาย
เห็ดหลินจือ (Lingzihi หรือ  REISHI)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กาโนเดอร์ มา ลูซิดัม (Ganoderma Lucidum) เป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ มีสีแก่มีพื้นผิวแวววาว มีลักษณะเหมือนไม้ และก็มีรสขม มีประวัตศาสตร์ยาวนานในการใช้เห็ดหลินจือ เพื่อรักษาหรือบำรุงสุขภาพในประเทศแถบเอเซีย โดย เฉพาะประเทศจีนรวมทั้งญี่ปุ่น เนื่องจากว่ามั่นใจว่าสารประกอบภายในเหลืดหลินจือมีคุณค่าต่อสุขภาพ
สมุนไพร ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่บางทีอาจเกิดผลดีต่อสุขภาพเยอะมาก พวกเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและก็แร่บางจำพวก เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ดูแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ป่ายปีนอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) และก็สารอนุพันธ์อื่นๆโดยยิ่งไปกว่านั้นกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) รวมทั้งลิวซีน (Leucine)ดังนี้ มีบางคนหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาทำอาหารรวมทั้งแปรรูปเพื่อการบริโภคอย่างนานาประการ นักวิทยาศาสตร์จึงให้ความสนใจและนำเห็ดหลินจือมาทดสอบหาประสิทธิผลทางการรักษารวมทั้งการบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดประเภทนี้มีสาระต่อร่างกายของผู้คนจริงหรือไม่
เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่บางทีอาจเป็นไปได้จริงหรือ?
ถึงแม้มีการค้นคว้าทดลองมากมายก่ายกองเกี่ยวกับคุณสมบัติรวมทั้งคุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่กระจ่างถึงคุณลักษณะแล้วก็คุณประโยชน์ที่อาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแต่ว่า ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งที่ใช้พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์รวมทั้งการแพทย์ที่แจ่มแจ้งถึงคุณลักษณะและประสิทธิผลด้านใดๆก็ตามโดยเหตุนี้ ลูกค้าควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าข้อมูลของเห็ดหลินจือ ปริมาณและแนวทางการบริโภคที่สมควร และก็ข้อกำหนดต่างๆแล้วก็ปัจจัยทางสุขภาพของตัวเองให้ดีก่อนที่จะมีการบริโภค
แบบอย่างงานค้นคว้าที่ศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อสุขภาพ
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานวิจัยหนึ่งได้ทดลองหาประสิทธิผลและก็ความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในผู้เจ็บป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปริมาณ 32 ราย  ผลลัพธ์เป็น เห็ดหลินจืออาจมีคุณประโยชน์ในด้านการหยุดยั้งลักษณะของการปวด ไม่มีอันตรายต่อการรับประทานเข้าสู่ร่างกายและไม่ส่งผลข้างๆ แต่ กลับไม่ปรากฏผลที่มีความนัยสำคัญสำหรับในการต้านทานปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลของการปรับระบบภูมิคุ้มกันแต่อย่างใด

เพิ่มสมรรถนะร่างกาย
เห็ดหลินจือ มีการทดสอบที่ทดสอบประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถยนต์ภาพของร่างกาย โดยได้ ทดสอบในคนเจ็บโรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)ผู้หญิงปริมาณ 64 ราย ตลอดเวลาการทดลอง 6 สัปดาห์ คนเจ็บบริโภคเห็ดหลินจือจำนวน 6 กรัม/วัน ต่อจากนั้นจึงทดสอบความสามารถร่างกายของคนป่วย ผลของการทดลองและก็วางแผนการรักษาคนเจ็บโรคนี้ต่อไป แต่ว่ายังคงขาดหลักฐานส่งเสริมที่แจ้งชัด จึงควรมีการทำการศึกษาในด้าน เพื่อหาหลักฐานรวมทั้งเครื่องพิสูจน์ที่แนชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อไป
ต้านการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน และก็ป้องกันการทำลายเซลล์ตับ
สมุนไพร จากการทดลองหาความสามารถของสารไตรเทอร์พีนอยด์ (Trirpenoids)รวมทั้งโพลีแซ็กคาไรด์(Polysaccharide)ในเห็ดหลินจือในด้านการต้านการเกิดปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน และการคุ้มครองการทำลายเซลล์ตับในกลุ่มผู้ทดลองที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง 42 คน ผลลัพธ์คราวแสดงถึงสมรรถนะของเห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และก็ยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของตับ
แม้กระนั้น หากแม้เห็ดหลินจืออาจช่วยต่อต้านปริกิรริยาขบวนการออกซิเดชันได้ แม้กระนั้นการทดสอบดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเพียงแค่การศึกษาวิจัยขนาดเล็ก ควรศึกษาถัดไปเพื่อหาหลักฐานรวมทั้งข้อพสจน์ที่เด่นชัดที่เด่นชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือ

12

ถั่งเช่า
การกินถั่งเช่าโดยสวัสดิภาพ
ถ้ารับประทานในช่วงเวลาสั้นและก็ปริมาณที่พอเหมาะ ถั่งเช่าค่อนข้างจะมีความปลอดภัย แต่มีข้อพึงระวังบางประการ ดังต่อไปนี้
การเลือกกินสมุนไพรถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมควรที่จะทำการเลือกจากแหล่งผลิตที่ไว้ใจได้แล้วก็ผ่านวิธีที่ถูกต้อง เพราะมีความน่าจะเป็นต่อการแปดเปื้อนสารพิษรวมทั้งสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย
ถั่งเช่าอาจจะทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาเจียน หรือปากแห้งในบางราย
การกินถั่งเช่าควบคู่กับยาบางประเภท ดังเช่นว่า ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยายับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ยาซัยวัวลฟอสฟาไมด์ หรือคาเฟอีน อาจจะก่อให้ปฏิกิริยาระหว่างยา ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางตัวขณะนั้นควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
ก่อนจะมีการรับประทานถั่งเช่าในต้นแบบปกติหรืออาหารเสริม ควรหารือแพทย์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับจำนวนและก็ช่วงเวลาสำหรับการกิน เพื่อลดความเสี่ยงสำหรับการเกิดผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยาระหว่างยาและร่างกาย
สตรีมีท้องหรืออยู่ในตอนให้นมบุตรควรจะหลบหลีกที่จะรับประทาน เพราะเหตุว่ายังไม่มีข้อมูลรับรองความปลอดภัยสำหรับในการรับประทานมากมายพอเพียง แม้อยากได้รับประทานควรปรึกษาหมอทุกคราว
ผู้ป่วยในกลุ่มโรคภูเขาไม่ต้านตัวเอง ตัวอย่างเช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรคเอมเอส โรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  ไม่สมควรรับประทาน เนื่องจากถั่งเช่าอาจจะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไวต่อการกระตุ้นเยอะขึ้น ซึ่งทำให้อาการของผู้เจ็บป่วยห่วยลง
ถั่งเช่าอาจทำให้เลือดแข็งช้า ผู้เจ็บป่วยสภาวะเลือดออกผิดปกติอาจมีความเสี่ยงสำหรับในการเกิดเลือดออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และก็ผู้เข้ารับการผ่าตัดควรจะเลี่ยงที่จะกินถั่งเช่าก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างต่ำ 2 อาทิตย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกมากในขณะผ่าตัด
การศึกษาทาวิทยา
จากการศึกษาเล่าเรียนข้างต้นนับว่ายังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการสรุปข้อมูล เนื่องด้วยยังเป็นการทดลองใช้ถั่งเช่าในแบบการดูแลและรักษาเสริมควบคู่กับยาหลักสุดที่รักษาโรค อีกทั้งระยะเวลาสำหรับการทดลองออกจะสั้น กลุ่มคนป่วยเป็นเด็ก และไม่มีการติดตามผลในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มอีกในอนาคตด้านอื่นๆผู้ปกครองหรือคนป่วยควรจะขอความเห็นแพทย์ก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรใดๆรวมถึงถั่งเช่าในการรักษาโรค
ยืดอายุการตายของผู้ป่วย ถั่งเช่ายังคงใช้เป็นการรักษาหนทางจากธรรมชาติที่ช่วยยืดอายุคนป่วยโรคไตให้ยาวนานขึ้น โดยให้คนไข้โรคมะเร็งตับที่เกิดขึ้นจากต้นเหตุต่างๆปริมาณ 101 คน ทดลองรับประทานถั่งเช่าและสารจากธรรมชาติอื่น 11 ชนิด ในจำนวนที่ต่างกันเป็นระยะเวลาโดยประมาณ 13 เดือน ข้างหลังครบกำหนดจึงประเมินผลด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สารชี้โรคมะเร็ง แล้วก็ตรวจการทำงานของตับ ผลพบว่า คนไข้ที่รักษาด้วยการใช้ถั่งเช่าและก็สารจากธรรมชาติ 4 ชนิดหรือมากกว่าขึ้นไป มีชีวิตรอดช้านานอย่างเห็นได้ชัดกว่าผู้ป่วยที่ได้รับสารจากธรรมชาติน้อยกว่า 3 ประเภท และยังไม่เจอผลข้างเคียง ดังนี้ เป็นการศึกษาค้นคว้าที่เก็บข้อมูลย้อนหลัง และก็เป็นการเรียนรู้ถั่งเช่าร่วมกับสารธรรมชาติตัวอื่น ก็เลยไม่สามารถที่จะเอามาสรุปผลได้ชัดแจ้ง แต่อาจรอข้อส่งเสริมอื่นเพิ่มอีก เพื่อช่วยยืนยันความสามารถของถั่งเช่า
โรคไวรัสตับอักเสบ บี มีการใช้ถั่งเช่าสำหรับการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคตับอยู่หลายโรค ซึ่งรวมถึงโรคไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีการศึกษาเล่าเรียนคุณภาพของการใช้ถั่งเช่าในคนป่วยโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังจำนวน 25 คน ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเทียบผลก่อนและก็หลังการทดลอง จากการทดลองพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวหนลิมโฟไซต์ที่ชี้ระดับภูมิต้านทานของร่างกายมากขึ้น อาจมีประโยชน์ต่อการดูแลรักษาพังผืดในตับของคนป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง
นอกจากนั้น ยังมีการเรียนรู้สมุนไพรผลจากการรับประทานสารสกัดถั่งเช่าในคนป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง จำนวน 60 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งได้เป็น 2 กรุ๊ป กรุ๊ปแรกได้รับประทานสารสกัดถั่งเช่า ทีละ 8 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง แล้วก็อีกกลุ่มได้รับยาสมุนไพรจำพวกอื่น ครั้งละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งเหมือนกัน ผลพบว่า คนป่วยที่รับประทานสารสกัดจากถั่งเช่ามีการอักเสบของตับต่ำลงราวๆ 81% รวมทั้งการเกิดพังผืดน้อยลง 52% แต่ว่ายังมีคนเจ็บอีก 33% ที่ไม่พบความเคลื่อนไหวของการเกิดพังผืดในตับ จึงบางทีอาจเป็นหลักฐานที่เชื่อว่าสมุนไพร ถั่งเช่าอาจช่วยเพิ่มรูปแบบการทำงานของตับ ลดการอักเสบของตับลงและก็การเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดพังผืดที่ตับ

มองอย่างไรอันไหนถั่งเช่าปลอม
สำหรับถั่งเช่าทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่แพงแพง ก็เลยมีการทำเลียนแบบกันเยอะแยะ เอาเข้าจริงเกิดเรื่องยากมากๆที่จะมองออกจำเป็นต้องดูหลายสิ่งหลายอย่าง อย่างไรก็แล้วแต่แนวทางอย่างคร่าวๆก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นจะต้องเป็นแท่งทรงกลมขึ้นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.เนื่องจาก ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของจริงต้องเป็นหยักๆเรียงกันงามเสมือนตัวหนอน
3.ราคาต้องไม่ถูกจนเกินความจำเป็น ถ้ามีคนไหนกันเสนอขาย ถั่งเช่าให้เราราคาถูกสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าเลียนแบบ
แม้กระนั้นถ้าหากว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลพวกเราก็จำเป็นต้องมองว่าได้รับการรับรองจากหน่วยราชการอย่างแม่นยำไหม เนื่องจากว่าถ้าเกิดเป็นของแท้จะมี ถ้าไม่มีแปลว่ามีโอการเป็นของเลียนแบบสูงมาก หรือไม่ปลอดภัย
วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จะต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีหลักๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ แล้วก็แบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-ผู้คนจำนวนมากนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือได้ว่าเป็นการกินที่ไม่ค่อยถูกทางเท่าไร ด้วยเหตุว่าคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะทำงานได้ดิบได้ดีเมื่อถูกความร้อนฉะนั้นควรจะกินแบบที่โนความร้อนดีมากยิ่งกว่าโดยวิธีที่ค่อนข้างจะได้ผลดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าราวๆ 2-3 ตัว ไปแช่ในน้ำร้อน ทิ้งไว้ซัก 5 นาทีแล้วจากนั้นจึงค่อยนำน้ำมาดื่มจนกว่าน้ำหมด แล้วต่อจากนั้นให้เพิ่มน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่จำเป็นเป็นหลักว่า ต้องการทานเพื่อสุขภาพ หรือเฉพาะเจาะจงที่โรคอะไร และก็ทานตามปริมาณที่สมควร อย่างถ้าเราอยากทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้าตรู่-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล เน้นโรคภูมิแพ้และอื่นๆทาน รุ่งเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานตอนหลังอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตรายหรือกัดกระเพาะ

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

13

ถั่งเช่า
[url=http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่า[/url]ถือเป็นสมุนไพรลำดับที่หนึ่งของโลกช่วงปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณมากที่ได้จากถั่งเช่า จึงทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างสรรเสริญให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ดีเยี่ยมที่สุด ครั้งก่อนหากพูดถึง ถั่งเช่าคงจะมีไม่ค่อยดังสักเท่าไหร่ โดยยิ่งไปกว่านั้นคนไทยอย่างพวกเราๆแต่ลองมาถามในขณะนี้สิจะมีคนไหนกันบ้างที่ไม่เคยทราบยอดเยี่ยมสมุนไพรจำพวกนี้ เพราะเหตุว่าในขณะนี้ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมอย่างมากมาย รวมทั้งแพร่หลายด้วยคุณประโยชน์จำนวนมากตัวอย่างเช่น ช่วยบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจรวมถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสามารถทางเพศได้อีกด้วย ไม่หนำซ้าผู้คนมากมายยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษามะเร็งก้าวหน้าอีกด้วย
เพราะเหตุใด....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้าไม่เห็นผล
ทำไมถั่งเช่าถึงแพง
ด้วยความที่สมุนไพรถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมมากในตอนนี้ทำให้ราคาของสมุนไพรชนิดนี้สูงมากอย่างต่ำเกรดปกติก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แม้กระนั้นถ้าเกิดเป็นตัวอย่างดีราคาแพงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทเลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เนื่องจากถั่งเช่ามิได้หากันกล้วยๆมีเฉพาะบางพื้นที่เพียงแค่นั้น ต่างจากสมุนไพรจำพวกอื่นๆซึ่งสามารถหากันง่ายดายเสียยิ่งกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก แล้วก็มีลักษณะอากาศที่คนธรรมดาทั่วๆไปไม่อาจจะเข้าไปหาถึงได้อย่างง่ายๆต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าเพียงแค่นั้น ทั้งถั่งเช่ายังมีคุณประโยชน์ยังมีคุณประโยชน์ต่างๆอีกเยอะมาก อีกทั้งช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยทำนุบำรุงอาหารลดน้าตาลในเลือด ฯลฯ แถมยังช่วยชะลอความแก่ และช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศ ได้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าแพงแพง แต่เวลานี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามเทือกเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดลดน้อยลงไปมากกว่าเมื่อก่อน สามารถควบคุมปริมาณสาระสำคัญได้เป็นเพาะในสภาพควบคุม แล้วก็ยังหยุดปัญหาสารโลหะหนักปนที่ไม่อาจจะควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาวิจัยคุณประโยชน์ของถั่งเช่า ร่วมกัน มีการทดสอบกับหนูทดลองรวมทั้งกลุ่มผูรับการทดสอบตัวอย่าง จึงทำให้พวกเราสามารถพูดได้ว่าถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ดีจริงตามที่คนส่วนมากหล่าวอ้าง
-ถั่งเช่า ช่วยลด รวมทั้งรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด แล้วก็รักษาความสมมองลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ช่วยแก้อาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนแรงของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิต้านทานต่างๆรวมทั้งช่วยบำรุงรักษาให้กระปรี้กกระเปล่าด้วย
-แก้ภูมิแพ้ โรคหอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิต้านทานอ่อน
-ช่วยปกป้องการยึดรอบๆภายในหลอดเลือดของไขมันเหลวแหลก(LDL)
-ช่วยบำรุงรักษาและช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของรูปแบบการทำงานของตับแล้วก็ไต

มองอย่างไรอันไหนถั่งเช่าเลียนแบบ
สำหรับสมุนไพรถั่งเช่าทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่มีราคาแพง จึงมีการทำเลียนแบบกันเยอะ เอาเข้าจริงเป็นเรื่องยากมากมายๆที่จะมองออกจะต้องดูหลายสิ่งหลายอย่าง อย่างไรก็แล้วแต่วิถีทางอย่างคร่าวๆก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นต้องเป็นแท่งทรงกลมขึ้นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.ด้วยเหตุว่า ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของแท้ควรจะเป็นหยักๆเรียงกันสวยงามเสมือนตัวหนอน
3.ถั่งเช่า ราคาจะต้องไม่ถูกกระทั่งเกินความจำเป็น หากมีคนไหนเสนอขาย ถั่งเช่าให้พวกเราราคาไม่แพงสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าปลอม
แต่ถ้าว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลเราก็จำเป็นต้องดูว่าได้รับการรับรองจากหน่วยราชการอย่างแม่นยำไหม เพราะว่าถ้าเกิดเป็นของแท้จะมี หากไม่มีหมายความว่ามีโอการเป็นของสมุนไพรปลอมสูงมาก หรือไม่ปลอดภัย
แนวทางทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีสำคัญๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ รวมทั้งแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายคนนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการบด ซึ้งถือได้ว่าเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกวิธีมากแค่ไหน เนื่องจากว่าคุณสมบัติในตัวถั่งเช่านั้น จะปฏิบัติงานก้าวหน้าเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุนั้นควรจะกินแบบที่โนความร้อนดียิ่งกว่าโดยวิธีที่ค่อนข้างจะได้ผลดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าโดยประมาณ 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปในน้ำร้อน ทิ้งเอาไว้ซัก 5 นาทีและหลังจากนั้นก็ค่อยนำน้ำมาดื่มจนถึงน้ำหมด จากนั้นให้เพิ่มเติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวสมุนไพรถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่มีความต้องการเป็นหลักว่า อยากทานเพื่อสุขภาพ หรือเจาะจงที่โรคอะไร และทานตามจำนวนที่สมควร อย่างหากพวกเราต้องการทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล เน้นย้ำโรคภูมิแพ้และก็อื่นๆทาน รุ่งเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานหลังจากนั้นของกินหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตรายหรือกัดกระเพาะ

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

14
บัวบก
ชื่อสมุนไพร บัวบก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ใบบัวบก (ภาคกลาง) ผักหนอก จำปาเครือ (ภาคเหนือ) ปะหะ เอขาเด๊าะ (กะเหรี่ยง) แว่นโคก (อีสาน) ผักแว่น (ภาคใต้) เดียกำเช่า ฮมคัก (จีน)
ชื่อสามัญ Asiatic pennywort , Gotu kola , Indian pennywort , Woter pennywort
ชื่อวิทยาศาสตร์  Centella asiatica (Linn.) Urban.
วงศ์  UMBELLIFERAE (APIACEAE)
บ้านเกิดเมืองนอน  บัวบกหรือใบบัวบก มีบ้านเกิดเดิมในทวีปแอฟริกา ถัดมาก็เลยถูกนำเข้ามาปลูกเอาไว้ภายในทวีปเอเชียที่ประเทศอินเดียและประเทศในแถบอเมริกาใต้ อเมริกากลาง รวมถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็เอเชียเหนือ ปัจจุบัน บัวบกได้แพร่ขยายไปทั่วทั้งโลก ทั้งในประเทศเขตร้อน และก็เขตอบอุ่น ซึ่งพบว่ามีการแพร่ไปในประเทศแถบอเมริกา ยุโรป แอฟริกา รวมทั้งเรื่อยมาจนถึงทุกประเทศในเอเชีย ส่วนประเทศไทยพบบัวบกขึ้นในทุกภาคของประเทศ  ทั้งนี้บัวบกได้ถูกประยุกต์ใช้เป็นสมุนไพรในวิถีชีวิตของชาวไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ซึ่งมีการกล่าวขานรวมทั้งบันทึกในตำรายาของไทยไว้หลายฉบับด้วยกัน ยิ่งไปกว่านี้ชาวไทยยังมีการนำบัวบกมาใช้เพื่อการเข้าครัวคาวและก็หวานอีกด้วย ที่สามารถสะท้องถึงความสนิทสนมของบัวบกกับแนวทางชีวิตของคนไทยตั้งแต่สมัยก่อนจนกระทั่งปัจจุบันนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
ลักษณะทั่วไป บัวบก เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นเป็นไหล(stolen) เลื้อยไปตามพื้นดินหรืออยู่ด้านล่างหน้าผิวดิน ไหลมีลักษณะทรงกลม ไหลอ่อนมีสีขาว ไหลแก่มีสีน้ำตาล ขนาดราวๆ 0.2-0.4 มม. ยาวได้มากกว่า 1 เมตร ไหลมีลักษณะเป็นข้อบ้อง บริเวณข้อเป็นจุดแทงออกของก้านใบ ส่วนด้านล่างของข้อมีรากกิ้งก้านแทงลึกลงดิน รวมทั้งแต่ละข้อแตกแขนงแยกไหลไปเรื่อยทำให้ต้นบัวบกขึ้นปกคลุมพื้นที่โดยรอบได้อย่างครึ้มทึบ ใบบัวบกออกเป็นใบเดี่ยว รวมทั้งออกเป็นกระจุกจำนวนหลายใบรอบๆข้อ แต่ละข้อมีใบ 2-10 ใบ ใบประกอบด้วยก้านใบที่แทงตั้งตรงจากข้อ ก้านใบสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีลักษณะทรงกลม สีเขียวอ่อน ถัดมาเป็นแผ่นใบที่เชื่อมชิดกับก้านใบรอบๆกึ่งกลางของใบ ฐานใบโค้งเว้าเข้าพบกัน แผ่นใบมีทรงกลมหรือมีรูปร่างคล้ายไต ขอบของใบหยัก เส้นผ่านศูนย์กลางราว 2-4 เซนติเมตร แผ่นใบด้านใบเรียบ สีเขียวสด แผ่นใบข้างล่างมีขนสั้นๆปกคลุม และมีสีเขียวจางกว่าด้านบน ขอบของใบหยักเป็นคลื่น  ดอกบัวบกออกเป็นช่อที่ซอกใบของข้อ ช่อดอกมีรูปทรงช่อคล้ายร่ม อาจมีช่อโดดเดี่ยวหรือมีราวๆ 2-5 ช่อ แต่ละช่อมีราวๆ 3-4 ดอก มีก้านช่อดอกยาวทรงกลม ขนาดเล็ก ราวๆ 0.5-5 ซม. ส่วนกลีบดอกไม้มีสีขาว ตรงกลางมีเกสรตัวผู้ขนาดสั้น  ผลมีขนาดเล็ก มีลักษณะกลมแบน ยาวประมาณ 3 มม. เปลือกเม็ดแข็ง มีสีเขียวหรือม่วงน้ำตาล
การขยายพันธุ์ การปลูกบัวบกแรกเริ่มใช้แนวทางปลูกด้วยเมล็ด โดยเอามาเพาะในกระบะ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงก็ดี หรือมีอายุ 15-25 วัน ก็เลยย้ายกล้าลงปลูกลงในแปลงแล้ว ทำการดูแล ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ต่อมาได้พัฒนาเป็นการปลูกให้มีความรวดเร็วเพิ่มขึ้น ลำต้นของบัวบกที่แตกจากต้นแม่ ซึ่งจะทำขุดไหลหรือลำต้นนั้นให้ติดดิน จากนั้นนำดินมาพอกที่รากให้เป็นก้อนแล้วเก็บพักเอาไว้ในที่ร่ม แล้วพรมน้ำเล็กน้อย ก็เลยเก็บไว้อย่างต่ำ 1 วัน เพียงพอวันที่ 2 สามารถจะนำกิ้งก้านนั้นไปปลูกได้เลย หรือหากไม่สะดวกที่จะเก็บพักไว้ก็สามารถจะขุดแขนงมาแล้วปลูกในทันทีเลยก็ได้ สำหรับแนวทางการปลูกนั้นมีขั้นตอนดังนี้
การเตรียมดิน ควรไถยกร่องเพื่อตากดินแล้วทิ้งเอาไว้โดยประมาณ 15 วัน โดยไถลูกพรวนดินให้ร่วนซุยแล้วต่อจากนั้นก็เลยขุดแต่งให้เป็นรูปแปลง ชูร่องเป็นแปลงปลูกกว้าง 3 เมตร ระหว่างแปลงปลูกจัดเป็นร่องน้ำหรือทางเท้ากว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร เพื่อให้มีการระบายน้ำเสียได้ดี เมื่อทำแปลงเสร็จให้ใส่สารอินทรีย์หว่านลงบนแปลงให้ทั่ว แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
                การปลูก ขุดหลุมลึก 3-4 เซนติเมตร แล้วนำต้นกล้าบัวบก ปลูกหลุมละ 1 ต้น โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นและระยะระหว่างแถว 15 x 15 เซนติเมตร ซึ่งก็จะได้บัวบกจำนวนต้นต่อไร่ราว 70000-72000 ต้น เมื่อปลูกเสร็จแล้วให้กระทำรดน้ำให้ชุ่ม
                การใส่ปุ๋ย ควรจะใส่ปุ๋ยครั้งแรกภายหลังปลูก 15 – 20 วัน โดยให้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งลำดับที่สองจะห่างจากการใส่ทีแรก 15 – 20 วันโดยเปลี่ยนเป็นใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 3 กิโลต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งลำดับที่สามจะห่างจาการใส่ครั้งสอง 15 – 20 วัน โดยกลายเป็นให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตรา 50  กก./ไร่ เมื่อใดก็ตามมีการใส่ปุ๋ยเสร็จแล้วต้องรดน้ำให้เปียก
                การให้น้ำ สามารถให้น้ำได้ 2 วิธีเป็น ระบบไม่นิสปริงเกอร์ ซึ่งเปิดให้น้ำเช้าตรู่และก็เย็น ช่วงละ 10-15 นาที แม้คือการใช้สายยางเดินฉีดน้ำให้รดกระทั่งจะชุ่มเพราะเหตุว่าใบบัวบกจะเติบโตได้ดิบได้ดีเมื่อได้รับความชื้นที่สมควร
คุณค่าทางโภชนาการใบบัวบก (ใบสด 100 กรัม)
น้ำ                                                           86                                           กรัม
พลังงาน                                 54                                           กิโลแคลอรี่
โปรตีน                                                    1.8                                          กรัม
ไขมัน                                                       0.9                                          กรัม
คาร์โบไฮเดรต                                        9.6                                          กรัม
ใยอาหาร                                                2.6                                          กรัม
เถ้า                                                           1.7                                          กรัม
แคลเซียม                                               146                                         มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                                              30                                           มก.
เหล็ก                                                       3.9                                          มก.
แอสคอบิด (วิตามิน C)                         15                                           มก.
ไทอะมีน (วิตามิน B1)                           0.24                                        มก.
ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2)    0.09                                        มิลลิกรัม
ไนอะซีน (วืตามิน B3)                           0.8                                          มิลลิกรัม
เบต้า แคโรทีน                                        2,428                                      ไมโครกรัม
วิตามิน A                                               405                                         ไมโครกรัม
ประโยชน์ / คุณประโยชน์ ประโยชน์ซึ่งมาจากบัวบกที่เราพบเจอจนกระทั่งชินตาก็คือ การนำใบของบัวบกมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรหรือนำมาทำเป็นชาชงรวมไปถึง การนำใบและเถาบัวบกมารับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ลาบ ก้อย แกงเผ็ด ยำใบบัวบก ซุปหน่อไม้ เป็นต้น
แต่ในขณะนี้มีการนำของใหม่ใหม่ๆมาแปรรูปให้บัวบก เป็นผลิตภัณฑ์ในแบบต่างๆอีกเยอะมาก ตัวอย่างเช่น มีการทำสารสกัดจากใบบัวบกเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตเครื่องสำอาง ใช้ทำเป็นวัสดุปิดแผล รวมทั้งนำมาผลิตเป็นสบู่ใบบัวบก ซึ่งผู้สร้างกล่าวว่าช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างขาวสวยใส ผิวหน้าเต่งตึงได้ อีกทั้งยังมีการนำมาสร้างเป็นแคปซูลวางจำหน่าย ซึ่งกำหนดถึงคุณประโยชน์ว่าสำหรับในการช่วยบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic) ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของบัวบกนั้นมีดังนี้ คุณประโยชน์ตามตำรายาไทยใช้บัวบกแก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้ช้ำใน ใช้เป็นยาภายนอกรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็ว เป็นยาบำรุงและยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างความจำ ทุเลาอาการปวดหัว แก้อาการมึนหัว ช่วยบำรุงรักษาหัวใจ ชูกำลัง ทุเลาลักษณะของการปวดตามข้อ ตามกล้าม แก้ท้องผูก กระตุ้นระบบขับถ่าย แก้อาการท้องอืด ของกินไม่ย่อย แก้โรคซาง แก้โรคดีซ่านในเด็ก ช่วยบำรุงรักษาตับ แล้วก็ไต แก้โรคตับอักเสบ ช่วยบำรุงรักษาสายตา แก้ตาฝ้ามัว  เป็นยาขับเลือดเสีย แก้หิวน้ำ ทุเลาอาการไอ ลักษณะการเจ็บคอ แก้ลักษณะการเจ็บคอ รักษาโรคหลอดลมอักเสบ รักษาอาการโรคหืดหอบ แก้โรคลมชัก ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน  รักษาโรคปากเปื่อย ช่วยขับปัสสาวะ แก้โรคนิ่วในระบบฟุตบาทฉี่ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ ช่วยขับระดู กระตุ้นระดูให้มาธรรมดา แล้วก็แก้ลักษณะของการปวดรอบเดือน รักษาฝี ช่วยให้ฝียุบ  ส่วนด้านการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ข้อมูลที่ได้มาจากการศึกษาเรียนรู้ในคนพบว่าบัวบกมีฤทธิ์รักษาความผิดแปลกของหลอดโลหิตดำ ช่วยทำให้ความหนักใจน้อยลง รักษาแผลที่ผิวหนัง และรักษาแผลในทางเดินอาหาร ช่วยเสริมสร้างและก็กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและก็อีลาสติน มีสารต้านทานอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย ช่วยบำรุงรักษาประสาทแล้วก็สมองเสมือนใบแปะก๊วย ช่วยเสริมการทำงานของกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจ ก็เลยช่วยบรรเทาแล้วก็ทำให้หลับง่ายมากยิ่งขึ้น  ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ใบบัวบกมีสารยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์ของโรคมะเร็ง
แบบ/ขนาดการใช้
