แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Tawatchai1212

หน้า: [1] 2 3
1

เหงือกปลาหมอ
เหงือกปลาหมอ ชื่อสามัญ Sea holly, Thistleplike plant
เหงือกปลาหมอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Acanthus ebracteatus Vahl (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acanthus ilicifolius Lour., Acanthus ilicifolius var. ebracteatus (Vahl) Benoist, Dilivaria ebracteata (Vahl) Pers.) จัดอยู่ในตระกูลเหงือกปลาหมอ(ACANTHACEAE)
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า แก้มแพทย์ (จังหวัดสตูล), แก้มแพทย์เล (กระบี่), อีเกร็ง (ภาคกึ่งกลาง), นางเกร็ง จะเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน ฯลฯ
เหงือกปลาแพทย์มีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ คือ จำพวกที่เป็นดอกสีม่วง (Acanthus ilicifolius L.) ที่พบบ่อยทางภาคใต้ รวมทั้งพันธุ์ที่เป็นดอกสีขาว (Acanthus ebracteatus Vahl) ที่มักพบทางภาคกึ่งกลางแล้วก็ภาคทิศตะวันออก และเป็นพรรณไม้ที่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดสมุทรปราการ
เหงือกปลาแพทย์ สมุนไพรใกล้ตัวหรือบางทีก็อาจจะเรียกว่าเป็นสมุนไพรชายน้ำหรือชายเลนก็ได้ สามารถนำคุณประโยชน์ทางยามาใช้สำหรับในการรักษาโรคได้หลายประเภท ที่เด่นมากมายก็คือการนำมารักษาโรคผิวหนังได้แทบทุกชนิด แก้น้ำเหลืองเสีย และการนำมาใช้รักษาริดสีดวงทวาร ฯลฯ โดยส่วนที่ประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรก็ได้แก่ ส่วนลำต้นอีกทั้งสดแล้วก็แห้ง ใบทั้งสดแล้วก็แห้ง ราก เมล็ด แล้วก็ทั้งต้น (ส่วนอีกทั้ง 5 ประกอบไปด้วย ต้น ราก ใบ ผล เมล็ด)
รูปแบบของเหงือกปลาหมอ
ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งชัน มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 1.5 ซม. เพาะพันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเมล็ดรวมทั้งการใช้กิ่งปักชำ เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้ง เติบโตได้ดีในที่ร่มและก็ในที่ที่มีความชุ่มชื้นสูง ชอบขึ้นตามชายน้ำหรือรอบๆริมฝั่งลำคลองบริเวณปากแม่น้ำ ดังเช่น บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกเหนือปากคลองมหาวงก์ และที่โรงเรียนนายเรือ เป็นต้น
ต้นเหงือกปลาหมอ
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบคนเดียว รูปแบบของใบมีหนามคมอยู่ขอบขอบใบและปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบเป็นเงาลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีชำเลืองสีขาวเป็นแถวก้างปลา เนื้อเรือใบแข็งแล้วก็เหนียว ใบกว้างราวๆ 4-7 ซม. รวมทั้งยาวราวๆ 10-20 เซนติเมตร ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
ใบเหงือกปลาหมอ
ดอกเหงือกปลาหมอ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวราว 4-6 นิ้ว ดอกมีชนิดดอกสีม่วง (หรือสีฟ้า) รวมทั้งจำพวกดอกสีขาว ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน บริเวณกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้รวมทั้งเกสรตัวเมียอยู่
ดอกเหงือกปลาหมอ
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ
ผลเหงือกปลาหมอ รูปแบบของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอก รูปไข่ หรือกลมรี ยาวราว 2-3 ซม. เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ภายในฝักมีเมล็ด 4 เมล็ด
คุณประโยชน์ของเหงือกปลาหมอ
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพแข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นโลหิตไม่อุดตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคละเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน ว่ากันว่าหากกินต่อเนื่องกัน 1 เดือน จะทำให้สติปัญญาดี ไม่มีโรค / 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง / 3 เดือน ทำให้ริดสีดวงหาย / 4 เดือน ช่วยแก้ลม 12 ประเภท หูดี / 5 เดือน หมดโรค / 6 เดือน ทำให้เดินไม่เคยรู้เหน็ดเหนื่อย / 7 เดือนผิวสวย / 8 เดือน เสียงน่าฟัง / 9 เดือน หนังเหนียว (อีกทั้งต้น, ราก)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยทำนุบำรุงประสาท (ราก)
ช่วยรักษาอาการธาตุเปลี่ยนไปจากปกติ (ทั้งยังต้น)
ช่วยทำให้เลือดลมปกติ (ทั้งยังต้น)เหงือกปลาหมอขาว
ช่วยให้เจริญอาหาร (อีกทั้งต้น)
ช่วยแก้โรคกระษัย อาการผอมแห้งเหลืองหมดทั้งตัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงรับประทานทุกวัน (ต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนทั้งตัว เจ็บระบบหมดทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนหัว หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอแล้วก็เปลือกมะรุมอย่างละเท่ากัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือนิดหน่อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำเดือดจนงวดแล้วชูลง เมื่อเสร็จให้กลั้นใจกินขณะอุ่นๆจนหมด อาการก็จะ (ทั้งยังต้น)ช่วยยั้งโรคมะเร็ง ต้านโรคมะเร็ง (ทั้งต้น)
ช่วยรักษาอาการปอดอักเสบ ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอต้นรวมทั้งข้าวเย็นเหนือ อาหารมื้อเย็นใต้ในสัดส่วนที่เท่ากัน นำมาต้มกับน้ำจนเดือดแล้วนำมาดื่มในขณะอุ่นๆทีละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน เย็น อาการจะดียิ่งขึ้น (ทั้งต้น)
รักษาปอดอักเสบ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ใบ)
ต้นมีรสเค็มกร่อย สรรพคุณช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว (ต้น)
รากช่วยแก้รวมทั้งบรรเทาอาการไอ หรือจะใช้เมล็ดเอามาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้ด้วยเหมือนกัน (ราก, เมล็ด)
ช่วยแก้โรคหืดหอบ (ราก)
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ต้นนำมาตำผสมเป็นน้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้อาการเจ็บตา ตาแดง ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งต้นนำมาตำผสมกับขิง คั้นเอาแต่น้ำใช้หยอดตาแก้อาการ (ต้น)
ใบช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยแก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอมาตำผสมกับขิง (ทั้งยังต้น)
ช่วยแก้พิษไข้หัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นและก็รากเอามาต้มอาบแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ (เมล็ด)
ช่วยขับเสมหะ (ราก)
ถ้าเกิดเป็นลมเป็นแล้ง ให้ใช้ต้นเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / พริกไทย 2 ส่วน ผสมรวมกัน ตำอย่างรอบคอบเป็นผงแล้วนำมาละลายน้ำร้อนดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้อีกทั้งต้นแล้วก็พริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน (อีกทั้งต้น)

ช่วยขับพยาธิ (เม็ด)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้ (ต้น, ใบ)
ช่วยขับปัสสาวะ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษามุตกิดระดูขาว ตกขาวของสตรี ด้วยการกางใบและก็ต้นนำมาตำเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานแก้อาการ (ต้น, ใบ, ราก)
ช่วยแก้ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติของสตรี ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันงา (ต้น)
ช่วยรักษานิ่วในไต ด้วยการกางใบนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้ไตพิการ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ผลช่วยขับโลหิต หรือจะใช้เม็ดผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากิน หรือใช้ต้น 10 ส่วนและก็พริกไทย 5 ส่วน ผสมทำเป็นยาลูกกลอนกินก็ได้ (เมล็ด, ผล, อีกทั้งต้น)
ช่วยฟอกโลหิต ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้)
แก้พิษเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (เปลือกต้น)
ช่วยรักษาแผล ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาตำผสมกับหัวสามสิบ ในอัตราส่วน 2:1 (อีกทั้งต้น)
ต้นเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลพุพอง (ต้น)
ใบมีรสเค็มกร่อย คุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ต้น 3-4 ต้น เอามาหั่นเป็นชิ้น แล้วต้มน้ำอาบแก้อาการ (ต้น, ใบ, เม็ด)
สำหรับผู้เจ็บป่วยเอดส์ที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง หากใช้ต้นมาต้มอาบแล้วก็ทำเป็นยารับประทานติดต่อกันประมาณ 3 เดือนจะช่วยให้ลักษณะของแผลพุพองทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด (ต้น)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังหรือประดง รักษากลากโรคเกลื้อน อีสุกอีใส (ใบ)
ช่วยรักษาโรคขี้เรื้อน คุดทะราด ด้วยการใช้อีกทั้งต้นเอามาตำมัวแต่น้ำดื่ม (อีกทั้งต้น)
ช่วยแก้ผดผื่นคันตามร่างกาย ใช้ล้างแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดและใบสดล้างสะอาดราว 3-4 กำมือ เอามาสับแล้วต้มกับน้ำอาบแก้ผื่นคันต่อเนื่องกัน 3-4 ครั้ง (ต้น, ใบ)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ลมพิษ (ต้น)
รากสดนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคงูสวัดได้ (ราก)
ช่วยรักษาฝี ฝีเรื้อรัง แผลฝีหนอง โรคฝีดาษ ตัดรากฝี แก้พิษฝีทุกชนิดทั้งภายในข้างนอก ด้วยการใช้ต้นและใบทั้งยังสดและก็แห้งราวๆ 1 กำมือ นำมาบดอย่างถี่ถ้วน แล้วนำมาพอกรอบๆที่เป็นฝี หรือแนวทางลำดับที่สองจะนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มในน้ำเดือดทิ้งเอาไว้ 10 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนที่จะกินอาหารทีละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง โดยประมาณ 2-3 อาทิตย์ หรือจะใช้เม็ดเอามาคั่วให้เกรียมแล้วป่นอย่างรอบคอบ ชงกับน้ำกินเป็นยาแก้ฝีก็ได้ (ต้น, ใบ, เม็ด)
เม็ดใช้ปิดพอกฝี (เม็ด)
ผลมีรสเผ็ดร้อน คุณประโยชน์ช่วยถอนพิษ (ผล, ต้น)
ใบสดนำมาตำอย่างละเอียด สามารถใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัดได้ (ใบ)
ช่วยแก้ผิวแตกตลอดตัว ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ (ทั้งต้น)
ต้น ถ้าหากนำมาใช้จะช่วยแก้โรคเหน็บชา อาการชาตลอดตัวได้ (ต้น)
รากมีสรรพคุณช่วยแก้อัมพาต (ราก)
แก้อาการเจ็บข้างหลังเจ็บเอว ด้วยการใช้ต้นกับชะเอมเทศนำมาบดเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนกิน (ต้น)
ใบใช้เป็นยาประคบปรับปรุงแก้ไขข้ออักเสบแล้วก็แก้ลักษณะของการปวดต่างๆ(ใบ)
ช่วยทำนุบำรุงรากผม ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบเอามาทาให้ทั่วหัว จะช่วยบำรุงรากผมได้ (ใบ)
ประโยชน์ของเหงือกปลาหมอ
ในขณะนี้สมุนไพรเหงือกปลาหมอมีการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาแคปซูลสมุนไพร (เหงือกปลาหมอแคปซูล) หรือเป็นยาชงสมุนไพร (เหงือกปลาแพทย์ผงสำเร็จรูป) หรือในลักษณะของยาเม็ด
นอกจากการใช้เป็นยาสมุนไพรที่ใช้สำหรับการอบตัวหรืออบด้วยละอองน้ำ สมุนไพรเหงือกปลาหมอยังใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สบู่ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนสีผม จนกว่ายาสระผมของสุนัข เป็นต้น
แหล่งอ้างอิง
: เว็บที่ทำการโครงงานอนุรักษ์กรรมพันธุ์พืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, หนังสือพิมพ์บ้านเมือง (ช่ำชอง หิมะคุณ), หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4, ฐานข้อมูลพืชพันธุ์ไม้ หน่วยงานส่วนพฤกษศาสตร์, ที่ทำการกองทุนช่วยเหลือการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หนังสือยอดสมุนไพรยาอายุวัฒนะ (คุณครูยุยงวดี จอมคุ้มครอง), หนังสือการบริหารร่างกายแกว่งแขน (โชคชัย ปัญจสินทรัพย์) http://www.disthai.com/

2

บุก (Amorphophallus spp.) มีชื่อสามัญว่า Konjac (คอนจัค)12 ในไทยจะใช้บุกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson หรือที่เราเรียกว่า “บุกคางคก” ซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกันกับบุกจำพวกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus konjac K.Koch แต่ว่าต่างพันธุ์กัน ซึ่งมีคุณลักษณะและคุณประโยชน์ทางยาที่ใกล้เคียงกัน แล้วก็สามารถประยุกต์ใช้แทนกันได้
บุก
บุก ชื่อสามัญ Devil’s tongue, Shade palm, Umbrella arum
บุก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amorphophallus konjac K.Koch (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amorphophallus rivieri Durand ex Carrière) จัดอยู่ในสกุลบอน (ARACEAE)
สมุนไพรบุก มีชื่อเรียกอื่นว่า หมอ ยวี จวี๋ ยั่ว (จีนแต้จิ๋ว), แพทย์ยื่อ (จีนแมนดาริน) ฯลฯ
ต้นบุก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีอายุหลาย ลำต้นแทงขึ้นมาจากหัวใต้ดิน มีความสูงของต้นประมาณ 50-150 เซนติเมตร หัวที่อยู่ใต้ดินนั้นมีขนาดใหญ่ ลักษณะของหัวเป็นรูปค่อนข้างจะกลมแบนเล็กน้อย หรือกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 25 ซม. ผิวเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ลำต้นแล้วก็กิ่งมีลักษณะกลมใหญ่ เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวมีลายแต้มสีขาวปะปนอยู่
หัวบุก
ใบบุก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลมรี ปลายใบแหลม ส่วนขอบของใบเรียบ ใบมีปริมาณยาวราวๆ 15-20 เซนติเมตร
ใบบุก
ดอกบุก มีดอกเป็นดอกลำพัง ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงทรงกระบอกกลมแบน มีกลิ่นเหม็น สีม่วงแดงอมเขียว มีกาบใบยาวราวๆ 30 เซนติเมตร สีม่วงอมเหลือง โผล่ขึ้นพ้นจากกลีบเลี้ยงที่มีสีม่วง
ผลบุก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมแบน เมื่อสุกจะเป็นสีส้ม
ดอกและผลบุก
บุกคางคก
บุกคางคก ชื่อสามัญ Stanley’s water-tub, Elephant yam
บุกคางคก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amorphophallus campanulatus Decne.) จัดอยู่ในสกุลบอน (ARACEAE)
สมุนไพรบุกคางคก มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า บุกหลวง บุกหนาม เบีย เบือ (แม่ฮ่องสอน), บักกะเดื่อ (จังหวัดสกลนคร), กระบุก (จังหวัดบุรีรัมย์), บุกคางคก บุกลุกงคก (จังหวัดชลบุรี), หัวบุก (ปัตตานี), มันซูรัน (ภาคกลาง), บุก (ทั่วๆไป), กระแท่ง บุกรอคอย หัววุ้น (ไทย), บุกอีรอกเขา ฯลฯ
ต้นบุกคางคก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกชนิดกะแท่งหรือเท้าคุณยายม่อมหัว แก่ได้นานนับเป็นเวลาหลายปี มีความสูงของต้นประมาณ 5 ฟุต มีลักษณะของลำต้นอวบอ้วนและก็อวบน้ำไม่มีแก่น ผิวตะปุ่มตะป่ำ ลำต้นกลมแล้วก็มีลายเขียวๆแดงๆลักษณะที่คล้ายกับคนเป็นโรคผิวหนัง ต้นบุกนั้นเพาะพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ พรรณไม้ประเภทนี้จะงอกงามในช่วงฤดูฝน และก็จะโรยราไปในช่วงต้นฤดูหนาว ในประเทศไทยมักพบขึ้นเองตามป่าราบหาดทรายและที่อำเภอศรีราชา ส่วนในเมืองนอกบุกคางคกนั้นเป็นพืชพื้นบ้านในเอเซียอาคเนย์ เจอได้ตั้งแต่ศรีลังกาไปจนกระทั่งอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์
ต้นบุกคางคก
หัวบุกคางคก คือส่วนของหัวที่อยู่ใต้ดิน มีลักษณะค่อนข้างจะกลมและมีขนาดใหญ่สีน้ำตาล ผิวขรุขระ เส้นผ่าศูนย์กลางของหัวบุกนั้นจะมีขนาดตั้งแต่ 15 ซม.ขึ้นไป เนื้อในหัวเป็นสีเหลืองอมชมพู สีชมพูสด สีขาวขุ่น สีครีม สีเหลืองอ่อน สีเหลืองอมขาวละเอียดและก็เป็นเมือกลื่น มียาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวสด ถ้าหากสัมผัสเข้าจะมีผลให้กำเนิดอาการคันได้ ก่อนนำมาปรุงเป็นของกินนั้นจึงจะต้องทำให้เป็นเมือกโดยการต้มในน้ำเดือดซะก่อน โดยน้ำหนักของหัวนั้นมีตั้งแต่ 1 กรัม ไปจนกระทั่ง 35 กก.
บุกคางคก
ใบบุกคางคก ใบเป็นใบลำพัง ออกที่ปลายยอดของต้น ใบแผ่ออกเหมือนกางร่มแล้วหยักเว้าเข้าหาเส้นกลางใบ ส่วนขอบของใบจะเว้าลึก ก้านใบกลม อวบน้ำรวมทั้งยาวได้ประมาณ 150-180 ซม.
ใบบุกคางคก
ดอกบุกคางคก มีดอกเป็นช่อ ดอกแทงขึ้นมาจากพื้นดินบริเวณของโคนต้น เป็นแท่งมีลายสีเขียวหรือสีแดงแกมสีน้ำตาล (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) ดอกออกเป็นช่อ แทงขึ้นมาจากหัวที่อยู่ใต้ดิน ก้านช่อดอกสั้น มีใบแต่งแต้มเป็นรูปห่อช่อดอก ขอบหยักเป็นคลื่นและก็บานออก ปลายช่อดอกเป็นรูปกรวยคว่ำขนาดใหญ่ ยับเป็นร่องลึก สีแดงอมน้ำตาลหรือสีม่วงเข้ม ดอกเพศผู้อยู่ตอนบน ส่วนดอกเพศเมียอยู่ตอนล่าง ดอกมีกลิ่นเหม็นคล้ายซากสัตว์เน่า
ดอกบุกคางตาราง
ผลบุกคางคก ผลสำเร็จสด เนื้อนุ่ม รูปแบบของผลเป็นทรงรียาว ปริมาณยาวราวๆ 1.2 ซม. ผลมีหลายชิ้นชิดกันเป็นช่อๆ(สิบถึงร้อยร้อยผลต่อหนึ่งช่อดอก)ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนสีเหลือง สีส้ม จนถึงสีแดง ข้างในผลมีเมล็ดประมาณ 1-3 เมล็ด โดยมีสันขั้วเม็ดของแต่ว่าเม็ดแยกออกมาจากกัน เม็ดมีลักษณะกลมรีหรือเป็นรูปไข่
สรรพคุณของบุก
หัวบุกมีรสเผ็ด เป็นยาร้อน มีพิษ ออกฤทธิ์ต่อม้าม ตับ รวมทั้งระบบทางเดินอาหาร มีคุณประโยชน์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด (หัว)
ใช้เป็นของกินสำหรับคนไข้โรคเบาหวานและก็ผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง ด้วยการแยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วชงกับน้ำดื่ม โดยให้ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว นำมาชงกับน้ำกินก่อนกินอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ
หัวใช้เป็นยารักษาโรคโรคมะเร็ง (หัว)
ใช้เป็นยาแก้ไข้จับสั่น (หัว)
ช่วยแก้อาการไอ (หัว)
หัวใช้เป็นยากัดเสลด ละลายเสมหะ ช่วยกระจัดกระจายเสมหะที่ตันบริเวณหลอดลม (หัว)
หัวบุกมีรสเบื่อคัน ใช้เป็นยากัดเสลดเถาดาน และก็เลือดจับกันเป็นก้อน (หัว)
หัวนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคท้องมาน (หัว)
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ราก)
ช่วยแก้ระดูไม่มาของสตรี (หัว)6 ช่วยขับรอบเดือนของสตรี (ราก)
หัวเอามาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้โรคตับ (หัว)
ใช้แก้พิษงู (หัว)
ใช้เป็นยาแก้แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก (หัว)
หัวใช้หุงเป็นน้ำมัน ใช้ใส่บาดแผล กัดฝ้าและก็กัดหนองได้ดี (หัว)1,2,3,4 บางข้อมูลระบุว่ารากใช้เป็นยาพอกฝีได้ (ราก)
ใช้แก้ฝีหนองบวมอักเสบ (หัว)6
หัวใช้เป็นยาแก้ปวดบวม แก้บวมช้ำ (หัว)
บุก เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากกว่าไวอากร้า หรือเป็นยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ โดยคุณนิล วิหค (บ้านหนองพลวง ต.โคกกึ่งกลาง อ.ลำปลายกาญจนา จังหวัดจังหวัดบุรีรัมย์) แนะนำให้ลองพิสูจน์ ด้วยการเอาไม้พิงปากหม้อแล้วนำสมุนไพรบุกคางคก เอาพวงเมล็ดเอามาย่างไฟให้หอมก่อน แล้วใช้ผูกกับไม้ห้อยจุ่มลงไปในหม้อต้มใส่น้ำพอเพียงท่วมเม็ดบุก ต้มจนถึงเม็ดบุกตกลงหม้อ ตัวยาก็จะไหลลงมาด้วย เมื่อเดือดแล้วหลังจากนั้นก็ให้เติมน้ำตาลพอสมควรลงไปต้มให้พอเพียงหวาน หลังจากนั้นทดลองชิมดู ถ้ายังมีลักษณะคันคออยู่ก็ให้เพิ่มเติมน้ำตาลเพิ่มและหลังจากนั้นก็ค่อยชิมใหม่ ถ้าเกิดไม่มีอาการคันคอก็แสลงว่าใช้ได้ และให้นำสมุนไพรโด่ไม่ทราบล้มใส่เข้าไปด้วยราว 1 กำมือ แล้วต้มให้เดือด ปล่อยให้เย็นและก็เก็บเอาไว้ในตู้แช่เย็น ใช้ดื่ม 1 เป็ก ประมาณ 30 นาที จะปวดท้องฉี่โดยธรรมชาติ ภายหลังจากอาวุธนั้นจะพร้อมสู้โดยทันที (ผล)
หมายเหตุ : สำหรับวิธีการใช้ให้แยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วนำมาชงกับน้ำ ส่วนขนาดที่ใช้นั้นให้ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว ชงกับน้ำดื่มก่อนที่จะกินอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ2 ส่วนการใช้ตาม 6 ให้ใช้ทีละ 10-15 กรัม (เข้าใจว่าคือส่วนของหัว) นำมาต้มกับน้ำนาน 2 ชั่วโมง ก็เลยสามารถนำมากินได้ ถ้าหากเป็นยาสดให้ใช้ตำพอกหรือเอามาฝนกับน้ำส้มสายชู หรือต้มเอาน้ำใช้ล้างรอบๆที่เป็นแผล
ในเนื้อหัวบุกป่าจะมีผลึกของแคลเซียมออกซาเลท (Calcium oxalate) เป็นจำนวนมาก ที่กระตุ้นให้เกิดอาการคัน ส่วนเหง้าแล้วก็ก้านใบถ้าปรุงไม่ดีแล้วรับประทานเข้าไปจะก่อให้ลิ้นพองและคันปากได้8ก่อนเอามากินต้องกำจัดพิษออกก่อน และไม่รับประทานกากยาหรือยาสด6
แนวทางการกำจัดพิษจากหัวบุก ให้นำหัวบุกมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตำพอเพียงแหลก คั้นเอาน้ำออกพักไว้ นำกากที่ได้ไปต้มน้ำ แล้วคั้นเอาแต่น้ำ นำไปผสมกับน้ำที่คั้นทีแรก และจากนั้นจึงนำไปต้มกับน้ำปูนใสเพื่อให้พิษหมดไป เมื่อเดือดก็พักไว้ให้เย็น จะจับกุมกันเป็นก้อน จึงสามารถใช้ก้อนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นในการประกอบอาหารหรือนำไปตากแห้งเพื่อใช้เป็นยาได้6หากอาการเป็นพิษจากการกินบุก ให้กินน้ำส้มสายชูหรือชาแก่ แล้วตามด้วยไข่ขาวสด แล้วให้รีบไปพบหมอ
เหตุเพราะวุ้นบุกสามารถขยายตัวได้มาก (ไม่ต่ำกว่า 20 เท่าของเนื้อวุ้นแห้ง) จึงไม่ควรบริโภควุ้นบกวันหลังการรับประทาน แต่ให้รับประทานก่อนรับประทานอาหารไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนการบริโภคของกินที่ผลิตขึ้นมาจากวุ้น ได้แก่ วุ้นก้อนรวมทั้งเส้นวุ้น สามารถบริโภคพร้อมของกินหรือหลังรับประทานอาหารได้ ด้วยเหตุว่าวุ้นดังกล่าวได้ผ่านวิธีการและได้ขยายตัวมาก่อนแล้ว และการการที่จะขยายตัวหรือขยายตัวได้อีกนั้นก็เลยเป็นได้ยาก ส่วนในเรื่องของคุณค่าทางโภชนาการนั้นพบว่าวุ้นบุกไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เนื่องจากว่าไม่มีการสลายตัวเป็นน้ำตาลภายในร่างกาย และไม่มีวิตามินและก็ธาตุ หรือสารอาหารใดๆที่มีประโยชน์ต่อสภาพร่างกายเลยกลูวัวแมนแนนส่งผลทำให้การดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมันน้อยลง (อย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และก็วิตามินเค) ซึ่งจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมได้ แต่ว่าจะไม่เป็นผลต่อการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในน้ำ (ดังเช่นว่า วิตามินบีรวม วิตามินซี)
การกินผงวุ้นบุกในปริมาณมาก อาจจะเป็นผลให้มีลักษณะอาการท้องเสียหรือท้องขึ้น มีอาการอยากกินน้ำมากยิ่งกว่าเดิม บางบุคคลอาจมีอาการเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของบุก
สารที่พบ เป็นต้นว่า สาร Glucomannan, Konjacmannan, D-mannose, Takadiastase, แป้ง, โปรตีนบุก, วิตามินบี, วิตามินซี แล้วก็ยังพบสารที่เป็นพิษเป็นConiine, Cyanophoric glycoside ก้านบุกพบสาร Uniine แล้วก็วิตามินบีที่ก้านช่อดอก6 รวมทั้งหัวบุกยังมีโปรตีนอยู่ร้อยละ 5-6 รวมทั้งมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูงปริมาณร้อยละ 672หัวบุกมีสารสำคัญเป็นกลูโคแมนแนน (Glucomannan) เป็นสารชนิดคาร์โบไฮเดรต ซึ่งประกอบด้วยกลูโคส แมนโนส รวมทั้งฟรุคโตส สารกลูวัวแมนแนนสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เพราะมีความเหนียว ช่วยยั้งการดูดซึมของเดกซ์โทรสจากทางเดินอาหาร ยิ่งหนืดมากก็ยิ่งมีผลการดูดซึมเดกซ์โทรส ด้วยเหตุนั้น กลูโคแมนแนน ซึ่งเหนียวกว่า gua gum จึงสามารถลดน้ำตาลได้ดีกว่า ก็เลยใช้แป้งเป็นวุ้นเป็นของกินสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแล้วก็สำหรับผู้ที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงสารกลูวัวแมนแนน (Glucomannan) จะมีปริมาณไม่เหมือนกันออกไปตามชนิดของบุก5
แป้งจากหัวบุกนั้นประกอบไปด้วยกลูโคนแมนแนนประมาณ 90% รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมอื่นๆได้แก่ alkaloid, starch, สารประกอบไนโตเจนต่างๆsulfates, chloride, และสารพิษอื่น โมเลกุลของกลูวัวแมนแนนนั้นหลักๆแล้วจะประกอบไปด้วยน้ำตาลสองชนิดหมายถึงกลูโคส 2 ส่วน รวมทั้งแมนโนส 3 ส่วน โดยประมาณ เชื่อมต่อกันระหว่างคาร์บอนตำแหน่งที่ 1 ของน้ำตาลชนิดที่สอง กับคาร์บอนตำแหน่งที่ 4 ของน้ำตาลจำพวกแรกแบบ ?-1, 4-glucosidic linkage ซึ่งต่างจากแป้งที่พบในพืชทั่วๆไป จึงไม่ถูกย่อยโดยกรดรวมทั้งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เพื่อให้น้ำตาลที่ให้พลังงานได้8 เว้นแต่กลูโคแมนแนนจะพบได้ในบุกแล้ว ยังเจอได้ในว่านหางจระเข้อีกด้วย9
กลูโคแมนแนน (Glucomannan) สามารถดูดน้ำแล้วก็พองตัวได้มากถึง 200 เท่า ของปริมาณเดิม เมื่อเรากินกลูวัวแมนแนนก่อนกินอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงทีละ 1 กรัม กลูวัวแมนแนนจะดูดน้ำที่มีมากมายในกระเพาะอาหารของเรา แล้วมีการพองตัวจนถึงทำให้เรารู้สึกอิ่มของกินได้เร็วและก็อิ่มได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้พวกเรารับประทานได้น้อยลงกว่าธรรมดาด้วย ทั้งกลูวัวแมนแนนจากบุกก็มีพลังงานต่ำมากมาย กลูโคแมนแนนจึงช่วยสำหรับการควบคุมน้ำหนักและก็เป็นอาหารของคนที่อยากได้ลดหุ่นได้เป็นอย่างดี8
เมื่อนำสารที่สกัดได้จากบุกที่มีการกำจัดพิษแล้ว ให้หนูใหญ่รับประทานทีละ 15 กรัม ต่อ 1 กิโล ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 2-3 อาทิตย์ พบว่าระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูน้อยลงคิดเป็น 44% และ Triglyceride ลดน้อยลงคิดเป็น 9.5%6
สาร Glucomannan มีฤทธิ์ดูดซับน้ำในกระเพาะและก็ลำไส้ได้ดีมากมาย และยังสามารถไปกระตุ้นน้ำย่อยในลำไส้ให้มากยิ่งขึ้น ทำให้มีการขับของที่ค้างในไส้ได้เร็วขึ้น6สารสกัดแอลกอฮอล์จากหัวบุก สามารถยับยั้งการก้าวหน้าของเชื้อวัณโรคในหลอดแก้วได้5
เมื่อนำสารที่สกัดได้จากบุกที่มีการกำจัดพิษแล้ว ให้หนูใหญ่ที่มีอาการบวมที่ขากินครั้งละ 15 กรัม ต่อ 1 โล พบว่าอาการบวมที่ขาของหนูน้อยลง6
คุณประโยชน์ของบุกคนประเทศไทยพวกเรานิ http://www.disthai.com/

3

ถั่งเช่า
ทำไม....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้าไม่เห็นผล
ทำไมถั่งเช่าถึงแพง
ด้วยความที่ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมมากในปัจจุบันทำให้ราคาของสมุนไพรชนิดนี้สูงมากอย่างต่ำเกรดธรรมดาๆก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่ถ้าเกิดเป็นแบบอย่างดีราคาสูงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทเลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เพราะว่าถั่งเช่าไม่ได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ไม่เหมือนกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ที่สามารถหากันง่ายกว่านี้ สมุนไพร ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก และมีสภาพอากาศที่คนปกติทั่วไปไม่สามารถเข้าไปหาถึงได้ง่ายๆ ต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าเท่านั้น อีกทั้งถั่งเช่ายังมีสรรพคุณยังมีสรรพคุณต่างๆอีกมากมาย ทั้ง ถั่งเช่า ยังช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ ถั่งเช่า หรือช่วยบำรุงอาหารลดน้าตาลในเลือด เป็นต้น แถมยังช่วยชะลอความแก่ และช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศ ได้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ถั่งเช่ามีราคาแพง แต่ตอนนี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามเทือกเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดต่ำลงไปมากกว่าเมื่อก่อน สามารถควบคุมปริมาณสาระสำคัญได้เป็นเพาะในสภาพควบคุม และยังขจัดปัญหาสารโลหะหนักเจือปนที่ไม่สามารถควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิจัยสรรพคุณของถั่งเช่า ด้วยกัน มีการทดสอบกับหนูทดลองและกลุ่มผูรับการทดลองตัวอย่าง จึงทำให้เราสามารถบอกได้ว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจริงตามที่คนส่วนใหญ่หล่าวอ้าง
-ช่วยลด และรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด และรักษาความสมดูลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ถั่งเช่า ช่วยแก้อาการอ่อนล้าอ่อนเพลียของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่างๆรวมถึงช่วยบำรุงให้กระปรี้กกระเปล่าด้วย
-แก้ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-ถั่งเช่า ช่วยป้องกันการเกาะบริเวณด้านในหลอดเลือดของไขมันเลว(LDL)
-ช่วยบำรุงและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของตับและไต
ทานถั่งเช่าเห็นผลภายในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาคนที่มีอาการจากการที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคไตอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อย เป็นต้น
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนักกีฬาประเภทวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระกำลังเป็นอย่างมาก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของสมุนไพร [url=http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่า[/url]นั้นมีสรรพคุณต่างๆ มากมายก็เพราะว่าในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง โดยสารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ค่อนข้างเป็นอระโยชน์และได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานศึกษาทดลองพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง ต้านเชื้อโรคช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านการโตของเซลล์มะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบสืบพันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย และ เสริมภูมิคุ้มกัน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยกระบวนการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายให้ทำงานดีขึ้น แข็งเร็ว และ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดให้เข้าสู่องคชาติมากขึ้น มำให้การแข็งตัวของอวัยวะเพศนานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่มีอาการอ่อนเพลีย และสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่หลับเต็มอิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของคนเรา มันจะสร้างกลไกการป้องกันโรค และป้องกันการเกิดมะเร็งได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างงานวิจัยบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานวิจัยในตัวของคน ดังนี้
-จากการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จากสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของผู้ชายจากจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้ออสุจิของผู้ชายจากกลุ่มตัวอย่างได้ถึง33%และยังสามารถช่วยลดปริมาณสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือไม่ปกติลงในเชื้ออสุจิของผู้ชายจากกลุ่มตัวอย่าง29%จากการที่แค่ให้ผู้ชายจากกลุ่มตัวอย่างนี้กิน ถั่งเช่าแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างตัวอย่างด้วยกันที่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชาย และเพศหญิงจำนวน 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศลดลงได้ลองกิน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชาย แล้เพศหญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จากสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น โดยแตกต่างจากกลุ่มที่ยังคงรักษาด้วยยาแผนปัจุบันโดยสิ้นเชิง เพราะการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลแค่ได้เพียง 54 % เท่านั้น