แก้ไข้ แก้ร้อนใน ช้ำใน  ประเภทแคปซูล (โรงพยาบาล), จำพวกชง(โรงพยาบาล) จำพวกชง กินครั้งละ 2 – 4 กรัม ชงน้ำร้อนโดยประมาณ 120 – 200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ชนิดแคปซูล  รับประทานทีละ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย และก็รักษาแผล ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข                  ให้ใช้ใบขยี้ทาแก้แมลงกัดต่อย หรือใช้ส่วนใบสด พอกที่แผลสด วันละ 2 ครั้ง   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ครีมใบบัวบก  ชำระล้างแผลด้วยยาฆ่าเชื้อก่อนทาครีมที่มีสารสกัดจากบัวบกสดร้อยละ 7 โดยน้ำหนัก  ทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 1 – 3 ครั้ง หรือตามหมอสั่ง ถ้าเกิดใช้แล้วไม่ดีขึ้นข้างใน 2 อาทิตย์ ให้หยุดใช้   ควรจะเก็บครีมใบบัวบกในที่เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส แก้อาการฉี่ขัดข้อง ด้วยการใช้ใบบัวบกราวๆ 50 กรัม นำมาตำแล้วพอกรอบๆสะดือ เมื่อปัสสาวะชำนาญก็ดีค่อยเอาออก  ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ด้วยการใช้ใบสดราวๆ 20 ใบเอามาล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด  แก้อาการฟกช้ำ ด้วยการใช้ใบบัวบกมาตีให้แหลกแล้วเอามาโปะบริเวณที่บวมช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกประมาณ 40 กรัม ต้มกับสุราแดงราว 250 cc. โดยประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วเอามาดื่ม
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล (2-4) แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำร้อน จากส่วนเหนือดิน มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (2-5), b-Streptococcus group A และ Pseudomonas aeruginosa สารสกัดเฮกเซน สารสกัดไดคลอโรมีเทน สารสกัดเอทิลอะซีเตท สารสกัดอีเทอร์ แล้วก็สารสกัดเมทานอลจากใบ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ S. aureus แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ P. aeruginosa        สารสกัดจากส่วนราก ใบรวมทั้งส่วนเหนือดิน รวมถึงน้ำมันหอมระเหยจากบัวบก มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด อย่างเช่น Bacillus subtilis, Escherichia coli, Proteus vulgaris แล้วก็ Pseudomonas cichorii  มีกล่าวว่าอนุพันธ์บางจำพวกของ asiaticoside สามารถยั้งการเติบโตของเชื้อวัณโรคในหลอดทดลอง และลดร่องรอยโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อวัณโรคในตับ ปอด ปมประสาทของหนูตะเภาที่ทำให้เป็นวัณโรคได้           
ฤทธิ์ลดการอักเสบ สารสกัดเอทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนในหนูขาว โดยไปยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase-1 ซึ่งเกี่ยวพันกับการสังเคราะห์ prostraglandin สาร saponin ขนาด 1 ไมโครโมล จะลดการอักเสบและก็อาการบวมในหนูถีบจักรที่ถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการบวมที่หูด้วย croton oil ขี้ผึ้ง Madecassol ซึ่งมีสาร asiatic acid, madecassic acid แล้วก็ asiaticoside สามารถลดการอักเสบ เมื่อใช้ทาที่ผิวหนังหนูซึ่งมีการอักเสบจากการฉายรังสี ผงแห้งจากส่วนเหนือดินของบัวบก ให้ผู้รับประทาน สามารถลดอาการอักเสบได้
ฤทธิ์รักษาแผลสารสกัด 95% เอทานอลจากใบ ขนาด 1 มิลลิลิตร/กิโล พบว่ามีผลเพิ่มการเติบโตของเซลล์เยื่อบุผิว เพิ่มการผลิตคอลลาเจน เมื่อให้ทางปากและทาที่แผลของหนูขาว สารสกัดจากบัวบก (titrated extract) ซึ่งประกอบด้วยสาร asiatic acid, made cassic acid และจากนั้นก็ asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผลในหนูขาว โดยจะรีบการสร้าง connective tissue เพิ่มปริมาณคอลลาเจน รวมทั้งกรด uronic เมื่อนำสารสกัดมาใช้ทาภายนอกเพื่อรักษาแผลในหนูขาว พบว่าทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยทำให้มีการกระจายตัวของหนองในรอยแผล และแผลมีขนาดเล็กลง แต่ถ้าใช้กินจะไม่ได้เรื่อง  ขณะที่รายงานบางฉบับพบว่า เมื่อให้หนูขาวรับประทานสารสกัดในขนาดวันละ 100 มก./กก. ส่งผลสำหรับการรักษาแผลโดยทำให้การสร้างหนังกำพร้าเร็วขึ้น รวมทั้งรอยแผลมีขนาดเล็กลง ครีม ขี้ผึ้งแล้วก็เจลที่มีสารสกัดน้ำจากบัวบก 5% เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูขาว 3 ครั้ง/วัน นาน 24 วัน พบว่าส่งผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเยื่อบุผิว เพิ่มการสร้างคอลลาเจนและเพิ่ม tensile strength ซึ่งสูตรที่อยู่ในรูปเจลจะสำเร็จดีกว่าขี้ผึ้งและก็ครีม
          สาร asiaticoside มีฤทธิ์สมานแผล รีบการหายของแผลเมื่อทดลองในหนูขาว หนูถีบจักร และในคน เมื่อให้สาร asiaticoside ขนาด 1 มก./กก. ทางปากแก่หนูตะเภาแล้วก็ใช้ทาที่ผิวหนังในหนูตะเภาธรรมดาและหนูขาวที่เป็นเบาหวานซึ่งแผลหายช้า ที่ความเข้มข้น 0.2% รวมถึง 0.4% เป็นลำดับ พบว่าส่งผลเพิ่ม tensile strength เพิ่มปริมาณของคอลลาเจน รวมทั้งลดขนาดของแผล tincture ที่มี asiaticoside เป็นองค์ประกอบ 89.5% จะเร่งการหายของแผล เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูตะเภา
          สำหรับเพื่อการทดลองในคน มีแถลงการณ์ว่าครีมที่มีสารสกัดอัลกอฮอล์จากบัวบกเป็นองค์ประกอบ 0.25-1% สามารถช่วยรักษาแล้วก็สร้างผิวหนังในคนวัยแก่ ครีมที่มีสารสกัดจากบัวบก 1% สามารถรักษาแผลอักเสบรวมทั้งแผลแยกข้างหลังผ่าตัดในคนเจ็บปริมาณ 14 ราย ข้างใน 2-8 อาทิตย์ โดยพบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี 28.6% ผลปานกลาง 28.6% รวมทั้งผลปานกลาง 35.7% ไม่ได้ผล 1 ราย  และรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดขึ้นมาจากอุบัติเหตุ ในคนไข้จำนวน 22 ราย ด้านใน 224 ชั่วโมง พบว่าขนาดของแผลจะต่ำลง มีแผลหายสนิท 17 ราย ยังไม่หายสนิท 5 ราย  tincture ที่อยู่ในรูป aerosol ซึ่งมี asiaticoside 89.5% เมื่อใช้ฉีดที่แผลของคนป่วยซึ่งเป็นแผลจำพวกต่างๆจำนวน 20 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลหายได้ 16 ราย (64%) และก็ทำให้อาการ 4 ราย (16%) โดยมีลักษณะใกล้กันเป็น การไหม้ของผิวหนัง (burning sensation)  เมื่อให้คนป่วยที่เป็น post-phlebitic syndrome กินสารสกัด triterpenoid ในขนาด 90 มิลลิกรัม/วัน นาน 3 อาทิตย์ พบว่าจะลดการเพิ่มจำนวนของ circulating endothelial cell
ฤทธิ์แก้ปวดสารสกัด 60% เอทานอลจากใบ ขนาด 20 มก./กก.  แล้วก็สารสกัด 95% เอทานอลจากต้น ขนาด 100 มก./กิโล  มีฤทธิ์แก้ปวดในหนูขาวและจากนั้นก็หนูถีบจักร แต่ว่าสารสกัด 50% เอทานอลจากต้นในขนาด 125 มก./กิโล ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด เมื่อฉีดเข้าท้องหนูถีบจักร
ฤทธิ์ลดไข้  สารสกัด 95% เอทานอลสามารถลดไข้ได้ 1.20F เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูขาว แม้ว่าถ้าฉีดสารสกัด 50% เอทานอล ขนาด 125 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เข้าช่องท้องหนูถีบจักรจะไม่เป็นผล  สารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินรวมทั้งใบ ขนาด 2 กรัม/กก. ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อทดลองในหนูถีบจักร
ฤทธิ์ต่อต้านฮีสตามีนสารสกัดใบบัวบกด้วยแอลกอฮอล์ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 ใช้ทาด้านนอกจะสามารถลดการแพ้ได้ แล้วก็ช่วยดีขึ้นอาการเจ็บปวด หรืออักเสบเนื่องมาจากแมลงกัดต่อย
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อราสารสกัดเอทานอลจากต้น ส่งผลต่อต้านเชื้อราที่ก่อกำเนิดโรคกลาก เช่น Trichophyton mentagrophytes  แล้วก็ T. rubrum ในขณะที่สารสกัดด้วยน้ำร้อน ไม่พบว่าส่งผลต้านทานเชื้อราทั้งยัง 2 ประเภทนี้    ส่วนน้ำมันหอมระเหยจะมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา Aspergillus niger, Rhizopus oryzae, Fusarium solani, Candida albicans และก็ Colletotrichum musae
รักษาแผลในกระเพาะจากการทดลองในหนูแรทพบว่า สารสกัดด้วยเอทานอล รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำจากทั้งยังต้นแล้วก็จากใบ มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะในหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดแผลในกระเพาะด้วยความตึงเครียดและกรดเกลือในเอทานอล  โดยจะลดขนาดของแผล เพิ่มจำนวนของหลอดเลือดขนาดเล็กในเยื่อ เพิ่มจำนวนและก็ผู้ที่ทำระจายของเซลล์ที่บริเวณแผล  ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองในกินสารสกัดจากบัวบก (Madecassol) พบว่าช่วยรักษาแผลในกระเพาะแล้วก็ลำไส้ได้
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ     ไม่พบความเป็นพิษของสารสกัดด้วย 50% เอทานอล เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาด 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือให้ทางปากของหนูขาว ขนาด 10 กรัม/กก.  สารสกัด 70% เอทานอลมีค่า LD50 พอๆกับ 675 มก./กิโลกรัม ในหนูขาวเพศผู้ (ไม่เจาะจงกรรมวิธีการให้) แต่มีรายงานการแพ้และก็อักเสบต่อผิวหนังในคน เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดที่มีกลัยโคไซด์จากบัวบกร้อยละ 2   สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดจากทั้งต้นในความเข้มข้นร้อยละ 2 รวมทั้งสารสกัด Madecassol ที่มี asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside ทาภายนอก 
พิษต่อเซลล์ น้ำคั้นจากบัวบกเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัด 50% เอทานอลเป็นพิษต่อเซลล์ 9KB  สารสกัดเมทานอลแล้วก็สารสกัดอะซีโตน มีความเป็นพิษต่อเซลล์ CA-Ehrich, Dalton’s lymphoma และ L929 แต่ว่าไม่เป็นพิษต่อเซลล์ human lymphocyte สารไทรเทอร์ไต่ส์จากอีกทั้งต้น มีความเป็นพิษต่อเซลล์ fibroblast ของคน
 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ในแบบที่อยากโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจากตับกระตุ้นการออกฤทธิ์ต่อเชื้อ Salmonella typhimurium TA98, TA100  โดยมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แบบ frameshift แค่นั้น ไม่พบแบบ base-pair substitution สารสกัดน้ำจากส่วนเหนือดิน ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ S. typhimurium TA98, TA100
พิษต่อระบบสืบพันธุ์ น้ำคั้นจากต้น ขนาด 0.5 มล. มีผลคุมกำเนิดในหนูถีบจักร 55.60% สารสกัดจากบัวบกขนาด 0.2 มิลลิลิตร ฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักร พบว่าไม่เป็นผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน  สาร saponin จากทั้งยังต้น ขนาด 2% ไม่เป็นผลฆ่าเชื้อโรคน้ำเชื้อของคน
ทำให้เกิดอาการแพ้        สารสกัด 30% อีเทอร์ กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการระคายเคืองอย่างอ่อนต่อผิวหนังหนูตะเภา  ในคนมีรายงานการแพ้และอักเสบต่อผิวหนัง เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดกลัยโคไซด์ 2% สารสกัดน้ำ สารสกัดจากทั้งยังต้น 2% (ไม่เจาะจงประเภทสารสกัด) และสารสกัด Madecassol ที่ประกอบด้วย asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside  oinment ที่มีบัวบกเป็นองค์ประกอบ 1% ทำให้เกิด acute erythemato-bullous การระคายเคืองต่อผิวหนังกำเนิดได้ทั้งการใช้พืชสดหรือแห้ง  อาการระคายต่อผิวหนังของบัวบกส่งผลออกจะต่ำ
คำแนะนำ / ข้อควรไตร่ตรอง

  • บัวบกไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะเย็นพร่อง หรือขี้หนาว ท้องอืดเป็นประจำ
  • ไม่เสนอแนะให้ใช้ยาที่มีส่วนประกอบของบัวบกในคนที่สงสัยว่าไม่สบายเลือดออกเพราะว่าอาจบดบังอาการของไข้เลือดออกได้
  • ต้องระวังการกางใบบัวบกร่วมกับยาที่ส่งผลต่อตับ ยาขับปัสสาวะ และก็ยาที่ส่งผลข้างๆทำให้ ง่วง ด้วยเหตุว่าอาจเสริมฤทธิ์กันได้
  • ต้องระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีขั้นตอนการเมเกือบจะอลิซึมผ่าน Cytochrome P450 (CYP 450) เพราะว่าบัวบกมีฤทธิ์ยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี CYP 2C9 รวมทั้ง CYP 2C19
  • ในการทำเป็นสมุนไพรไม่สมควรนำใบบักบกไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง เนื่องจากว่าจะก่อให้สูญเสียตัวยาสมุนไพรซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหยได้ โดยให้ตากลมตากเอาไว้ภายในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อแห้งแล้ว ให้นำมาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทคุ้มครองความชุ่มชื้น
  • การกินบัวบกในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น จะทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลได้ เพราะเป็นยาเย็นจัด แต่ถ้ารับประทานในขนาดที่พอดีแล้วจะไม่มีโทษต่อร่างกายและก็ได้ประโยชน์สูงสุด
เอกสารอ้างอิง