4

ขายกระชายดำสุดยอดสมุนไพรไทย
ขายส่งกระชายดำ ถิ่นกำเนินจะอยู่บริเวณในแถบเอเซียอาคเนย์และ สามารถเจอกระชายดำ ที่มีเยอะมากนั้นจะในรอบๆประเทศมาเล และเกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดวจีน และไทยซึ่งจะมี อยู่ครึ้มแนนมากและยังมีการกระจัดกระจายประเภทของ ขายกระชายดำไปทั่วในเอเชียเขตร้อน ตัวอย่างเช่นประเทศจีนตอนใต้ ประเทศอินเดีย และก็ประเทศพม่า
สำหรับประเทศไทยกระชายดำ ได้เป็นสมุนไพร ที่นิยมใช้กันจำนวนหลายชิ้นก็เลยได้เริ่มปลูกขายกระชายดำ เยอะขึ้นเรื่อยๆเลื่อยๆใน จังหวัดต่างๆดังเช่นว่า เลย ตาก กาญจนบุรี และก็จังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ
ขายกระชายดำ นั้นมีสาระแล้วก็คุณประโยชน์ มากมายรวมทั้งยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้หลากหลายชนิด
คุณประโยชน์และประโยชน์ทั้งปวงของ{การขายกระชายดำ[/url]
สมุนไพรกระชายดำ มักใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ลง คนรุ่นเก่ามีความเห็นว่าเมื่อนำ กระชายดำ ไปปลุกเสกจะมีคุณทางคงกระพันชาตรี
คนสมัยเก่าจะใช้กระชายดำ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มสมรรถนะทางเพศ แก้กามตายด้าย(เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ) โดยการใช้ เหง้าหรือส่วนหัวของ กระชายดำ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆเอามาดอกสุราเพื่อใช้เป็นยาชูกำลัง
รับผลิตกระชายดำกระชายดำสามารถบำรุงธาตุในร่างกายเจริญ ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง
ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ในกลางคืน ทำให้นอนสะบาย
ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยจยายเส้นเลือดหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยทำนุบำรุงโลหิต (บำรุงเลือด)
ส่วนประกอบสำคัญ
 

ผงกระชายดำ
ขายกระชายดำ ขายส่งกระชายดำ จำหน่ายกระชายดำ
แคปซูลกระชายดำ รับผลิตกระชายดำ
กระชายดำ เป็นยาอายุวัฒนะยอดนิยมกว้างขวาง
ทั้งผู้บริโภคและก็ในแวดวงแพทย์แผนไทย ได้มีประโยชน์ดังนี้
บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง ขยายเส้นโลหิตในหัวใจ แก้ปวดมวลท้อง ขับปัสวะ ลดลักษณะของการปวดปวดเมื่อย เพิ่มฮอร์โมนให้แก่ผู้ชาย
เพิ่มความสามารถทางเพศให้แก่ท่านชายได้อย่างดีเยี่ยม
เหมาะกับชายที่อยากต้องการกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง
ขายส่งกระชายดำ มีคุณประโยชน์ บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
แก้จุกเสียด แก้เจ็บท้อง ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
ในเพศชาย กระชายดำช่วยทำนุบำรุงฮอร์โมนเพศ เพิ่มความสามารถ
ทางเพศ ช่วยทำให้อวัยวะแข็งนานขึ้น และในผู้หญิง
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษาอาการมดลูกพิการ มดลูกหย่อน
ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ นอกเหนือจากนั้นกระชายดำยังช่วยกระตุ้น
ระบบประสาท ช่วยให้นอนหลับเจริญขึ้น แก้โรคบิด ขับปัสสาวะ
และช่วยรักษาอาการขัดเบา ช่วยขับพิษภายในร่างกาย และก็ยังช่วย
รักษาโรคเกี่ยวกับช่องท้อง เพราะว่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ได้
แคปซูลกระชายดำช่วยให้อวัยวะสืบพันธุ์ชายแข็งตัวได้ง่ายและบ่อยขึ้น มีระยะเวลาสำหรับเพื่อการแข็งตัวนาขึ้น และก็สำหรับคนที่มิได้มีปัญหาดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วก็สามารถกินเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้
นอกจากจะแคปซูลกระชายดำชูกำลังของ ผู้ชายแล้ว กระชายดำยังช่วยทำนุบำรุงโหลิตสตรี(บำรุงเลือดสตรี)
ช่วยแก้อาการตกขาวของเพศหญิง
ช่วยขับรอบเดือน ช่วยให้ระดูที่มาไม่ปกติ กลับมาธรรมดา
ช่วยแก้โรคมดลูกทุพพลภาพ มดลูกย่อนยานได้ โดยการนำเหง้าหรือหัวของ สมุนไพรกระชายดำ มาโขลกแล้วก็สผมกับเหล้าขาว แล้วเอามาดื่ม
ช่วยขับพิษภายในร่างกาย
แก้อาการมือเท้าเย็น
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษา อาการเหน็บชา
ช่วยรักษาลักษณะของการปวดตามข้อ
ช่วยรักษาโรคเก๊า
สมุนไพรอื่นๆ
เจียวกู่หลานสรรพคุณแพทย์แผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสมหะแก้หลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง หมอแผนไทยใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียดเช่นกันแก้อ่อนแรง แก้แผลอักเสบ ช่วยทำให้ไม่อ่อนล้าง่าย แคปซูลกระชายดำเจียวกู่หลาน ในเจียวกู่หลานมีสารจีแพนโนไซด์ (Gypenoside) ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับจินเซนโนไซด์ เจอได้ในโสม ก็เลยทำให้มีสรรพคุณในตำรายาแผนโบราณเป็นช่วยบำรุงร่างกาย ชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ รวมทั้งใช้ขับเสลด แก้ไอ แก้อักเสบ บรรเทาลักษณะของการปวดกระดูก ส่วนเจียวกู่หลานสำหรับในการขายส่งกระชายดำหมอแผนปัจจุบันมีคุณประโยชน์ ลดไขมันและคลอเรสเตอรอลในเลือด ลดการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรคหัวใจ ปรับความสมดุลของระบบเลือด ลดระดับความดันเลือด ควบคุมน้ำตาลในเลือด คุ้มครองโรคเบาหวาน ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องความเสื่อมถอยของเซลล์ต่างๆในร่างกายรับผลิตกระชายดำทั้งยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องตับ คุ้มครองป้องกันโรคความจำไม่ดี ต้านเซลล์มะเร็ง ป้องกันการเกิดสภาวะอุดตันของเส้นโลหิตในสมองได้ขายส่งกระชายดำ
คุณประโยชน์ชาเชียว

  • ชาเขียว มีส่วนสำหรับการรักษาโรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคเหงาหงอยได้เป็นอย่างดี โดยจีนได้มีการใช้ชาเขียวสำหรับการรักษาโรคต่างๆมาเป็นเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยสำหรับการขับสารพิษ และก็ช่วยขับเหงื่อในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเมาสุรา ทั้งยังยังทำให้สร่างเมาได้อย่างดีเยี่ยมรับผลิตกระชายดำ
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการส่งผลให้เกิดการก้าวหน้าของกิน มีส่วนช่วยสำหรับในการเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในไส้ จึงมีส่วนช่วยในการล้างสารพิษและช่วยกำจัดพิษในไส้ได้
  • ช่วยปกป้องการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย
  • แคปซูลกระชายดำป้องกันตับจากพิษต่างๆรวมถึงโรคชนิดอื่นๆซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  • มีฤทธิ์สำหรับการต้านอาการอักเสบ ต้านจุลอินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและก็เชื้อไวรัส แล้วก็ช่วยต้านเชื้อ Botulinus รวมทั้งเชื่อ Staphylococcus
  • มีส่วนช่วยสำหรับการขับฉี่ และช่วยคุ้มครองป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีแล้วก็ในไต
  • ช่วยสำหรับเพื่อการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  • มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีลักษณะอักเสบบวมแดง ส่งผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามเนื้อแล้วก็ข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้ชอบกำเนิดกับกลางคนขายส่งกระชายดำ
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง และก็แก้ผิวร้อนแห้งได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการก่อให้เกิดการคลายเครียดอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะรวมทั้งเบ้าตา ก็เลยทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วงงุน แถมยังส่งผลให้หายใจสดชื่นได้อีกด้วยรับผลิตกระชายดำ
  • ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องร่วง และก็ท้องบิดได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยสำหรับการแก้อาการอยากกินน้ำ ช่วยสำหรับในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสลดได้อีกด้วย


Tags : ขายกระชายดำ,รับผลิตกระชายดำ

5

ต้นหญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร หญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
สกุล    Asteraceae
บ้านเกิดเมืองนอน  หญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมานานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบรวมทั้งนำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของหญ้าหวานมาเป็นองค์ประกอบในชาที่ชงดื่มรวมถึงยาสมุนไพรโบราณ โดยยิ่งไปกว่านั้นในประเทศขว้างรากวัย รวมทั้งบราซิล ซึ่งชื่อเดิมของต้นหญ้าหวานที่คนพื้นเมืองขว้างรากวัยเรียก คือ kar-he-e หรือภาษาประเทศสเปน เรียกว่า yerba ducle หมายความว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่ชนท้องที่ของขว้างรากวัย รวมทั้งบราซิล ใช้ผสมในของกิน หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน รวมทั้งใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบทวีปเอเชียพบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากหญ้าหวานอย่างมากมาย โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหารและก็เครื่องดื่มต่างๆ  ได้แก่ ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด ฯลฯ
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี พุทธศักราช 2518 โดยเป็นการนำมาทดสอบปลูก ในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และก็จังหวัดเชียงราย ในขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค ต้นหญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกประเภทหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้มองดูเป็นทรงพุ่มเตี้ย สูงราวๆ 30-90 ซม. ลำต้นตั้งชัน มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อหุ้มติดกับแกนลำต้น แกนแก่นไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ หญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกคนเดียวๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น และกิ่ง แล้วก็เหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างโดยประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ยาว


ประมาณ 3-4 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย แล้วก็งุ้มเข้ากึ่งกลางแผ่นใบ เมื่อเคี้ยวหรือต้มน้ำจะมีรสหวานจัด

  • ดอก ต้นหญ้าหวานออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกไม้มีจำนวน 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบดอกไม้มีสีขาว ข้างในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล รวมทั้งเกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก เหมือนหนวดปลาดุก ดังนี้ หญ้าหวานจะออกดอกทั้งปี ในฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล ได้ผลสำเร็จแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ภายในมีเม็ดเดี่ยวจำนวนไม่น้อย เม็ดสีดำ มีขนปุยปกคลุม


การขยายพันธุ์  หญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ค่อนข้างจะเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิประมาณ 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ถูกใจดินร่วนหรือดินร่วนคละเคล้าทรายที่ระบายน้ำได้ดี แล้วก็พืชชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 600-700 เมตร
                ด้วยเหตุนั้นก็เลยมีการนำเข้ามาทดลองปลูกภายในประเทศไทยเมื่อปี พุทธศักราช2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าให้ผลผลิตเป็นที่น่าพึงพอใจ ก็เลยมีการเกื้อหนุนให้มีการปลูกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
ต้นหญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 แนวทาง เป็น

  • การเพาะกล้าจากเม็ด มีจุดเด่น คือ ทำได้รวดเร็วทันใจ ลำต้นแตกกิ่งมาก ให้ผลผลิตสูง และนานหลายฤดู รวมทั้งทนต่อโรค และก็แมลงเจริญ แต่ว่ามีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และก็เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานน้อยลงหรือให้ผลผลิตใบลดลง
  • การปักชำกิ่ง มีจุดเด่นเป็นมัธยัสถ์ค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่มีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่ว่ามีข้อเสียหมายถึงใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย แก่การเก็บเกี่ยวสั้น ผลิตผลให้น้อยกว่ากล้าจากเม็ด รวมถึง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค แล้วก็แมลง


สำหรับในการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บคราวแรกได้ 25-30 วัน ข้างหลังปลูก ถ้าหากต้นบริบูรณ์พอเพียง จะเก็บได้สม่ำเสมอเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ราวๆ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้โดยประมาณ 40-60 กิโล/ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตใบสูงสุดในช่วงฤดูฝน และก็ได้ผลผลิตต่ำในช่วงฤดูหนาว รวมทั้งหน้าแล้ง ทั้งนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะมีอายุเก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ จะต้องล้างทำความสะอาด และตากแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งออกเป็น 2 เกรดเป็นเกรด Aและเกรด B หากภาวะใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีด จะถูกคัดเลือกเป็นเกรด B แต่ว่าเกรดของใบไม่มีผลทำให้ความหวานไม่เหมือนกัน
หญ้าหวานแห้ง เกรด B จะพบราว 1 ใน 3 ของจำนวนหญ้าหวานแห้งทั้งผอง หญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กิโล ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาราว 150 บาท/กิโลกรัม และก็ใช้บดเป็นผงต้นหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในกิโลกรัมละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในตอนเดียวกันหรือสูงกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
ส่วนประกอบทางเคมี  ใบหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานราวๆร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานพวกนี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาล 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน แล้วก็ทนไฟได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่ย่อยสลายหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนสำหรับการประกอบอาหาร ใช้ในปริมาณน้อย ไม่มีพิษและก็ไม่มีอันตรายสำหรับในการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากต้นหญ้าหวานประกอบไปด้วยกรุ๊ปสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) และ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกลุ่มน้ำตาลเหล่านี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของหญ้าหวานมีรสหวาน
โดยสารสำคัญต่างๆที่เจอในต้นหญ้าหวานมีหลายแบบ ยกตัวอย่างเช่น
– Stevioside พบได้ทั่วไปที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ประมาณ 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผุยผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน และก็ทนไฟ
คุณสมบัติทางด้านกายภาพ และก็เคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) และก็สาโรจน์ (2547)
ประโยชน์/คุณประโยชน์ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแต่ไม่ก่อกำเนิดพลังงาน (แคลลอรี่) ในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้  จึงมีคุณประโยชน์แล้วก็ประโยชน์ต่างๆมากมายก่ายกอง อาทิเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด คนเจ็บโรคเบาหวานนั้นเสี่ยงมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน นอกนั้น ยังมีเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ได้แก่ มิได้รับอินซูลินหรือยารักษาเบาหวาน กินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป กำเนิดความเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดเชื้อ ซึ่งคุณค่าอีกประการหนึ่งของหญ้าหวานที่บางทีอาจเป็นประโยชน์ต่อคนเจ็บเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏการค้นคว้าที่เล่าเรียนเรื่องนี้มาก งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งได้ให้ผู้เจ็บป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 รับประทานสารสกัดต้นหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการพิสูจน์เลือดหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลง สอดคล้องกับงานศึกษาเรียนรู้อีกชิ้นที่ค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคนเจ็บเบาหวานประเภทที่ 2 ลดลงอย่างเป็นจริงเป็นจังหลังจากรับประทานแป้งที่ทำมาจากหญ้าหวาน
นอกเหนือจากนี้ การกินต้นหญ้าหวานบางทีอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีสุขภาพปกติเช่นเดียวกัน งานศึกษาวิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดสอบกินซูโครส แอสปาแตม แล้วก็หญ้าหวานก่อนกินอาหารมื้อกลางวันและก็มื้อเย็น เป็นเวลา 3 วัน ผลการศึกษาวิจัยพบว่าคนที่รับประทานหญ้าหวานหรูหราน้ำตาลในเลือดและอินซูลินหลังรับประทานอาหารลดน้อยลงมากกว่าผู้ที่กินซูโครสและก็แอสปาแตมอย่างมีนัยสำคัญ นอกนั้น กลุ่มที่รับประทานต้นหญ้าหวานรวมทั้งแอสปาแตมก่อนมื้ออาหารยังรู้สึกอิ่มและไม่กินอาหารอื่นเพิ่มอีกจากมื้อหลัก เหมือนกับการค้นคว้าอีกชิ้นที่ทำให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากใบหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดสอบที่มิได้มีอาการป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในปากหลากหลายประเภท ก็เลยไม่ทำให้อาหารหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานเกิดการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในของกิน รวมทั้งเครื่องดื่ม รวมทั้งผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส รวมทั้งช่วยปกป้องโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับเพื่อการออกรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะแตกต่างจากน้ำตาลซะทีเดียว เนื่องด้วยสารสตีวิโอไซด์จะมีรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายนิดหน่อย จะเลือนลางจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย ยิ่งกว่านั้นสารดังที่กล่าวถึงแล้วยังเป็นสารที่ไม่มีคุณค่าทางอาหารอะไร เนื่องจากว่ามีแคลอรีต่ำมากหรือไม่มีเลย แล้วก็จะไม่ถูกย่อยให้กำเนิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แม้กระนั้นจากจุดด้วยนี้นี่เองก็นับว่าเป็นคุณลักษณะเด่นที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน แล้วก็โรคหัวใจ
ในขณะนี้มีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนที่นาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นหน่วยงานของกินแล้วก็ยาของสหรัฐอเมริกาและกรุ๊ปประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากหญ้าหวานเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 รวมทั้ง พ.ศ. 2554 เป็นลำดับ เมืองไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต และก็ขายหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พุทธศักราช 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พุทธศักราช 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์รวมทั้งของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) และก็ประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหารของหน่วยงานของกินและก็เกษตร รวมทั้งองค์การอนามัยโลก ที่ยูเอ็น (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินรวมทั้งกำหนดค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้  จากผลการวิจัยของทีมงานวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากต้นหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้อย่างปลอดภัยเป็น 7,938 มิลลิกรัม/กก.(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากถ้าเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ๆ เพราะว่าคนโดยมากกินกันประมาณ 2-3 ก็จัดว่ามากเพียงพอต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้ต้นหญ้าหวานโดยสวัสดิภาพเป็นโดยประมาณ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย ถือเป็นจำนวนที่สมควรและไม่หวานมากจนเกินความจำเป็น  แต่ว่าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของอาหารและเกษตรแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในของกิน ได้กำหนดค่าความปลอดภัย เบื้องต้นไว้ไม่เกิน 2 มก.ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกก.ต่อวัน แต่บางทีอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงติดต่อกันโดยเฉพาะคนที่มีสภาวะโรคไตรวมทั้งตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พุทธศักราช2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ มีความหมายว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบต้นหญ้าหวาน ซึ่งประกอบด้วย สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ วัวไซด์ เอ รูบุโซไซด์ และ สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบอาหารต้องมีจำนวนสารในกลุ่มสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมไม่น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน หน่วยงานอาหารและก็เกษตร และองค์การอนามัยโลก แห่งองค์การสหประชาชาติ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา  ในปี ค.ศ.1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska และภาควิชา ได้ออกมาค้นคว้ารายงานศึกษาค้นคว้าของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีจุดบกพร่อง โดยตีพิมพ์ในวารสาร Mutagenesis บอกว่า หญ้าหวานไม่เป็นผลทำให้มีการเกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) อะไร ทั้งนี้ได้ทำการทดลองซ้ำอยู่บ่อยมาก จากนั้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกเยอะแยะที่บอกว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดหญ้าหวานส่งผลน้อยมาก หรือบางครั้งอาจจะไม่เป็นผลเลย รวมทั้งถัดมาก็เลยได้มีการวิเคราะห์ความเป็นพิษพบว่า การวิจัยส่วนใหญ่ระบุว่าต้นหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานใดๆระบุว่าหญ้าหวานให้กำเนิดโรคมะเร็งอะไร  แล้วก็ยังมีการเรียนทางสถานพยาบาลอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่ส่งผลการเล่าเรียนกำหนดถึงกลไกการออกฤทธิ์ในร่างกายมนุษย์เป็น   กลไกการออกฤทธิ์ของหญ้าหวานเป็น สารสกัดของหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลกลูโคสแล้วก็สารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้เรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า และต่อมรับรสบางส่วนจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้รู้สึกถึงรสขมได้น้อย  แล้วก็ระบบทางเดินอาหารของผู้คนก็สามารถสลายตัวและก็แยกไกลโคไซด์ของหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลเดกซ์โทรสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลเดกซ์โทรสที่ได้นี้จำนวนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวไส้เอง ก็เลยมีเดกซ์โทรสจากสารสกัดหญ้าหวานเพียงส่วนน้อยที่ถูกซับไปสู่กระแสเลือด ส่วนสารสตีวิออลรวมทั้งสารโพลีแซคค้างไรด์ (Poly saccharides) นิดหน่อยจะถูกซับเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งส่วนใหญ่ที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การเรียนรู้ทางพิษวิทยา จากการเล่าเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการศึกษาเล่าเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในอาหารในขนาดต่างๆจนถึง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ต่อเนื่องกัน 3 เดือน จนกระทั่ง 2 ปี ไม่เจอความเป็นพิษที่ร้ายแรงต่อตับ รวมทั้งไต อย่างไรก็แล้วแต่มีกล่าวว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดมากถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว มีผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) แล้วก็ creatinine ในเลือดสูงมากขึ้น แต่ขนาดดังกล่าวเป็นขนาดที่สูงขึ้นมากยิ่งกว่าขนาดที่ใช้กินในคนมากมายประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ฉะนั้นผลการค้นคว้าถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นระยะเวลานานจนถึงปัจจุบันปรากฏว่ามีทิศทางทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี คริสต์ศักราช 2009 อเมริกาโดย USFDA ได้พิเคราะห์รวมทั้งประกาศว่า ต้นหญ้าหวานได้รับการยินยอมรับโดยทั่วไปว่าไม่มีอันตราย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดสอบการกลายพันธุ์ของสารสกัดหญ้าหวาน โดย Fujita และแผนก (1979), Okumura
และภาควิชา (1978) รวมทั้ง Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) ทำทดสอบกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli แล้วก็ Bacillus subtilis ผลการทดสอบ พบว่า สารดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไม่ก่อกลายพันธุ์แต่อย่างใด
ข้อเสนอ/ข้อควรระวัง
ถึงแม้ปัจจุบันนี้ยังไม่พบสิ่งที่ไม่อนุญาตใช้หญ้าหวานที่ชัดแจ้ง แต่ว่าสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังคือ

  • ไม่ควรบริโภคหญ้าหวานใน จำนวนที่เกินกว่าที่กำหนดในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำยืนยันความปลอดภัยการบริโภคจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • หลีกเลี่ยงบริโภคหญ้าหวานในเรื่องที่แพ้พืชเครือญาติเดียวกับหญ้าหวาน อย่างเช่น ดอกต้นเบญจมาศ ดาวเรือง เป็นต้น เพราะเหตุว่าผู้ที่แพ้พืชกลุ่มนี้บางทีอาจเสี่ยงมีอาการแพ้ต้นหญ้าหวานได้ด้วยเหมือนกัน
  • ผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานที่กินต้นหญ้าหวานควรหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด และก็ขอความเห็นหมอในทันทีหากมีลักษณะไม่ปกติใดๆก็ตามเนื่องจากต้นหญ้าหวานหรือสินค้าที่มีสารสกัดจากต้นหญ้าหวานอาจก่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินความจำเป็นได้
  • สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร รวมทั้งเด็ก ควรปรึกษาหมอก่อนที่จะมีการบริโภคหญ้าหวานเสมอ
  • ลูกค้าต้นหญ้าหวานบางรายบางทีอาจกำเนิดอาการท้องอืด อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือชาตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์ต้นหญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


6

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคธาลัสซีเมีย เป็นยังไง โรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา (thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง จากพันธุกรรมอันเนื่องมาจากความเปลี่ยนไปจากปกติของการสร้างฮีโมโกลบิน ทําให้สร้างลดลง (thalassemia) และหรือสร้างฮีโมโกลบินไม่ปกติ (hemoglobinopathy) ได้ผลให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะแตกต่างจากปกติและก็มีอายุสั้น (hemolytic anemia) และแตกง่าย โรคธาลัสซีเมียมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal พูดอีกนัยหนึ่ง ทั้งยังพ่อแล้วก็คุณแม่ของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีธาลัสซีภรรยาแอบแฝง หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย (thalassemia trait, carrier, heterozygote) หรือเป็นโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้เจ็บป่วยเกิดอาการซีดเซียวเหลืองเรื้อรังและก็มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา  ดังนี้โรคธาลัสซีภรรยาจัดเป็นโรคโลหิตจางทางกรรมพันธุ์ที่พบได้ทั่วไปที่สุดในโลก สามารถพบได้ทั้งโลก แต่ว่าเจอได้สูงในแถบเอเซียอาคเนย์ รวมทั้งคนภายในถิ่นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศไทย ในประเทศไทย เจอคนเจ็บโรคนี้ปริมาณร้อยละ 1 แล้วก็เจอผู้เป็นพาหะของโรค หรือคนที่มียีนแอบแฝงโดยประมาณปริมาณร้อยละ 30-40 สุดแต่ภูมิภาค ในจังหวัดพิษณุโลกเจอผู้เป็นพาหะปริมาณร้อยละ 30.5
ต้นเหตุของโรคธาลัสซีเมีย เกิดขึ้นจากความไม่ปกติทางกรรมพันธุ์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) พูดอีกนัยหนึ่งผู้ป่วย (คนที่มีลักษณะแสดงของโรคนี้) ต้องรับคู่ยีนที่ผิดปกติมาจากฝ่ายพ่อและแม่ทั้งคู่ยีน ส่วนคนที่รับยีนไม่ปกติมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงแค่ฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการป่วยเป็นโรคนี้รวมทั้งมีสุขภาพเป็นปกติดี แต่ว่าจะมียีนแตกต่างจากปกติแอบแฝงอยู่ในตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานต่อไป เรียกว่า พาหะธาลัสซีเมีย  เนื่องมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมมีได้นานัปการลักษณะ โรคนี้ก็เลยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม อย่างเช่น แอลฟาทาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) และอนุภาคเบตาทาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวโยงกับความผิดปกติของยีนสำหรับในการควบคุมการผลิตโปรตีนโกลบินจำพวกแอลฟาและก็บีตาเป็นลำดับอีกทั้ง 2 กลุ่มนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นประเภทย่อยๆได้อีกหลากหลายประเภท ซึ่งมีความรุนแรงมากมายน้อยนาๆประการ ซึ่งสำเร็จจากการจับคู่ระหว่างยีนแตกต่างจากปกติชนิดต่างๆดังเช่นว่า ถ้าเกิดคนไหนรับการถ่ายทอดสารพันธุกรรมจำพวก อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือ เบต้า - ธาลัสซีเมีย มาจากบิดาหรือแม่เพียงแค่ฝ่ายเดียว ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นพาหะอัลฟาธาลัสซีเมีย พาหะฮีโมโกลบินคอนแสตนสปริงค์ พาหะเบต้าธาลัสซีเมีย หรือพาหะฮีโมโกลบินอี แต่หากคนไหนได้รับการถ่ายทอดสารพัดธุบาปประเภท อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือชนิด เบต้า - ธาลัสซีเมีย มากมายจากทั้งบิดาและก็แม่ ก็ถือว่าผู้นั้นเป็น
โรคธาลัสซีภรรยา อาทิเช่น โรคฮีโมโกลบินเฮช โรคฮีโมโกลบินบาร์ท โรคเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือ โรคเบต้าธาลัสซีภรรยาฮีโมโกลบิน ฯลฯ
                สรุปได้ว่าเนื่องจากว่าธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ก็เลยแปลว่า บิดาหรือแม่ของคนไข้อาจเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเป็นพาหะแล้วก็ส่งต่อพันธุกรรมกลุ่มนี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับกรรมพันธุ์หรือยีนจากบิดาหรือแม่เพียงแต่ฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีภรรยาแอบแฝง ไม่ถือได้ว่าเป็นโรค โดยคนที่เป็นธาลัสซีเมียซ่อนเร้นจะไม่กำเนิดอาการใดๆแต่ว่าสามารถเป็นพาหะและส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้
จังหวะเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาจากพันธุกรรม

  • ถ้าเกิดบิดาหรือแม่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายธรรมดาบริบูรณ์ดี ช่องทางที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% รวมทั้งช่องทางที่บุตรจะปกติบริบูรณ์พอๆกับ 50%
  • ถ้าเกิดพ่อรวมทั้งแม่ต่างฝ่ายต่างเป็นพาหะของโรค โอกาสที่บุตรจะเป็นพาหะเท่ากับ 50%, จังหวะที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 25% แล้วก็จังหวะที่บุตรจะปกติบริบูรณ์เท่ากับ 25%
  • ถ้าเกิดบิดาหรือแม่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกข้างเป็นโรคธาลัสซีภรรยา จังหวะที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% และก็โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียพอๆกับ 50%
  • ถ้าหากพ่อและแม่ต่างข้างต่างเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ช่องทางที่บุตรจะมีอาการป่วยเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 100%


นอกเหนือจากนั้นธาลัสซีเมียแต่ละประเภทยังปรากฏคุณสมบัติเฉพาะอีกหลายประการ ซึ่งนำมาซึ่งความรุนแรงของอาการในระดับที่แตกต่างกันอีกด้วย
อาการโรคธาลัสซีเมีย
โรคทาลัสซีเมียจำพวกที่รุนแรงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น โรคเฮโมโกลบินบาร์ตไฮดรอปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากยีนที่สร้างโกลบินประเภทแอลฟาขาดหายไปทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถสร้างโกลบินประเภทแอลฟา ซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แม้กระนั้นจะสร้างเฮโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งสิ้น ซึ่งจะจับออกซิเจนไว้เอง ไม่ปลดปล่อยให้แก่เนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้มีความผิดปกติตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์คุณแม่ โดยเด็กทารกมีลักษณะบวมน้ำจากภาวการณ์ซีดร้ายแรง จำนวนมากจะเสียชีวิตตั้งแต่ในท้อง ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือข้างหลังคลอด
เพียงแค่เล็กๆน้อยๆ เด็กแรกคลอดจะมีลักษณะอาการซีดเผือด บวม พุงป่อง ตับและก็ม้ามโต มารดาที่ตั้งครรภ์ทารกที่เป็นโรคนี้ มักจะมีสภาวะครรภ์เป็นพิษเข้าแทรก มักจะมีการคลอดผิดปกติ รวมทั้งแท้งลูกก่อนหลังคลอด
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะอาการรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากมาย  ส่วนใหญ่เป็นบีตาทาลัสซีเมียชนิดโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) และก็บางส่วนของเบตาทาลัสซีเมียชนิดเฮโมโกลบินอี (beta-thalassemia/heamoglobim E) มีสาเหตุมาจากความแตกต่างจากปกติของยีนที่สร้างโกลบินจำพวกเบตา คนไข้กลุ่มนี้เมื่อแรกเกิดมีลักษณะเป็นปกติ ไม่ซีด จะซีดตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกรุ๊ปอาการรุนแรงมาก) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกลุ่มร้ายแรงปานกลาง) อาการสำคัญเป็น ซีดเซียว เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแคระ น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นชายหนุ่มเป็นสาวช้า ใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าทาลัสซีเมีย) กรุ๊ปที่มีอาการรุนแรงมากมาย แม้มิได้รับการดูแลและรักษาจะแก่สั้น (50%  เสียชีวิตภายในเวลา 10 ปี แล้วก็ 70% เสียชีวิตข้างใน 25 ปี)  ส่วนกลุ่มที่อาการรุนแรงปานกลางอาจมีอายุยืนยาวจนเป็นผู้ใหญ่สามารถสมรสมีลูกหลานได้
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะน้อย ส่วนใหญ่เป็น โรคฮีโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาทาลัสซีเมีย) และนิดหน่อยของอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียชนิดมีฮีโมโกลบินอี ผู้เจ็บป่วยมีภาวการณ์ซีดน้อยเหลืองบางส่วน ม้ามไม่โตหรือโตเพียงนิดหน่อย การเจริญเติบโตค่อนข้างปกติ ลักษณะบริเวณใบหน้าธรรมดา (ไม่เป็นทาลัสซีเมีย) สุขภาพออกจะแข็งแรงและอายุยืนยาวอาทิเช่นคนปกติ
โดยธรรมดามักไม่ต้องมาพบแพทย์และไม่จำเป็นจะต้องได้รับเลือดรักษา คนเจ็บเป็นจำนวนมากไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ แล้วก็อาจได้รับการวิเคราะห์เมื่อมาเจอแพทย์ด้วยต้นสายปลายเหตุอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน ผู้เจ็บป่วยเฮโมโกลบินเอชครั้งคราวบางทีอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกรุนแรง (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีไข้จากการต่อว่าดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีลักษณะซีดเผือดลงอย่างรวดเร็วและก็ร้ายแรงจนกระทั่งต้องได้รับเลือด
กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ประชาชนไทยเป็นพาหะสูงถึงปริมาณร้อยละ 35 ถ้าเกิดมีญาติเป็นธาลัสซีภรรยา อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผัวเมียที่เป็นพาหะทั้งสองอาจมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ได้โอกาสเป็นโรคธาลัสซีภรรยา หรือพาหะธาลัสซีภรรยาจะมีประวัติรวมทั้งอากาต่างๆดังนี้
ผู้ที่ได้โอกาสเป็นโรคหรือพาหะคือ

  • ตัวซีด และก็บางทีอาจตรวจเจอตับม้ามโตร่วมด้วย
  • ตัวซีดลงอย่างเร็วเมื่อมีการไม่สบายอย่างรุนแรง
  • มีประวัติคนภายในครอบครัวตัวซีดเซียว ตับม้ามโต
  • เคยมีลูกเป็นพาหะ หรือโรคธาลัสซีเมีย
  • เคยมีบุตรเสียชีวิตในครรภ์เนื่องด้วยภาวะเด็กอ่อนบวมน้ำ
  • ตรวจพบขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กมากยิ่งกว่าปกติ (MCV < 80 fL.)
  • ตรวจเลือด Osmotic fragility test (OF) ให้ผลบวกและ Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ ผลจากการบวก


           ถ้าท่านมีข้อชี้ชัดอาการข้อใดข้อหนึ่งดังที่กล่าวมา ก็ควรตรวจวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรคหรือพาหะโรคธาลัสซีเมียหรือเปล่า รวมถึงคู่ที่กำลังจะแต่งงาน แล้วก็คิดแผนเพื่อมีลูกหรือกำลังตั้งท้องอ่อนๆก็ควรได้รับการตรวจด้วยเช่นกัน เพื่อประเมินตัวเองและจังหวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหรือพาหะของบุตรในท้อง
ขั้นตอนการรักษาโรคธาลัสซีเมีย การวิเคราะห์แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากประวัติความเป็นมาผู้ป่วยมีลักษณะซีดเซียวเหลืองมาตั้งแต่เล็ก และบางทีอาจพบว่ามีพี่น้องประชาชนคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ด้วย
นอกจากนี้ ยังจำต้องตรวจร่างกายของคนไข้ว่าคนป่วยมีตับโต ม้ามโต พุงยื่น รูปร่างผอมบางและเล็กไม่สมอายุ กล้ามเนื้อลีบและก็แขนเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว หน้าตาแปลก ดังเช่น กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง ดั้งจมูกแบน โหนกแก้มสูง คางและก็ขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงตัวไม่ปกติ ดังที่เรียกว่า “หน้าทาลัสซีเมีย” หรือไม่ อาการและลักษณะทางสถานพยาบาลของผู้เจ็บป่วยเป็นข้อมูลที่สําคัญสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคแต่มีผู้เจ็บป่วยโรคธาลัสซีเมียบางประเภท อาการอาจไม่รุนแรงการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความจําเป็นรวมทั้งสามารถช่วยแยกชนิดต่างๆของโรคได้ ซึ่งการตรวจทางห้องทดลอง ตัวอย่างเช่น การตรวจเลือด (complete blood count, CBC) เพื่อมองสภาวะซีดเซียวค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง (red cell indices) แล้วก็ลักษณะ เม็ดเลือดแดง (morphology) เป็นสิ่งที่ช่วยสำหรับในการวินิจฉัยโรคได้เม็ดเลือดแดงบนสภรรยาร์เลือดของผู้เจ็บป่วย homozygous β-thalassemia, β-thalassemia/Hb E แล้วก็ Hb H disease มีลักษณะติดสีจาง (hypochromia) ขนาดเล็ก(microcytic) รวมทั้งรูปร่างแตกต่างจากปกติ(poikilocytosis) ฯลฯ ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง MCV และก็ MCH มีขนาดเล็กกว่า ปกติและการตรวจพบ inclusion body ในเม็ดเลือดแดง สามารถให้การวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียได้

การวิเคราะห์ธาลัสซีภรรยา (definite diagnosis) จำต้องทําโดยการตรวจพินิจพิจารณาจำพวกของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin analysis) โดยเครื่องตรวจอัตโนมัติประเภท high performance liquid chromatography (HPLC), low -pressure liquid chromatography (LPLC), หรือ hemoglobin electrophoresis เพื่อจําแนกประเภทของโรคธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินเปลี่ยนไปจากปกติให้แน่ๆ
การดูแลและรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของโรค สามารถจัดตามความร้ายแรงได้ดังต่อไปนี้

  • โรคธาลัสซีภรรยาจำพวกร้ายแรง (severe beta-thalassemia) เป็นหรูหรา baseline Hb ต่ำยิ่งกว่า 7.0 g/dl


(Hct<20%) ได่แก่ β-thal/ β-thal รวมทั้งของ β-thal/Hb E disease ส่วนน้อย มีทางเลือกสำหรับการรักษาดังนี้

  • การปลูกถ่ายไขกระดูก(stem cell transplantation)
  • การให้เลือดมากพอที่จะระงับการสร้างเลือด (high transfusion) แล้วก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (iron chelation) เมื่อมีการให้เลือดบ่อยมากจนกระทั่งเกิดภาวะเหล็กเกิน
  • ให้เลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) ให้ยาขับธาตุเหล็กและตัดม้ามเมื่อม้ามโตจนถึงเบียดอวัยวะอื่นในช่องท้องหรือมีภาวะม้ามทำงานมากเกินไป
  • โรคธาลัสซีภรรยาชนิดร้ายแรงปานกลาง (moderately severe thalassemia) เป็นมีระดับ baseline Hb ระหว่าง 7-9 g/dl (Hct 20- 27 %) ดังเช่นว่าคนป่วย β-thal/ Hb E ส่วนใหญ่, คนไข้ β-thal/ β-thal บางราย รวมทั้ง Hb H diseaseบางราย มีทางเลือกในการรักษา ดังต่อไปนี้
  • ให้เลือดมากพอที่จะระงับการสร้างเลือดแล้วก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (high transfusion + iron chelation)
  • ใหเลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) หรือเมื่อมี acute hemolysis และก็การตัดม้ามเมื่อมีลักษณะอาการตามข้อ 1
  • โรคธาลัสซีภรรยาประเภทร้ายแรงน้อย (mild thalassemia) หรูหรา baseline Hb > 9 g/dl (Hct > 27 %) ยกตัวอย่างเช่น Hb H disease โดยมาก Hb A-E-Bart’s disease, Homozygous Hb CS,  β-thal/ Hb E ควรให้การรักษาโดยให้เลือดต่อเมื่อมีacute hemolysis ดังเช่น ซีดเซียวมากเนื่องตกมีเม็ดเลือดแดงแตกรุนแรง ซึ่งมักพบเมื่อมีการติดเชื้อโรค
  • โรคธาลัสซีเมียจำพวกไม่มีอาการหรือธาลัสซีภรรยาแอบแฝง (Asymptomatic) เช่น Homozygous α-thal 2, Homozygous Hb E, และธาลัสซีเมียซ่อนเร้น ไม่จําเป็นจำต้องตรวจรักษาเป็นพิเศษ ไม่จําเป็นจำเป็นต้องได้ทานยา ควรจะได้รับคําแนะนําหารือด้านพันธุศาสตร์ ควรจะได้รับการตรวจสุขภาพตามระบบธรรมดา


การติดต่อของโรคธาลัสซีภรรยา เนื่องด้วยโรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโบหิตจางที่เกิดขึ้นมาจากการถ่ายทอดทางชนิดบาปหรือพันธุกรรมซึ่งไม่มีการติดต่อของโรคนี้ จากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย ผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย สามารถดำเนินชีวิตเสมือนคนปกติ ไม่จำเป็นที่จะต้องกินยาใดๆแต่ว่าผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาจะมีลักษณะอาการของโรคแตกต่าง บางคนตัวซีดเผือดมากมาย ตับม้ามโตมาก บางทีก็อาจจะจำต้องได้รับการให้เลือดและยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกมาจากร่างกายเป็นระยะๆหรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางคนจะมีลักษณะอาการซีดเซียวไม่มาก จะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แม้กระนั้นไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้ยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) เพราะว่ามีธาตุเหล็กใน ร่างกายเกินปกติอยู่แล้ว ส่วนการปฏิบัติตนของผู้ป่วยและก็การดูแลคนไข้โรคธาลัสซีเมียควรปฏิบัติอย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับภาวะลักษณะของโรคดังต่อไปนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก ฟัน เนื่องมาจากผู้เจ็บป่วยจะมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่าย รวมทั้งควรไปตรวจฟันกับหมอฟัน ทุก 6 เดือน ด้วยเหตุว่าฟันจะผุง่ายกว่าคนปกติ
  • ไปพบหมอตามนัดทุกหน ทำตามที่แพทย์เสนอแนะ ถ้าหากมีคำถามควรจะขอความเห็นหมอ
  • ไม่สมควรแปลงสถานที่รักษาบ่อยๆเพราะว่าจะก่อให้การดูแลรักษาไม่ตลอด
  • เมื่อจับไข้ ควรจะเช็ดตัวลดไข้ และก็ให้ดื่มน้ำมากมายๆถ้าไข้สูงมากควรจะรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลรวมทั้งรีบไปพบแพทย์แม้ว่าจะไม่ใช่วันนัด เพราะว่าไข้อาจเป็นเพราะการต่อว่าดเชื้อ ซึ่งจะก่อให้ซีดลงมากหรือก่อปัญหารุนแรงได้
  • คุ้มครองอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก เนื่องจากผู้เป็นโรคธาลัสซีเมียมีสภาวะซีดรวมทั้งกระดูกจะเปราะหักง่าย ควรออกกำลังกายตามสมควรกับสภาพร่างกาย และก็ควรระวังการถูกกระแทกที่บริเวณท้องเพราะจะเกิดอันตรายต่อตับแล้วก็ม้ามที่โตได้
  • ควรจะพักผ่อนอย่างเพียงพอ ในภาวะป่วยควรดูแลให้ได้พักผ่อนมากยิ่งกว่าเดิม
  • ไม่สมควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง เพราะว่าบางทีอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะสำหรับคนที่เป็นโลหิตจางจากสภาวะขาดธาตุเหล็ก แต่ว่าเป็นอันตรายต่อคนเจ็บทาลัสซีเมียที่มีสภาวะเหล็กเกินอยู่แล้ว
  • ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เลือดหมูเลือดไก่ เครื่องในสัตว์ตับ
  • รับประทานยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เนื่องจากว่าโฟเลทเป็นสารที่จําเป็นสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เพราะว่าร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากยิ่งกว่าธรรมดาเพื่อมาชดเชยเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง
  • หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ร้ายแรง


o             ให้ความรักใส่ใจ ให้กำลังใจ เพราะว่าโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ควรส่งเสริมให้คนไข้ได้ดำรงชีวิตตามธรรมดา ไม่หดหู่ต่อการเจ็บป่วย
o             รับประทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ มีโปรตีนสูง (ดังเช่นว่า เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ) และก็มีสารโฟเลตสูง (ผักต่างๆ) เพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดงโดย
ของกินที่เหมาะสมสำหรับคนเจ็บโรคธาลัสซีเมียมีลักษณะดังนี้ ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียโดยทั่วไปชอบมีการเจริญวัยของร่างกายน้อยกว่าธรรมดา มีภูมิคุ้มกันต่ำแล้วก็ความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย ฉะนั้นของกินที่เหมาะสมกับคนป่วยธาลัสซีภรรยา คือของกินที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลาสมุทร เนื้อไก่ ธัญพืชต่างๆยกตัวอย่างเช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวซ้อมมือ ข้าวบาเลย์ ฯลฯ ของกินทีมีกรดโฟลิก (Folic acid) สูง เพื่อช่วยสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ถั่วงอก ฯลฯ ของกินที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม แล้วก็วิตามินดีสูงเพื่อปกป้องสภาวะกระดูกพรุน ดังเช่น สินค้านม ใบย่านาง ใบชะพลู ใบแค ใบยอ ผักโขม ใบสะระแหน่ ผักหวาน ฟักอ่อน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ผลไม้ ดังเช่นว่า ส้มเขียวหวาน มะขามหวาน มะม่วงแก้วสุก ยิ่งไปกว่านี้ควรทานอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินอีรวมทั้งวิตามินซีสูง เพื่อช่วยลดภาวะการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ดังเช่น มะละกอ ฟักทอง เสาวรส ฝรั่ง มะยม ผักหวาน เป็นต้น
การป้องกันตนเองจากโรคธาลัสซีภรรยา โรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แนวทางคุ้มครองปกป้องที่เหมาะสมที่สุดเป็น

  • ปรึกษาหมอเพื่อตรวจเลือดก่อนสมรส หรืออย่างช้าก่อนมีลูก ว่าตนเป็นพาหะหรือไม่
  • สำหรับผู้ที่เป็นพาหะที่มีความเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคทาลัสซีเมียร้ายแรง ควรเสนอแนะโอกาสในการคุ้มครองไม่ให้มีบุตรเป็นโรคนี้ ดังต่อไปนี้ ผู้ที่ยังมิได้สมรส ทางเลือกเป็น เลือกคู่แต่งงานที่ไม่เป็นพาหะเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้ ถ้าหากคู่สมรสเป็นพาหะร่วมกันแล้วก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ โอกาสคือ การคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก การรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยง ใช้การผสมเทียม หรือเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่นๆ
  • ฝากครรภ์ทันทีที่ทราบดีว่าตั้งท้อง เพื่อแพทย์จะได้ตรวจวิเคราะห์ทารกในครรภ์ว่าปกติไหม
  • ควรเสนอแนะให้เครือญาติ ลูกพี่ลูกน้อง ไปตรวจเลือด โดยวิธีพิเศษว่าเป็นพาหะหรือเปล่า รวมทั้งหารือแพทย์ก่อนสมรส เพื่อคุมกำเนิดอย่างเหมาะสมต่อไป
  • รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องทาลัสซีเมียแก่ราษฎร โดยเฉพาะ ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์


สมุนไพรที่สามารถรักษา/บรรเทาลักษณะโรคธาลัสซีเมีย โรคธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่มีภาวะโลหิตจากเรื้อรังจากความแปลกด้านกรรมพันธุ์ ซึ่ง ณ.ในช่วงเวลานี้ไม่มีกล่าวว่ามีสมุนไพรประเภทใดที่ใช้รักษาโรคธาลัสซีเมียที่ได้ผลอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ว่ามีรายงานการค้นคว้าวิจัยและทดลองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ขมิ้นชัน กับโรคธาลัสซีเมีย ดังนี้
สำหรับการทดลองทางสถานพยาบาลของขมิ้นชัน ในคนไข้ธาลัสซีภรรยา เริ่มจาก จากภาควิชาแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ทดสอบให้คนป่วยเบต้าธาลัสซีภรรยา/ ฮีโมโกลบินอีรับประทานแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน วันละ 2 แคปซูล ติดต่อกัน นาน 3 เดือน พบว่าช่วยลดภาวะที่มีอนุมูลอิสระสูง(oxidative stress) ลงได้และมีอีกการทดสอบที่ทำการทดสอบจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันวันละ 2 แคปซูลแก่ผู้ป่วยธาลัสซีเมียเด็กประเภทเบต้าธาลัสซีภรรยา/ฮีโมโกลบินอี พบว่าคนป่วย 5 คนใน 8 คน แก่ของเม็ดเลือดแดงนานขึ้น ซึ่งสำหรับการทดลองทั้งคู่ครั้งไม่พบอาการใกล้กันใดๆก็ตามที่เกิดจากแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน นอกเหนือจากนั้นผลการศึกษาในหลอดทดลองของแผนกแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าเคอร์คูมินอยด์สามารถลดระดับของเหล็กรูปที่ไม่ได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron, NTBI) ในพลาสม่าของคนไข้โรคธาลัสซีเมียประเภทเบต้าธาลัสซีเมีย รวมทั้งยังเสริมฤทธิ์ของยาขับเหล็กในการลดเหล็กรูป NTBI ได้อีกด้วยและก็ตอนนี้ยังมีการศึกษาวิจัยทางคลินิกหัวข้อการใช้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในผู้เจ็บป่วยธาลัสซีเมีย อีกหลายโรงหมอ  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมุนไพรนี้ จะได้รับการศึกษาเรียนรู้วิจัยต่อยอดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้คุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคธาลัสซีเมียได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคโลหิตจากธาลัสซีเมีย พ.ศ.2549.มูลนิธิโรคโลหิตจากธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.แก้ไขครั้งที่2/7 กันยายน 2548.หน้า1-16
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทาลัสซีเมีย.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่397.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2555
  • ผศ.นพ.อนุวัฒน์ สุตัณฑวิบูลย์.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย.ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง.ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย:ข้อแตกต่างระหว่าคนที่เป็นพาหนะและคนที่เป็นโรค.กรกฎาคม.2548
  • ธาลัสซีเมีย-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร.โรคธาลัสซีเมีย.สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง, พิริยา ถนอมรัตน์, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, ประวิทย์เตติวัฒน, แน่งน้อย เจิมนิ่ม, หนึ่งฤทัย นิ่มนุช, สุขุมาล นิยมธรรม, ต่อพงศ์สงวนเสริมศรี. ความชุกของธาลัสซีเมียเทรตจากการตรวจคัดกรองใน หญิงตั้งครรภ์ของจังหวัดพิษณุโลก. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2547; 14 (3): 181-6.
  • Fung EB. Nutritional deficiencies in patients with thalassemia. Annals of the New York Academy of Sciences. 2010;1202:188-96.


ดร.ชฎก พิศาลพงศ์.แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน.มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย

7

โรคแพ้อากาศ (Sinusitis)
โรคไซนัสอักเสบเป็นอย่างไร  ไซนัสหมายถึงโพรงอากาศที่อยู่ด้านในกระดูกบริเวณรอบๆหรือใกล้เคียงกับจมูก ซึ่งมีอยู่ 4 กลุ่มใหญ่ๆในแต่ละข้าง  ไซนัสที่ใหญ่ที่สุดอยู่ด้านในกระดูกโหนกแก้ม (maxillary sinus)  อีกกลุ่มหนึ่งมีอยู่หลายโพรง มีขนาดเล็ก และก็อยู่ระหว่างรอบๆโคนจมูก และหัวตาแต่ละข้าง (ethmoidal sinuses)  ในกระดูกหน้าผากก็มีไซนัสข้างใน (frontal sinus) นอกจากนี้ยังมีไซนัสที่อยู่ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ (sphenoidal sinus) ด้วย  หน้าที่ของไซนัสนั้นไม่รู้ชัดแจ้ง  แต่มั่นใจว่าอาจช่วยทำให้เสียงที่พวกเราเปล่งแสงออกมา กังวานขึ้น, ช่วยทำให้กะโหลกศีรษะเบาขึ้น แล้วก็ช่วยรักษาสมดุลของศีรษะ, ช่วยสำหรับการปรับความดันของอากาศภายในโพรงจมูก  ในกรณีที่มีการเปลี่ยนของความดัน และก็สร้างสารคัดเลือกหลั่งที่ป้องกันการตำหนิดเชื้อของโพรงจมูกรวมทั้งไซนัส
ซึ่งในคนปกติทั่วๆไป มูกที่ผลิตขึ้นในโพรงไซนัสจะระบายลงตามทางเชื่อมมาออกที่รูเปิดในโพรงจมูก เปลี่ยนเป็นน้ำมูก หรือเสมหะใส เพื่อให้ความชุ่มชื้นรวมทั้งชำระล้างโพรงจมูก แม้กระนั้นถ้าเกิดรูเปิดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วถูกอุดกัน (อาทิเช่น ไม่สบายหวัด หรือหวัดภูมิแพ้) ทำให้มูกในโพรงไซนัสไม่สามารถ ระบายออกมาได้ เมือกก็จะหมักหมมกลายเป็นของกินในการเติบโตของเชื้อโรคที่ลุกลามมาจากโพรงจมูกเข้าไปในไซนัส ทำให้เยื่อบุไซนัสอักเสบบวม ขนอ่อนในไซนัสสูญเสียหน้าที่สำหรับเพื่อการขับเมือก ทำให้มีการสะสมของเมือกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเปลี่ยนเป็นหนองขังอยู่ในไซนัส กำเนิดอาการโรคไซนัสอักเสบขึ้นมา
โรคแพ้อากาศ ยังสามารถแบ่งได้ 3 ชนิด เป็นชนิดรุนแรง (มีอาการน้อยกว่า 30 วัน) จำพวกกึ่งกระทันหัน (มีลักษณะอาการอยู่ระหว่าง 30-90 วัน) และก็ประเภทเรื้อรัง (มีลักษณะอาการมากยิ่งกว่า 90 วัน) โดยการอักเสบอาจเกิดกับไซนัสได้ทุกตำแหน่ง ดังเช่น ไซนัสข้างตา (Ethmoid sinus), ไซนัสหน้าผาก (Frontal sinus), ไซนัสโหนกแก้ม (Maxillary sinus) รวมทั้งไซนัสที่อยู่ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ (Sphenoidal sinus) แต่ว่าที่มักพบที่สุดเป็นไซนัสโหนกแก้ม (Maxillary sinus) ซึ่งจะก่อให้มีอาการปวดที่บริเวณโหนกแก้ม  แต่โรคนี้ส่วนมากมักจะไม่มีความร้ายแรง นอกจากสร้างความหงุดหงิดหรือปวดทรมาทรกรรม ส่วนน้อยที่บางทีอาจเกิดภาวะสอดแทรกร้ายแรง แม้ได้รับการดูแลและรักษาอย่างแม่นยำตั้งแต่ตอนแรก ก็มักจะหายได้ หรือลดภาวะแทรกซ้อนลงได้
  โรคแพ้อากาศเป็นโรคที่พบมากที่สุดโรคหนึ่งที่ทำให้คนเจ็บมาเจอหมอ  โดยประมาณกันว่ามวลชนทั่วไป 1 ใน 8 คน  จะเป็นโรคภูมิแพ้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต  เกิดการของการเกิดไซนัสอักเสบ   มีลักษณะท่าทางที่เกิดเยอะขึ้นในช่วงฤดูกาลที่มีคนเป็นไข้หวัดหรือมีการอักเสบติดเชื้อในทางเดินหายใจมากมาย โดยทั่วไป
มากยิ่งกว่า 0.5% ของคนป่วยที่เป็นโรคหวัด ได้โอกาสเกิดเป็นไซนัสอักเสบตาม มา คนไข้ที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือโรคหืดจะมีไซนัสอักเสบร่วมด้วยราวๆ 40-50% เกิดการของภูมิแพ้ประเภทฉับพลันที่เกิดขึ้นมาจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียในผู้ใหญ่ที่เกิดตามหลังหวัดพบได้ราวๆร้อยละ 0.5-2 และในเด็กเจอได้ราวจำนวนร้อยละ 5-10 สำหรับโรคแพ้อากาศเรื้อรังนั้น  ในกรุ๊ปประชาชนทั่วๆไปเจอโรคแพ้อากาศเรื้อรังราวปริมาณร้อยละ 1.2-6 
ต้นเหตุของโรคแพ้อากาศ