  • อารีรัตน์ ลออปักษา สุรัตนา อำนวยผล วิเชียร จงบุญประเสริฐ. การศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ (ตอนที่ 1).  ไทยเภสัชสาร 2531;13(1):23-35.
  • จันทรพร ทองเอกแก้ว, 2556, บัวบก : สมุนไพรมากคุณประโยชน์.
  • พิมพร ลีลาพรพิสิฐ สุมาลี พฤกษากร ไชยวัฒน์ ไชยสุต และคณะ. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรักษาสิวจากน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากพืชไทย.  การประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 3, 30 สิงหาคม-3 กันยายน, นนทบุรี, หน้า 40.   
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chen YJ, Dai YS, Chen BF, et al. The effect of tetradrine and extracts of Centella asiatica on acute radiation dermatitis in rats.  Biol Pharm Bull 1999;22(7):703-6.
  • บักบก/ใบบัวบก (Gotu kola) ประโยชน์และสรรพคุณใบบัวบก.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรกรไทย
  • วีระสิงห์ เมืองมั่น.  รายงานผลการวิจัยเรื่องการใช้ครีมบัวบกรักษาแผลอักเสบ.  การประชุมโครงการการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในโรงพยาบาล, กรุงเทพฯ, 30 พค. 2526.
  • กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2544, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. http://www.disthai.com/
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • นันทวัน บุณยะประภัศร และอรนุช โชคชัยเจริญพร,2547, สมุนไพรไม้พื้นบ้าน(2).
  • Dabral PK, Sharma RK.  Evaluation of the role of rumalaya and geriforte in chronic arthritis-a preliminary study.  Probe 1983;22(2):120-7.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์ ชนิพรรณ บุตรยี่. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาตำรับ  สามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์.  การประชุมวิชาการ  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 3, 3-4 สิงหาคม 2533:47-9.
  • Maquart FX, Chastang F, Simeon A, Birembaut P, Gillery P, Wegrowski Y. Triterpenes from Centella asiatica  stimulate extracellular matrix accumulation in rat experimental wounds.  Eur J Dermatol 1999;9(4):289-96.
  • Ray PG, Majumdar SK. Antimicrobial activity