  • การติดเชื้อของระบบฟุตบาทหายใจตอนบน (Upper respiratory tract infec tion) ระยะต้นเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสหวัด ซึ่งจะไปทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบ ซึ่งอาจอักเสบต่อ เนื่องเข้าไปถึงในไซนัส ต่อมามีการติดโรคแบคทีเรียร่วมด้วย โดยธรรมดาก็จะหายได้เป็นปกติ แต่หากการติดเชื้อนั้นร้ายแรง บางทีอาจเกิดการทำลายของเยื่อบุจมูกแล้วก็เยื่อบุไซนัส ทำให้มีการบวมแล้วก็มีพังผืด ส่งผลให้เกิดการอุดตันของรูเปิดระหว่างไซนัสกับโพรงจมูก ร่วมกับการที่เซลล์ขน (Cilia) ที่มีหน้าที่สนับสนุนสารคัดเลือกหลั่งในไซนัส ไม่ทำงาน ก็จะทำให้การอักเสบเปลี่ยนเป็นการอักเสบเรื้อรังได้
  • การตำหนิดเชื้อของฟัน โดยเฉพาะฟันกรามน้อยแล้วก็ฟันกรามแถวบน โดยปกติพบว่า ประมาณ 10% ของการอักเสบของไซนัสแมกซิลลาจะมีเหตุที่เกิดจากฟันผุ (เนื่องจากฝาผนังด้านล่างของไซนัสแมกซิลลาจะชิดกับรากฟันดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น) บางรายจะแสดงอาการกระจ่างแจ้งภายหลังที่ไปถอนฟันแล้วกำเนิดรูทะลุระหว่างไซนัสแมกซิลลาแล้วก็เหงือก (Oroantral fistula) ขึ้น
  • โรคติดเชื้ออื่นๆได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ โรคฝึกฝน โรคไอกรน
  • การว่ายน้ำ มุดน้ำ ซึ่งอาจเกิดการสำลักน้ำเข้าไปในจมูกและก็เข้าไปในไซนัสได้ โดยอาจมีเชื้อโรคเข้าไปด้วย นำมาซึ่งการอักเสบได้ นอกนั้น สารคลอรีน (Chlorine) ในสระว่ายน้ำ ยังเป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุไซนัสได้
  • การกระทบกระแทกอย่างแรงใบหน้า อาจจะเป็นผลให้ไซนัสโพรงอันใดโพรงหนึ่งแตกหัก บอบช้ำบวม หรือมีเลือดออกด้านในโพรง ก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อโรคตามมาได้
  • มีสิ่งเจือปนในจมูก ตัวอย่างเช่น เมล็ด ก็เลยก่อการตันโพรงจมูก ก็เลยเป็นสาเหตุให้เกิดการติดโรคอีกทั้งในโพรงจมูก แล้วก็ในไซนัส
  • จากความเคลื่อนไหวความดันอากาศบริเวณตัวในทันที (Barotrauma หรือ Aero sinusitis) ยกตัวอย่างเช่น ขณะเรือบินขึ้นหรือลงจอด รวมทั้งการมุดน้ำลึก เป็นต้น ถ้าหากรูเปิดของไซนัสขณะ นั้นบวมอยู่ ตัวอย่างเช่น กำลังเป็นหวัด หรือโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) กำเริบเสิบสาน จะส่งผลให้เยื่อบุ บวมเพิ่มมากขึ้น แล้วก็อาจมีการหลั่งของเหลว/สารคัดเลือกหลั่งออกมา หรือมีเลือดออกได้ จึงก่อการอักเสบขึ้น ซึ่งพบมากที่ไซนัสฟรอนตัล ที่มา  :    wikipedia                 


ส่วนไซนัสอักเสบเรื้อรังมักเป็นผลเข้าแทรกจากไซนัสอักเสบกะทันหันที่  ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง นอกจากนั้น ยังอาจเป็นเพราะต้นเหตุอื่นๆเช่น โรคหวัดภูมิแพ้เรื้อรัง ริดสีดวงจมูก เนื้องอกในโพรงจมูกหรือไซนัส ผนังกั้นจมูกคด การตำหนิดเชื้อของฟุตบาทหายใจส่วนต้นซ้ำๆซากๆ การสูบบุหรี่ มลภาวะที่เกิดขึ้นทางอากาศ โรคกรดไหลย้อน (หูรูดปลายหลอดอาหารเสื่อม ทำให้มีน้ำย่อยซึ่งเป็น กรดไหลย้อนขึ้นมาที่ไซนัส เวลานอนยามค่ำคืน) โรคฟันรวมทั้งโพรงปากเรื้อรัง ภาวการณ์ภูมิต้านทานต่ำ (ดังเช่น เบาหวาน โรคภูมิคุมกันบกพร่อง) ฯลฯ
อนึ่งสำหรับในการอักเสบกระทันหันของไซนัส มักมีสาเหตุจากการตำหนิดเชื้อไวรัส ตัวอย่างเช่น ไวรัสโรคไข้หวัด แม้กระนั้นเมื่อเป็นการอักเสบเรื้อรัง มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ดังเช่นว่า Streptococci, Staphylococcus, Haemophilus influenzae, Klebsiella pneumoniae, Bacteroides melaninogenicus, แต่บางทีอาจพบจากการติดเชื้อราได้ ดังเช่น Aspergillus แล้วก็ Dematiaceous fungi
อาการโรคไซนัสอักเสบ
ภูมิแพ้ทันควัน  ในคนแก่มักมีลักษณะอาการปวดใบหน้าบริเวณไซนัสที่อักเสบ ตัวอย่างเช่น ปวดที่บริเวณศีรษะตา หน้าผาก โหนกแก้ม  รอบๆกระบอกตา หรือข้างหลังกระบอกตา บางรายอาจรู้สึก เหมือนปวดฟัน         ที่มา  :    wikipedia               
ตรงฟันซี่บน อาจปวดเพียงแค่ด้านเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้ อาการปวดมักเป็นมากช่วงเวลาเช้าหรือบ่าย เวลาก้มศีรษะหรือเปลี่ยนท่า คนเจ็บมักมีลักษณะคัดเลือกแน่นจมูก พูดเสียงขึ้นจมูก มีน้ำมูกเป็นหนองออกข้นเหลืองหรือเขียว                 
หรือมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียวไหลจากข้างหลังจมูกลงในคอ จะต้องรอสูดหรือขากออก  อาจมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ เมื่อยล้า เจ็บคอ ปวดหู ไอ หายใจมีกลิ่นเหม็น ความรู้สึก สำหรับในการรับรู้กลิ่นหรือรสน้อยลง
ในเด็ก อาการมักคลุมเครือเท่าคนแก่ อาจมีอาการเป็นหวัดยาวนานกว่าธรรมดา กล่าวคือมีน้ำมูก (ใสหรือข้นเป็นหนองก็ได้) และก็ไอนานกว่า 10 วัน ชอบไอช่วงเวลากลางวันแล้วก็ช่วงเวลากลางคืน อาจมีไข้ต่ำๆและหายใจมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย  เด็กบางรายบางทีอาจแสดงอาการเป็นหวัดร้ายแรงกว่าปกติ อาทิเช่น จับไข้สูงขึ้นยิ่งกว่า 39 องศาเซลเซียส น้ำมูกข้นเป็นหนอง ปวดที่บริเวณใบหน้า หลังตื่นนอนมองเห็นอาการบวมบริเวณตา ซึ่งลักษณะของไซนัสอักเสบระยะนี้มีช่วงเวลาฟื้นจนกระทั่งหายดีราวๆ 2 – 4 อาทิตย์
ภูมิแพ้เรื้อรัง มักมีอาการสม่ำเสมอทุกๆวันนานเกิน 90 วัน โดยในคนแก่มักมีลักษณะคัดจมูก มีเสลดข้นเหลืองหรือเขียวไหลจากข้างหลังจมูกลงในคอหายใจมีกลิ่นเหม็น ความรู้สึกสำหรับในการรับทราบกลิ่นลดน้อยลง ส่วนใหญ่มักไม่มีไข้แล้วก็ลักษณะของการปวดไซนัสแบบที่พบในไซนัสอักเสบกะทันหัน  ในเด็กมักมีลักษณะไอ น้ำมูกไหล จาม หายใจมีกลิ่นเหม็น มีโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น หรือหูชั้นกึ่งกลางอักเสบ โดยในอาการของภูมิแพ้ระยะนี้มักกำเนิดตลอดเกิด 12 สัปดาห์ และพบได้มากร่วมกับโรคภูมิแพ้
ดังนี้ไซนัสอักเสบมักเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัส พบในอัตรา 90% ของผู้ป่วย หากว่าไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือการพัฒนาโรคที่รุนแรงขึ้น อาการจะดีขึ้นกว่าเดิมแล้วก็หายดีเองภายในระยะเวลาราว 10 วัน เวลาที่การติดเชื้อแบคทีเรียจนกระทั่งทำให้ไซนัสอักเสบจะพบได้ไม่บ่อยนัก ประมาณ 5-10% เท่านั้น และก็จะต้องได้รับการดูแลและรักษาด้วยยาต้านทานเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซึ่งมักมีอาการเป็นเวลานานกว่า 10 วัน หรืออาการเกิดขึ้นอีกหลังจากเป็นมานาน 5 วัน
แนวทางการรักษาโรคไซนัสอักเสบ ในเบื้องต้นแพทย์จะซักไซ้ไล่เลียงอาการรวมทั้งประวัติการป่วยไข้ ร่วมกับการตรวจร่างกายเป็นหลักรวมทั้งอาจมีการตรวจพิเศษเพิ่ม ดังนี้
เรื่องราวรักษา/เรื่องราวอาการ

  • เรื่องราวที่ช่วยสำหรับในการวินิจฉัยโรคไซนัสอักเสบกะทันหัน อาทิเช่น เป็นหวัดมานานมากกว่า 7-10 วัน,  เป็นหวัดที่มีลักษณะร้ายแรงมากมาย,  ไข้สูง,  คัดจมูก, มีน้ำมูกเหลืองข้น,  ได้กลิ่นน้อยลง, ปวดหรือ
  • ตื้อทึบบริเวณโหนกแก้มคล้ายปวดฟันบน, ปวดรอบๆจมูก หัวคิ้ว หรือหน้าผาก, เจ็บคอ, เสมหะไหลลงคอ, ไอ, ปวดศีรษะ, อาการทางจมูกที่ไม่ดีขึ้นหลังให้ยาหดหลอดเลือด  โดยมีอาการดังกล่าวภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน   ผู้ป่วยโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังมักมีอาการไม่เฉพาะเจาะจงเช่น คัดจมูก, การรับกลิ่นลดลงหรือไม่ได้กลิ่น, มีน้ำมูกสีเขียวเหลืองในจมูกหรือไหลลงคอ, ปวดศีรษะ, มีกลิ่นปาก, ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น, ลิ้นเป็นฝ้า, คอแห้ง, มีเสมหะในคอ, เจ็บคอ ระคายคอเรื้อรัง, ไอ, ปวดหูหรือ หูอื้อ
  • การตรวจร่างกาย ได้แก่
  • การตรวจในโพรงจมูก มักพบว่าเยื่อบุจมูกบวมแดง อาจพบมีหนองหรือมูก บางรายอาจพบหนองตามตำแหน่งที่มีรูเปิดของไซนัส
  • มีอาการเจ็บ โดยเมื่อกดลงบนใบหน้า ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ จุดกดเจ็บของไซนัสแม็กซิลล่าอยู่ที่ผนังด้านหน้าชิดกับจมูก จุดกดเจ็บของไซนัสฟรอนตัลอยู่ที่ใต้หัวคิ้วใกล้กับดั้งจมูก หรืออาจจะเคาะเบาๆที่บริเวณหน้าผากซึ่งถ้ามีการอักเสบจะรู้สึกเจ็บ จุดกดเจ็บของไซนัสเอธมอยด์อยู่ที่บริเวณหัวตา ส่วนไซนัสสฟีนอยด์ไม่สามารถตรวจได้เนื่องจากอยู่ลึกมาก แต่ทั้งนี้ ในไซ นัสอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการกดเจ็บอย่างชัดเจน ยกเว้นแต่มีการอักเสบเฉียบพลันแทรกซ้อน
  • การตรวจในช่องปาก อาจพบมีหนองไหลจากโพรงหลังจมูกลงมาบนผนังลำคอ เรียกว่า Postnasal drip ซึ่งเป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยไซนัสอักเสบเรื้อรังที่ค่อนข้างจะแน่นอนอย่างหนึ่ง อาจพบผนังลำคอเป็นตุ่ม ขรุขระ เนื่องจากมีเนื้อเยื่อน้ำเหลืองในช่องคอโตขึ้น จากต้องทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคที่ติดมากับหนองจากไซนัส ซึ่งไหลลงมาในลำคอเป็นประจำ แต่ลักษณะขรุขระนี้ อาจจะพบได้ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ คอหอยอักเสบ และผู้ป่วยที่ผ่าตัดต่อมทอนซิล และอาจพบมีฟันผุโดยเฉพาะ ฟันกรามบน
  • การตรวจพิเศษ เช่น
  • การตรวจเพื่อดูการผ่านทะลุของแสง (Transillumination test) ใช้ช่วยการวินิจฉัยการอัก เสบของไซนัสแม็กซิลล่า และ ของไซนัสฟรอนตัล ถ้าไซนัสไม่มีแสงสว่างผ่านลอดไปได้เลยจะช่วยบอกว่ามีโรคได้อย่างแม่นยำ แต่ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี วิธีนี้มักไม่ได้ประโยชน์เพราะเยื่อบุและผนังกระดูกเด็กที่ล้อมไซนัส มักจะหนากว่าผู้ใหญ่ แสงจึงมักผ่านไม่ได้
  • การตรวจภาพไซนัสด้วยอัลตราซาวด์ สามารถตรวจหาหนองในโพรงไซนัสได้ดี
  • การเจาะไซนัส (Antral proof puncture) ใช้ตรวจไซนัสแมกซิลลา
  • Sinuscopy เป็นการส่องกล้องตรวจในไซนัส ปัจจุบันเกือบจะเข้ามาแทนที่วิธีเจาะไซนัส Antral proof puncture โดยทำต่อจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ธรรมดา ไซนัสสำหรับผู้ป่วยโพรงอากาศข้างจมูกแม็กซิลล่าอักเสบเรื้อรัง ถ้าพบหนองก็สามารถเก็บตัวอย่างส่งเพาะเชื้อ และล้างหนองได้ในคราวเดียวกัน ถ้าพบเป็นถุงน้ำ หรือ ริดสีดวงขนาดเล็กก็จะตัดออกผ่านทางกล้องส่องได้ นอกจากนี้ การเห็นพยาธิสภาพและการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุและของรูเปิดไซนัสด้วยตาโดยตรง ทำให้สามารถวินิจฉัยและวางแผนให้การรักษาไซนัสอักเสบที่เหมาะสมต่อไปได้อย่างเหมาะสม
  • การถ่ายภาพไซนัสด้วยเอมอาร์ไอ ใช้แยกก้อนเนื้อ หรือถุงน้ำออกจากของเหลว
  • การตรวจด้วยการส่องกล้องโพรงจมูก (Nasal endoscopy)
  • การถ่ายภาพไซนัสด้วยเอกซเรย์
  • การถ่ายภาพไซนัสด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นวิธีดีที่สุดในการตรวจหาพยาธิสภาพของไซนัสในปัจจุบัน แต่ค่าใช้จ่ายในการตรวจค่อนข้างแพง
  • หลักในการรักษาโรคไซนัสอักเสบ ประกอบด้วย
  • กำจัดเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ  โดยการให้ยาต้านจุลชีพ  เพื่อทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว   การเลือกชนิดของยาต้านจุลชีพขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ, การดำเนินโรค,  ความไวต่อยาต้านจุลชีพของเชื้อนั้นๆ และ อุบัติการของการดื้อยา     ระยะเวลาของการให้ยาต้านจุลชีพนั้น  ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันควรให้ยาต้านจุลชีพอย่างน้อย 10-14 วัน หรือให้จนผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติแล้วให้ต่ออีก 1 สัปดาห์หลังจากนั้น     ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังควรให้ยาต้านจุลชีพเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3-6 สัปดาห์ เช่น ยากลุ่ม Amoxicillin, Clarithromycin และ Azithromycin แต่หากผู้ป่วยต้องอยู่อาศัยในบริเวณที่มีโอกาสติดเชื้อสูง หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังรับยาไปแล้ว 2-3 วัน แพทย์จะใช้ยารักษาในขั้นถัดไป เช่น Amoxicillin-clavulanate, Cephalosporins, Macrolides, Fluoroquinolones และ Clindamycin เป็นต้น
  • ทำให้การไหลเวียนของสารคัดหลั่งและอากาศภายในไซนัสดีขึ้น
  • 1 ยาหดหลอดเลือด ทำให้การบวมของเยื่อบุจมูกลดลง,  บรรเทาอาการคัดจมูก ทำให้รูเปิดของไซนัสโล่งขึ้น  อาจให้ในรูปยาพ่นหรือยาหยอดจมูก หรือ ยารับประทาน หรือให้ร่วมกันทั้งสองชนิดก็ได้    สำหรับยาหดหลอดเลือดที่พ่นหรือหยอดจมูก ไม่ควรใช้นานกว่า 7 วัน เพราะจะทำให้เยื่อบุจมูกเสียได้   ส่วนยาหดหลอดเลือดชนิดรับประทาน  ควรระวังผลข้างเคียง เช่น ความดันโลหิตสูง  หัวใจเต้นเร็ว  นอนไม่หลับ  กระสับกระส่ายด้วย เช่น pseudoephedrine และ phenylephrine โดยแพทย์จะจ่ายยาในปริมาณรับประทาน 10 - 14 วัน ยาลดอาการคัดจมูกแบบพ่นหรือหยด เช่น Oxymetazoline และ Hydrochloride ใช้รักษาภายใน 3-5 วัน
  • 2 ยาสตีรอยด์พ่นจมูก (Nasal Cortixosteroids) อาจมีประโยชน์ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือ ไซนัสอักเสบเป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือชนิดที่ไม่แพ้ร่วมด้วย ยาพ่นจมูกดังกล่าวจะช่วยลดการอักเสบในจมูก  ทำให้รูเปิดของไซนัส ที่มาเปิดในโพรงจมูกโล่งขึ้น  ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศ  การระบายของสารคัดหลั่งหรือ หนองที่อยู่ภายในไซนัสดีขึ้น
  • 3 ยาต้านฮิสตะมีน ไม่แนะนำให้ใช้ ยาต้านฮิสตะมีนรุ่นเก่าในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ ที่ไม่ได้มีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วย   เนื่องจากอาจทำให้น้ำมูกและสารคัดหลั่งแห้งและเหนียวได้ ในรายที่มีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วย  ควรเลือกใช้ยาต้านฮิสตะมีนรุ่นใหม่  เนื่องจากมีผลข้างเคียงดังกล่าวค่อนข้างน้อย 
  • 4  ยาละลายมูกหรือเสมหะ ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงถึงประสิทธิภาพของยาละลายมูกในการรักษาโรค ไซนัสอักเสบชัดเจน
  • 5 การล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ  เป็นการชะล้างเอาน้ำมูก หนอง  สิ่งสกปรกในจมูก ซึ่งเกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกและไซนัสออก  เพื่อให้โพรงจมูกและบริเวณรูเปิดของไซนัสโล่ง   ทำให้การพัดโบกของขนกวัดที่เยื่อบุจมูกดีขึ้น อาการต่างๆ ของผู้ป่วยจะดีขึ้นเร็ว
  • 6 การสูดดมไอน้ำเดือด จะช่วยทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวม  โล่ง  อาการคัดจมูกน้อยลง  อาการปวดตื้อๆ ที่ศีรษะดีขึ้น   นอกจากนั้นยังทำให้การพ่นยาเข้าไปในจมูก มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • 7 การผ่าตัด   ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เป็นโรคไซนัสอักเสบ มักจะหายได้โดยการใช้ยาอย่างเต็มที่  ส่วนน้อยที่ต้องรับการผ่าตัด  ดังนั้นในการรักษาจึงพยายามใช้ยาอย่างเต็มที่ก่อน   การผ่าตัดเป็นการแก้ไขพยาธิสภาพที่ทำให้รูเปิดระหว่างโพรงจมูกและไซนัสอุดตัน โดยแพทย์จะใช้การผ่าตัดด้วยวิธี Functional Endoscopic Sinus Surgery (FESS) เป็นการผ่าตัดผ่านทางรูจมูกด้วยกล้องเอ็นโดสโคปซึ่งเป็นกล้องขยายที่มีขนาดเล็ก แพทย์จะใช้เครื่องมือที่ถูกออกแบบมาพิเศษในการผ่าตัดนี้และมองภาพขณะผ่าตัดผ่านกล้อง ผู้ป่วยจะได้รับยาชาหรือในขณะผ่าตัดโดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการป่วย
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ก่อเกิดโรคแพ้อากาศ