15

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันน่าทึ่งสามารถรักษาโรคคุณได้
ขายกวาวเครือขาว สตรีที่มีปัญหา สิวฮอร์โมน สิวที่หลัง ผิวมัน ขนดก
สตรีที่เสื่อมอารมณ์ทางเพศ
รับผลิตกวาวเครือขาว สามารถใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในเพศหญิงวัยหมดประจำเดือน
สาวประเภท 2 ที่ต้องการเพิ่มความเป็นผู้หญิง
แคปซูลกวาวเครือขาว ปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่น มีเลือดฝาด ขาวอมชมพู ผ่องแผ้ว ออร่า แก้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
เหตุเพราะ กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ ราวกับฮอร์โมนเพศหญิงที่รอบๆอกของหญิงนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor ที่เหมาะสมให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่ด้วยเหตุนี้เมื่อรับประทานกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับรอบๆที่มีตัวรับพอดีขายส่งกวาวเครือขาวโดยเฉพาะเพศหญิง ทำให้เกิดขายกวาวเครือขาว การสะสมไขมัน แล้วก็น้ำมากขึ้น ในบริเวณนั้น และก็ ทำให้กระชับได้รูป แล้วก็พบว่า การรับประทานสม่ำเสมออย่างต่ำ 5 ข้างขึ้นไป เซลล์ไขมันแล้วก็กล้ามรับประทานหน้าอกจะลดลงน้อยมาก ในขณะที่ รีเซปเตอร์รอบๆเต้านมหญิงจะมีไม่เท่ากันในแต่ว่าละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มากมาย น้อย ต่างกัน และก็ จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้เท่านั้นซึ่งในปัจจุบันกวาวเครือขาวในแบบอย่างขายกวาวเครือขาวกิน ได้จริง และจะต้องเป็นของจริง และก็ใหม่สดจริง เพียงแค่นั้น
ขายกวาวเครือขาว สรรพคุณยังช่วยรักษาอาการต่างๆตัวอย่างเช่น คุ้มครองปกป้องโรคตาฟาง แล้วก็ต้อกระจกกวาวเครือขาวช่วยบำรุงรักษาเลือด ทำให้มีพลังกวาวเครือขาวช่วยคุ้มครองโรคกระดูกพรุนกวาวเครือขาวช่วยทำนุบำรุงก้าวหน้าขายกวาวเครือขาว[/url] ใช้เป็นฮอร์โมนชดเชยในเพศหญิงได้ ซึ่งเป็นหนทางที่ดีสำหรับเพศหญิงวัยหมดประจำเดือนช่วยรักษาอาการหมดรอบเดือนในวัยก่อน แล้วก็ข้างหลังหมดประจำเดือน ที่มีลักษณะอาการบกพร่องของฮอร์โมนเอสโตรเจนขายกวาวเครือขาว ช่วยให้ช่องคลอดของหญิงวัยทองไม่แห้งมีส่วนช่วยคุ้มครองปกป้องและรับผลิตกวาวเครือขาว โรคมะเร็งมดลูกแก้อาการปวดประจำเดือนขจัดปัญหาระดูมาไม่ปกติคลาย แก้อาการเมื่อยล้า อ่อนแรงของร่างกาย ทำให้นอนหลับสบาย รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยทำนุบำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้นสำหรับผู้ที่ผอมบาง เมื่อกินกวาวเครือขาวจะช่วยทำให้มองจ้ำม่ำสมบูรณ์ขึ้น
ขายกวาวเครือขาว สามารถช่วยทุเลาลักษณะของการปวดเมื่อยล้าตามร่างกายมีส่วนช่วยลดและก็รักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน)สำหรับผู้ที่เคยมีลูกแล้วจะช่วยให้ช่องคลอดกระชับขึ้น และช่วยลดปัญหาท้อง บั้นท้าย ต้นขาลายได้สำหรับคนที่มีลูกยาก มั่นใจว่าจะมีผลให้มีลูกง่ายขึ้น
แคปซูลกวาวเครือขาว ที่มีประสิทธิภาพในทางคลีนิค สามารถใช้ชดเชยฮอร์โมนเพศหญิงในวัยหมดประจำเดือนได้ แล้วก็มีลักษณะท่าทางว่าจะนำไปใช้ขายส่งกวาวเครือขาวรวมถึงรักษาอัลไซเมอร์ได้ เพราะเหตุว่าศึกษาค้นคว้าพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือทำให้เกิดการงอกใหม่ของเซลล์สมองได้
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา ตำราเรียนยาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสลด และก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสมหะจุกคอ ทำให้ชุ่มคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเสียท้องเดิน รักษาโรคโรคท้องมาน เมล็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ แล้วก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายแบบเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด ทราบผายธาตุ ทราบระบายทราบขี้ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสมหะ ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อึ รู้ถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด คลื่นไส้ แก้สะอึก แก้โรคหืดไอ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมบ้วนปากแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
สรรพคุณเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการบำบัดโรคหลายอย่าง แบ่งได้ 3 ชนิดใหญ่ๆเป็น สารจำพวกที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% และก็สาระเหย 5% มีสาระสำคัญอย่างเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินแล้วก็แร่ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูไม่ต้านทางโรค ต่อต้านมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองรวมทั้งระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายเนื่องจากมีความปลอดภัยสูง โพลีแซคคาไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยสร้างเสริมรูปแบบการทำงานของร่างกาย เป็นกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต่อต้านมะเร็ง คุ้มครองการลุกลุกลามของเซลล์มะเร็ง ช่วยทำให้ปรุงการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกำจัดพิษ แต่เนื่องจากว่า polysaccharide มีส่วนประกอบที่สลับซับซ้อนอาจจะทำให้ย่อยยากจึงควรรับประทานวิตามินซีหรือของกินที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยในการซึมซับสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมสูงถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

  • ออกสิเจนในเลือด 4. รักษาโรคมะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดียิ่งขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดสารพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


ตรีเทอร์ปีนป่ายอยด์ (Tritepenoids) มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

  • ต้านโรคมะเร็ง 4. ลดวัวเลสเตอรอล ปรับไขมันในร่างกายให้ธรรมดา
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ธรรมดา 5. เสริมสร้างระบบที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารให้ดีขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นแนวทางการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นโลหิตแล้วก็คุ้มครองป้องกันการ
ตันของไขมันภายในเส้นเลือด
คุณประโยชน์ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนนิดหน่อย ใช้ละลายเสลด, แก้มึนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,ไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกแฉะเย็นมีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่เคยรู้ต้นเหตุ,ลดการติเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีคุณประโยชน์แก้วิงเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม สามารถคุ้มครองผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดบางส่วน มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและก็ตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อยยุ่ย แผลเปื่อยยุ่ย ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกและก็ใบต้มน้ำกินใช้ขับลมแล้วก็ขับปัสสาวะ  ในประเทศอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกเลือดและก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำกิน แก้อาการปวดตามข้อ
สรรพคุณถั่งเช่า
ถั่งเช่า สรรพคุณถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยทำให้อสุจิแข็งแรก เพราะเหตุว่าการกินถั่งเช่าจะนำมาซึ่งการทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์เพิ่มมากขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในน้ำอสุจิได้ โดยจากการศึกษาในผู้ชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในน้ำอสุจิเพิ่มขึ้น 33% อีกทั้งยังลดปริมาณสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% และเมื่อศึกษาเล่าเรียนเสริมเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มสิ่งที่ต้องการทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังมีคุณลักษณะในการคุ้มครองปกป้องรวมทั้งสร้างเสริมการทำงานของต่อมหมวกไต และเพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ช่วยปรับให้หลักการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยทำให้ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ ทั้งยังช่วยทุเลาอาการหัวใจขาดออกสิเจน และก็เพิ่มออกสิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยทำให้ปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ  ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานมากขึ้นเรื่อยๆต้านโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับการต้านมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความหมายสำหรับการต้านทานการเกิดโรคมะเร็ง ป้องกันการเกิดและก็การแพร่ของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีสรรพคุณควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูการทำงานของไต สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การรับประทานถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง รวมทั้งทำให้สุขภาพไตดียิ่งขึ้น ทั้งยังลดความเสียหายของไตที่เกิดขึ้นมาจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมแนวทางการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลพวงจากพิษ แล้วก็คุ้มครองการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเลี่ยงในการกำเนิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยเสริมสร้างแนวทางการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกมากเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วก็เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกสร้างในจำนวนที่พอเพียงต่อสุขภาพร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกจำพวกที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษหมากัด แบบเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกมาจากมดลูกหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการประจำเดือนมาเปลี่ยนไปจากปกติ , เจ็บท้องระหว่างมีระดู ตกขาว ขับน้ำคร่ำ แก้ธาตุพิการของกินไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยเหล้า รับประทานทีละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้เจ็บมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และก็ดื่ม เพื่อสภาพร่างกาย รวมทั้งมดลูกฟื้นได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ รวมทั้งดื่มเสมอๆตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้โรคไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร คุ้มครองโรคมะเร็งชนิดต่างๆลดลักษณะของการปวดบวมของแผล แล้วก็ต่อต้านการอักเสบของแผล ถ้าเป็นแผลข้างในจะใช้การต้มน้ำดื่ม ถ้าเกิดเป็นแผลด้านนอกบางทีอาจใช้ทั้งการต้มน้ำกิน ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นกรรมวิธีการสร้างเซลล์ใหม่ รวมทั้งการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์รอยแผล ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวมองดูผ่องใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

Tags : ขายกวาวเครือขาว,รับผลิตกวาวเครือขาว

หน้า: [1] 2 3 ... 21