  • เป็นโรคหวัดเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลรักษาให้หายสนิท
  • การเกิดการต่อว่าดเชื้อที่ฟัน อาทิเช่น ฟันผุ การถอนฟันแล้วเกิดการติดโรคตอนหลัง
  • การเช็ดกกระทบอย่างแรงที่บริเวณใบหน้ารอบๆโพรงไซนัส
  • ผู้ที่มีภาวการณ์ของโรคภูมิแพ้
  • อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ยกตัวอย่างเช่นเขตโรงงาน หรือ ชุมชนแออัด
  • ผนังด้านข้างของโพรงจมูกโค้งงอผิดรูปผิดรอย (Paradoxical turbinate)
  • ต่อมอะดีนอยด์โต หรือ มีสิ่งแปลกปลอมในจมูกเด็กเป็นเวลานานๆเช่น เมล็ดต่างๆ
  • ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใส่สายให้อาหารทางจมูก อยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
  • สภาวะที่ทำให้เซลล์ขน (Cilia) ซึ่งเป็นเซลล์สนับสนุนสารคัดหลั่งออกจากไซนัส เสียไป ก็เลยมีการคั่งของสารคัดเลือกหลั่งในไซนัส แล้วก็เกิดการอักเสบติดโรคได้ เป็นต้นว่า ในภาวการณ์หลังเป็นโรคหวัด


การติดต่อของโรคไซนัสอักเสบ โรคไซนัสอักเสบเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบบวมของเยื่อบุไซนัสนำมาซึ่งการตีบของรูเปิดจากไซนัสที่ไปสู่โพรงจมูก รวมทั้งมีการคั่งค้างของสารคัดหลั่ง (มูก) ในโพรงไซนัสไม่อาจจะกระบายออกและก็เมื่อมีการสะสมของมูกมากมายจึงแปลงเป็นหนองขังในไซนัสเกิดอาการต่างๆตามมา โดยโรคไซนัสอักเสบนี้ไม่จัดอยู่ในโรคติดต่อด้วยเหตุว่าไม่เจอการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคไซนัสอักเสบ

  • ควรจะรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งให้การรักษาอย่างเป็นจริงเป็นจัง และก็ติดตามผลการรักษากับหมอโดยตลอด
  • พักให้เพียงพอ
  • กินน้ำมากๆ
  • สูดดมละอองน้ำอุ่น และล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (ในกรณีที่แพทย์แนะนำและสอนให้ทำ)
  • หลบหลีกสารก่อภูมิแพ้ ควันของบุหรี่ แล้วก็มลภาวะทางอากาศ
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
  • เลี่ยงการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำนานๆเนื่อง จากคลอรีนในสระอาจส่งผลให้มีการระคายเคืองเยื่อบุจมูกและก็ไซนัสได้
  • เลี่ยงการเดินทางโดยเครื่องบินในช่วงเวลาที่เจ็บป่วยหวัด หวัดภูมิแพ้ หรือภูมิแพ้กำเริบ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรจะกินยาแก้คัดจมูก อาทิเช่น สูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) ทีละ 1-2 เม็ดก่อนเดินทาง รวมทั้งซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมงระหว่างเดินทางระยะไกล
การป้องกันตนเองจากโรคไซนัสอักเสบ

  • หมั่นดูแลสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง (ตัวอย่างเช่น กินอาหาร สุขภาพ บริหารร่างกาย นอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ผ่อนคลายความเครียด)
  • ป้องกันตนเองจากหวัด ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการป่วยภูมิแพ้ หรือถ้าเกิดไม่สบายหวัดแล้วจะต้องรีบรักษาให้หายขาดอย่างรวดเร็ว
  • อยู่ในที่มีอากาศถ่ายเท ไม่มีฝุ่นผง หรือสิ่งที่จะทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้
  • อย่าให้ร่างกายจะต้องเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็วเหลือเกิน
  • ไม่ว่ายน้ำ มุดน้ำ ในขณะที่มีการติดเชื้อในช่องจมูก
  • ลด หรือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • รักษาสุขภาพฟันป้องกันไม่ให้ฟันผุเพื่อหลีกเลี่ยงการตำหนิดเชื้อในโพรงปากที่เป็นต้นเหตุของโรไซนัสอักเสบ
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคภูมิแพ้
ฟ้าทะลายโจร ชื่อวิทยาศาสตร์Andrographis paniculata (Burm. f.) Nees วงศ์    Acanthaceae สารออกฤทธิ์ andrographolide, deoxyandographolide, didehydro-deoxyandrographolide แล้วก็ neoandrographolide ฟ้าทะลายโจรได้ผลสำหรับการคุ้มครองป้องกันหวัดแล้วก็ทุเลาอาการหวัด การเรียนในนักเรียนโตช่วงหน้าหนาว ให้กินยาเม็ดฟ้าทะลายโจรแห้ง ขนาด 200 มิลลิกรัม/วัน ในเดือนแรกของการทดสอบยังไม่เจอความไม่เหมือนระหว่างกลุ่มที่รับประทานยาและก็กรุ๊ปควบคุม ภายหลังจาก 3 เดือนของการทดลอง อุบัติการณ์การเป็นหวัดลดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม อัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพเท่ากับ 20% ในระหว่างที่กลุ่มควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดเท่ากับ 62%    การเรียนรู้ทางคลินิก ในคนที่มีลักษณะติดเชื้อของระบบฟุตบาทหายใจส่วนบนอย่างกระทันหัน แล้วก็กลุ่มอาการภูมิแพ้ด้วย กลุ่มทดลอง 95 คน กินยา Kan Jang (มีสารสกัดมาตรฐานของฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 85 มก. (มี andrographolide 5 มก.) และก็สารสกัด Eleutherococcus senticosus 120 มิลลิกรัม) กรุ๊ปควบคุม 90 คน รับประทานยาหลอก ทั้งสองกรุ๊ปรับประทานยานาน 5 วัน ประเมินผลโดยให้แต้มจากการประมาณอุณหภูมิ ลักษณะของการปวดหัว ปวดกล้าม อาการแสดงทางคอ ไอ อาการแสดงทางจมูก ความรู้สึกเจ็บป่วยตัว และอาการทางตา ผลการศึกษาพบว่า คะแนนรวมของกลุ่มทดลองสูงขึ้นยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม โดยจะมีอาการปวดหัว อาการทางจมูก อาการทางคอ แล้วก็ความรู้สึกไม่สบายตัวลดน้อยลง
ปีบ ชื่ออื่นๆ กาซะลอง กาดสะลอง (เหนือ)  ชื่อวิทยาศาสตร์  Millingtonia hortensis L.f. ชื่อตระกูลBignoniaceae  คุณประโยชน์         แบบเรียนยาไทย ดอก รสหวานขมหอม ขยายหลอดลม มวนเป็นบุหรี่ดูดรักษาโรคหืด ดูดแก้ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ บำรุงน้ำดี เพิ่มการหลั่งน้ำดี บำรุงเลือด  องค์ประกอบทางเคมี  ดอกมีสารฟลาโวนอยด์ hispidulin ช่วยขยายหลอดลม รวมทั้งเจอฟลาโวนอยด์อื่นๆเช่น scutellarein, scutellarein-5-galactoside, hortensin, cornoside, recimic, rengyolone, rengyoside B, rengyol, rengyoside A,  iso rengyol, millingtonine ใบเจอฟลาโวนอยด์ hispidulin, dinatin แล้วก็สารอื่นๆอย่างเช่น ß carotene, rutinoside เปลือกต้น เจอสารที่ให้ความขม รวมทั้งสารแทนนิน รากเจอ Lapachol, β-sitosterol, poulownin
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.นพ.สุรเกียรติ อาศนะเสน.ไซนัสอักเสบ..รักษาได้.สาขาวิทยาโรคจมูกและภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ

8

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease)
โรคอัลไซเมอร์เป็นยังไง โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นหนึ่งในโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด โรคนี้ศึกษาค้นพบหนแรกโดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Alois Alzheimer ในปี พ.ศ. 2499 ซึ่งเป็นผลมาจากการเสียชีวิตของเซลล์สมอง ทำให้ลักษณะการทำงานของโรคสมองเสื่อมลง จนตราบเท่าก่อให้เกิดผลเสียต่อกิจวัตรที่ทำเป็นประจำของคนไข้ ในตอน 8 -10 ปี ภายหลังเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการดูแลรักษาคนป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีลักษณะอาการสมองเสื่อมร้ายแรงยิ่งขึ้น
            โดยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) นี้มีรูปร่างคิดเป็นจำนวนร้อยละ 50 ของคนไข้ภาวะสมองทั้งผอง จะมีลักษณะอาการลืม โดยจะลืมเรื่องที่พึ่งจะเกิดขึ้นใหม่ๆในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น ลืมว่าวันนี้กินอาหารตอนเช้าหรือยัง ลืมว่าเคยเจอคนใดในวันนี้ ถูกใจพูดซ้ำ ถามคำถามซ้ำ สติปัญญาความเฉลียวฉลาดน้อยลง ความถนัดต่างๆเริ่มสูญเสียไป การดำเนินของโรคจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป และก็เสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้
            ในปี ค.ศ.2007 มีการรายงานว่าอเมริการมีคนไข้เป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) สูงถึง 5 ล้านคน และก็จะมากยิ่งขึ้นเป็น 16 ล้านคน ในอีก 40 ปีด้านหน้า ในประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก พบว่าโรคอัลไซเมอร์จะเกิดกับผู้สูงวัยเป็นส่วนใหญ่ โดยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นตามอายุ จากบุคคลที่มีอายุ 60-64 ปี มีอัตราเสี่ยงราวๆ 1-3% บุคคลที่แก่มากยิ่งกว่า 65 ปี มีอัตราเสี่ยง 6-8% รวมทั้งมากขึ้นเป็น 30-40% ในบุคคลที่อายุมากกว่า 85 ปี
ที่มาของโรคอัลไซเมอร์ ต้นสายปลายเหตุและการดำเนินโรคของโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่ทราบดีนักในปัจจุบัน งานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยบ่งชี้ว่าโรคนี้มีความเชื่อมโยงกับส่วนประกอบเหมือนคราบเปื้อนในสมองที่เรียกว่า พลาก (plaque) และก็แทงเกิล (tangle)  และความเปลี่ยนไปจากปกติที่มีผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่าอัศจรรย์สำหรับการควบคุมความรู้สึก และการโต้ตอบ การสื่อสารที่สำคัญต่างๆภายในร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-TRANMITTER) เป็นตัวติดต่อ สารนี้จะช่วยนำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะวัตถุประสงค์เพื่อเกิดการทำงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความจำเป็นอย่าง  ยิ่งต่อความจำของคนเป็น สารอะเซติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าสารนี้ช่วยให้มนุษย์มีความเข้าใจสำหรับในการจำ และก็แม้ในสมองมีสารนี้ต่ำลงมากจะทำให้เซลล์สมองมีปัญหาสำหรับในการติดต่อ และก็พบว่าผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีระดับของสารอะเซติลโคลีนต่ำลงเป็นอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความรู้ความเข้าใจในการจำแล้วก็การใช้เหตุผลของคนป่วยลดลงตามไปด้วย  และยังมีต้นเหตุอื่นๆอีกได้แก่ คนป่วยโดยประมาณ 7% มีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ และสามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ ตำแหน่งความแปลกบนโครโมโซมที่พบแจ่มชัดแล้วว่านำมาซึ่งโรคอัลไซเมอร์อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 21, 14, 1, รวมทั้ง 19 คนที่มีความผิดธรรมดาของกรรมพันธุ์กลุ่มนี้ จะมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้มีความผิดปกติทางพันธุกรรม นอกจากนี้พบว่าในคนไข้โรคกรุ๊ปอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีความผิดปกติเป็นมีสารพันธุบาปของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา ถ้าเกิดมีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ท้ายที่สุด

ลักษณะของโรคอัลไซเมอร์
ในระยะก่อนโรคสมองเสื่อม (Predementia) อาการแรกสุดมักจะหลงผิดว่าเกิดขึ้นเองจากความแก่ หรือมีเหตุมาจากภาวะเครียด ความบกพร่องที่เห็นได้ชัดคือการสูญเสียความทรงจำ คือบากบั่นจำข้อมูลที่เรียนรู้เมื่อเร็วๆนี้มิได้และไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ ในระยะก่อนออกอาการทางคลินิกนี้บางทีอาจเรียกอีกอย่างว่า ความบกพร่องทางการรู้นิดหน่อย (mild cognitive impairment)
โรคสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น (Early dementia) อาการเริ่มต้นมักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่มเกิดขึ้นใหม่ๆไม่นาน ในขณะที่ความจำเรื่องเก่าๆในสมัยก่อนจะยังดีอยู่ คนไข้อาจถามซ้ำเรื่องที่เพิ่มบอกไปหรือกล่าวย้ำเรื่องที่เพิ่งจะเล่าให้ฟัง นอกเหนือจากนี้ยังอาจมีอาการอื่นๆอย่างเช่น วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำไม่ได้ งวยงงเรื่อง วัน เวลา สถานที่ คิดคำพูดไม่ค่อยออกหรือใช้คำผิดๆแทน มีอารมณ์ พฤติกรรมแล้วก็บุคลิกลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การตัดสินใจแย่ลง ไม่อาจจะมีความคิดเริ่มใหม่ๆได้ อาการต่างๆเหล่านี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยน จนกระทั่งสร้างปัญหาต่อการทำงานและงานประจำวัน
โรคสมองเสื่อมระยะปานกลาง (Moderate dementia) เมื่ออาการโรคเริ่มปรับปรุงถึงกับขนาดต่อมา คนป่วยจะยิ่งมีปัญหาด้านความจำ ผู้เจ็บป่วยมักต้องได้รับการช่วยเหลือสำหรับการใช้ชีวิตทุกวัน ดังเช่น การรับประทานอาหาร การอาบน้ำแต่งตัว รวมทั้งการเข้าส้วมทำธุระส่วนตัว โดยอาการที่แสดงมากขึ้นอาจมีดังต่อไปนี้
การจำชื่อของคนรู้จักกันกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกที อุตสาหะคิดชื่อเพื่อนและครอบครัวแม้กระนั้นจำไม่ได้
เกิดภาวะงงงวยแล้วก็สูญเสียการรับรู้ด้านสถานที่ เวลา และบุคคล อย่างเช่น หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่รู้เรื่องวันเวลา
วิธีการทำงานกิจวัตรที่มีหลายกระบวนการกลายเป็นเรื่องยากขึ้น อาทิเช่น การแต่งตัว
มีความประพฤติหมกมุ่น ทำอะไรซ้ำๆหรือหุนหันพลันแล่น
ไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆมีปัญหาสำหรับในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
มีอาการหลงทาง เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างวางใจ รวมทั้งอาจรู้สึกหวาดระแวงหรือสงสัยในตัวผู้ดูแลหรือครอบครัวของตน
มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาสื่อสาร
มีปัญหาด้านการนอน
เกิดความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เป็นต้นว่า อารมณ์ไม่คงที่ ผันแปรบ่อย มีภาวการณ์ซึมเซา หรือกังวล อารมณ์เสีย ไม่สบายใจยิ่งขึ้นเรื่อย
ปฏิบัติงานที่จะต้องใช้การกะระยะได้ทุกข์ยากลำบาก
มีลักษณะจิตหลอน
โรคสมองเสื่อมระยะท้ายที่สุด (Advanced dementioa) ระยะที่ลักษณะโรครุนแรงขึ้นอย่างมากจนนำความเศร้าเสียใจแล้วก็ไม่สบายใจมาให้บุคคลสนิทสนม ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะต้องได้รับการดูแลและให้การช่วยเหลือตลอด ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าห้องอาบน้ำ
อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนที่เป็นๆหายๆกลับยิ่งห่วยแตกลงเรื่อยๆ
ผู้เจ็บป่วยบางทีอาจก่อกวน เรียกร้องความสนใจ และไม่วางใจผู้คนรอบตัว
กลืนและก็รับประทานอาหารตรากตรำ
เปลี่ยนท่าทางหรือเคลื่อนตัวเองลำบาก ต้องได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูล
น้ำหนักลดน้อยลงมาก แม้จะกินอาหารมากมายหรืออุตสาหะเพิ่มน้ำหนักและจากนั้นก็ตาม
มีลักษณะอาการชัก
กลั้นฉี่หรืออุจจาระไม่อยู่
เบาๆสูญเสียความสามารถสำหรับเพื่อการพูดลงไปทีละเล็กละน้อยจนกระทั่งไม่สามารถที่จะติดต่อได้
มีปัญหาด้านความทรงจำในระยะสั้นและก็ระยะยาวอย่างร้ายแรง
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำมาซึ่งโรคอัลไซเมอร์
อายุ โดยภาวการณ์เสี่ยงจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแก่เยอะขึ้นเรื่อยๆโดยช่วงอายุระหว่าง 65-74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3% ช่วงอายุระหว่าง 75-84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 19%
พันธุกรรม รวมทั้ง กรุ๊ปอาการ Down Syndrome จากการเรียนรู้พบว่าในฝาแฝดถึงแม้ ถ้าแฝดคนหนึ่งมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์แล้ว แฝดอีกคนหนึ่งจะมีภาวการณ์การเสี่ยงมากถึง 40-50% และนอกเหนือจากนั้นถ้าหากว่ามีเครือญาติในครอบครัวมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะช่องทางเสี่ยงในการเป็นเพิ่มสูงขึ้น ในเรื่องพันธุกรรมพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของยีนและในผู้ที่เป็น Down Syndrome ถ้าเกิดแก่ยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีภาวการณ์โรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้
สาเหตุทางสภาพแวดล้อม ถึงยีนจะเป็นสาเหตุที่บ่งถึงอัลไซเมอร์ในคู่แฝดแท้ แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่สิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกต้นเหตุหนึ่งที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เพราะพบว่าคู่แฝดนั้นอาจได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์แตกต่างถึง 15 ปี แล้วก็คนชราคนประเทศญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวายจะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์สูงกว่าคนชราที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น
การตรวจพบโปรตีนในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหายๆการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยกล่าวว่า apolipoprotein E4 (APOE4) จะเพิ่มสภาวะความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
การใช้ยาต่อต้านการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์อย่างไม่สม่ำเสมอ จากการเล่าเรียนพบว่าคนที่ใช้ยาในกรุ๊ป NSAIDS เป็นประจำ เป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 2 ปี มีอัตราเสี่ยงลดลงถึง 30-60% ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยอีกขั้นหนึ่งระบุว่าหลังใช้ NSAIDS มากขึ้นพบว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจแล้วก็อารมณ์ต่ำลง
การใช้ไหมได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ระยะสั้นในวัยหมดประจำเดือนจากหลายๆกรณีการศึกษาวิจัย พบว่าหญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับฮอร์โมนชดเชยสามารถคุ้มครองปกป้องหรือ ชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเหตุนั้นฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้
ภาวะขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นที่ชื่อกันว่า โมเลกุลออกสิเจน ภายในร่างกาย หรือ เรียกว่า Free radicles เป็นต้นต่อของการเกิดมะเร็งโรคไส้และก็ยังมีส่วนนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้สารอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นองค์ประกอบ ดังเช่นว่า วิตามินเอ ซี อี ซีเลเนียม
ภาวการณ์เกิดสมองกระทบ มีหลักฐานที่เสนอแนะว่าการที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนกระทั่งทำให้สลบ จะมีผลก่อให้เกิดจังหวะเป็นอัลไซเมอร์สูงมากขึ้น
โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้มีสาเหตุการเกิดมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรปรับเปลี่ยนด้วยการเลิกสูบบุหรี่ ทานอาหารมีสาระ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้ลดลง รวมทั้งตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อคุ้มครองปกป้องโรคเส้นโลหิตหัวใจรวมทั้งโรคอัลไซเมอร์ไปในครั้งเดียวกัน เพศ (SeX) จากรายงานการศึกษาเล่าเรียนทางระบาดวิทยา พบว่าเพศเป็นปัจจัยเสี่ยงของความก้าวหน้าของสภาวะโรคสมองเสื่อมเช่นเดียวกัน โดยพบว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ชายถึง 3.5 เท่าการบริหารร่างกาย (Physical activity) จากรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองได้ว่า การออกกำลังกายในคนวัยชราจะช่วงเพิ่มความรู้ความเข้าใจสำหรับในการทำความเข้าใจ (cognitive function)  นอกจากยังช่วยลดความถดถอยสำหรับในการศึกษา (cognitive decline) ลงได้ ด้วยเหตุนี้คนที่ไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็เลยได้โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าผู้ที่ออกกำลังกาย
กระบวนการรักษาโรคอัลไซเมอร์  ในการตรวจเบื้องต้นจะไตร่ตรองจากอาการที่คนป่วยหรือคนสนิทแจ้งให้ทราบ และถามครอบครัวหรือคนรอบข้างของคนเจ็บเกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม ประวัติความเป็นมาสุขภาพ ความสามารถในการใช้ชีวิตทุกวัน ความประพฤติปฏิบัติแล้วก็ลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไปของคนเจ็บ และใช้การถามคำถามหรือทำแบบทดสอบความจำ การจัดการกับปัญหา การนับเลข หรือความชำนาญทางด้านภาษา เพื่อตรวจดูลักษณะการทำงานของสมองในแต่ละส่วนและไตร่ตรองว่าควรรับการตรวจเสริมเติมหรือส่งให้ผู้ชำนาญเฉพาะทางตรวจรักษาต่อไปไหม
โดยเหตุนั้นเมื่อวินิจฉัยจากอาการได้แล้วว่าผู้ป่วยมีสภาวะของสูญเสียความทรงจำเกิดขึ้น ขั้นถัดไปหมอต้องตรวจค้นสาเหตุของความจำเสื่อมนั้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลองและก็การเอกซเรย์ต่างๆเพื่อให้การวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของความจำเสื่อม รวมทั้งให้การรักษาที่ถูกต้องถัดไป ดังเช่น การเจาะเลือดดูภาวะไทรอยด์ฮอร์โมน การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อมองว่ามีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมองหรือไม่ ฯลฯ   ถ้าเกิดการตรวจวินิจฉัยไม่พบมูลเหตุอื่นๆประกอบกับอาการแล้วก็การทดลองทางสมองและก็สภาพจิต ตรงเกณฑ์การวิเคราะห์ของโรคอัลไซเมอร์ ก็เลยจะวิเคราะห์ว่าผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์    ในกรณีที่มีปัญหาสำหรับการวินิจฉัย อาจจำต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา
ปัจจุบันยังไม่มีกระบวนการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด การดูแลรักษาด้วยยาบางทีอาจช่วยรักษาอาการที่เป็นได้มากมายน้อยนาๆประการ แม้กระนั้นไม่มียาตัวไหนที่จะสามารถชะลอหรือหยุดการดำ เนินของโรคได้ แบ่งการดูแลรักษาออกได้เป็น3 รูปแบบ อาทิเช่น
การรักษาด้วยยา แบ่งเป็น
การดูแลรักษาอาการความจำไม่ดี ตอนนี้มียาอยู่ 4 ประเภทที่ได้รับการยืนยันจากคณะ ผู้ตัดสินของกินและก็ยาที่อเมริกา สำหรับเพื่อการนำมาใช้กับคนเจ็บโรคอัลไซเมอร์ คือ Donezpezil , Rivastigmin, Galantamine, รวมทั้ง Memantine มีการเรียนพบว่า การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ช่วยบรร เทาลักษณะของคนป่วยได้ แต่ว่าก็ยังไม่มีการศึกษายืนยันแจ่มกระจ่าง บางการศึกษาพบว่าการให้วิตามินอี เสริมในขนาดสูงจะช่วยชะลอการเสียชีวิตได้ แม้กระนั้นก็อาจมีผลกระทบต่อระบบหัวใจแล้วก็เส้นโลหิตได้
การรักษาอารมณ์รวมทั้งพฤติกรรมที่ร้ายแรง และก็อาการจิตหลอน โดยการใช้ยารักษาโรคจิตมารักษาตามอาการที่ปรากฏ
การดูแลและรักษาทางจิตสังคม เช่น
การรักษาที่เน้นการกระตุ้นสมอง อาทิเช่น ศิลป์บรรเทา ดนตรีบรรเทา การบำบัดโดยอาศัยสัตว์เลี้ยง
การบำบัดด้วยการระลึกถึงเรื่องราวในอดีต เป็นต้นว่า การจับกลุ่มทำกิจกรรมแลกเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงประสบการณ์ในอดีต การใช้ภาพถ่าย สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ดนตรี ที่คนป่วยรู้จักดีในสมัยก่อนมาช่วยฟื้นความทรงจำ
การให้เข้าไปอยู่ในห้องที่เรียกว่า Snoezelen room ซึ่งเป็นห้องที่ออกแบบให้มีสภาพแวดล้อมภายในที่เหมาะกับวิธีการกระตุ้นการรับรู้รวมทั้งความรู้สึกที่นานัปการ ที่เรียกว่า Multisensory integration อันเช่น การมองมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับสัมผัส รวมทั้งการเคลื่อนไหว
การให้การดูแลผู้เจ็บป่วย เป็นเรื่องสำคัญที่สุด คนที่อยู่ใกล้ชิดต้องรู้เรื่องลักษณะโรคจะต้องทำใจ สารภาพ และอดทน ไม่ทอดทิ้งผู้ป่วยไว้ผู้เดียว รวมทั้งเข้าใจการดำเนินของโรคว่า คนเจ็บจำต้องอาศัยการช่วยเหลือที่จะตอบสนองความอยากได้ฐานรากเพิ่มมากขึ้น
การติดต่อของโรคอัลไซเมอร์ เนื่องมาจากโรคอัลไซเมอร์เป็นหนึ่งในโรคของภาวการณ์โรคสมองเสื่อมที่เกิดขึ้นจากความไม่ปกติของสมอง ด้วยเหตุนั้นจึงไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน

การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์
 ผู้เจ็บป่วยที่เริ่มมีอาการของจำอะไรไม่ค่อยได้ควรหยุดขับขี่รถด้วยตัวเองผู้เดียว ไม่สมควรไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยเพียงผู้เดียวหรือไปทำธุระผู้เดียวโดยยิ่งไปกว่านั้นถ้าเกิดเป็นเรื่องจำเป็น ดังเช่น ธุรกรรมทางด้านการเงิน และเมื่อมีอาการมากแล้วควรจะมีผู้ดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา
คนไข้จำเป็นต้องไปพบหมอหรือให้ผู้ดูแลพาไปพบแพยท์ตามนัดเป็นประจำ เพื่อประเมินอาการต่างๆติดตามการใช้ยา และก็ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
ผู้เจ็บป่วยควรพกป้ายประจำตัว หรือใส่สายข้อมือที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติด ต่อให้ชัดแจ้ง เพื่อป้องกันการพลัดหลงถ้าจำต้องออกนอกบ้าน หรือกำเนิดเดินหนีออกนอกบ้านไปผู้เดียว
ควรจะมีการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมด้านในภาย เพื่อคนป่วยมีความปลอดภัยและลดภาระหน้าที่ต่อผู้ดูแลได้บ้าง ดังเช่นว่า การล็อกบ้านแล้วก็รั้วไม่ให้ผู้เจ็บป่วยออกนอกบ้านไปคนเดียว การตำหนิดป้ายบนเครื่องใช้สอยต่างๆข้างในบ้านให้เด่นชัดโดยบอกว่าเป็นยังไง ใช้งานอย่าง ไร การต่อว่าดป้ายหน้าห้องต่างๆให้แจ้งชัดว่าเป็นห้องอะไร เป็นต้น
คนป่วยควรหากิจกรรมทำ แล้วก็ควรเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนที่ดูแลและก็ผู้ที่อยู่ในบ้าน เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้คนเจ็บเป็นประจำ
คนเจ็บควรออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงซึ่งมีผลที่ดีไปถึงสมองได้
การปกป้องคุ้มครองตนเองจากโรคอัลไซเมอร์ ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับเพื่อการป้องกันโรคนี้ แต่การปฏิบัติตัวบางสิ่งบางทีอาจช่วยให้สมองมีความจำที่ดีได้ อย่างเช่น
เลี่ยงยาหรือสารที่จะก่อให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่สมอง อย่างเช่น การกินเหล้าจัด การสูบยาสูบ การรับประทานยาโดยไม่จำเป็น
การฝึกอบรมสมอง เช่น การพยายามฝึกฝนให้สมองได้คิดบ่อยๆตัวอย่างเช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือบ่อยๆคิดเลข ดูเกมส์ตอบปัญหา ฝึกฝนการใช้เครื่องใช้ไม้สอยใหม่ๆฯลฯ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง ได้แก่ เดินเที่ยว รำมวยจีน ฯลฯ
การคุยกัน พบปะคนอื่นๆเป็นประจำได้แก่ ไปวัด ไปงานเลี้ยงต่างๆหรือเข้าชมรมคนวัยชรา ฯลฯ
ตรวจสุขภาพรายปี หรือหากมีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็จำต้องติดตามการดูแลและรักษาเป็นระยะ อาทิเช่น การตรวจค้น ดูแลรวมทั้งรักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ฯลฯ
รอบคอบเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม เป็นต้น
อุตสาหะมีสติในสิ่งต่างๆที่กำลังทำแล้วก็ฝึกสมาธิอยู่ตลอดเวลา
พากเพียรไม่คิดมากมาย ไม่เครียด หากิจกรรมต่างๆทำเพื่อเครียดลดลง เนื่องมาจากความเครียดรวมทั้งอาการเซื่องซึมอาจก่อให้จำอะไรได้ไม่ดี
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคอัลไซเมอร์
ขมิ้นชัน  หรือ  ขมิ้น  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. มีรายงานการวิจัยหลายฉบับยืนยันว่าสาร curcumin มีคุณภาพสำหรับในการต้านทานอนุมูลอิสระ สาร curcumin มีคุณลักษณะปกป้องรักษาเซลประสาทในสมองของสัตว์ทดสอบจากการทำลายของสารเอทานอล (ethanol-induced brain injury) สารชนิดนี้ยังช่วยลดปริมาณ lipid peroxide แล้วก็เพิ่มปริมาณ glutathione ในสมองหนูแรท สาร curcumin และก็ curcuminoids ที่ได้จากเหง้าขมิ้น มีฤทธิ์สโมสรกับการต้านอนุมูลอิสระรวมทั้งการต้านการอักเสบ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์
บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica L. มีรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากใบบัวบก ซึ่งมีสารกลุ่ม monoterpenes ได้แก่ bornyl acetate, α-pinene, β-pinene, γ-terpinene มีฤทธิ์ยับยั้งรูปแบบการทำงานของเอ็นไซม์acetylcholinesterase  พบว่าสารสกัดประเภทนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท (tranquilizing) ซึ่งมีเหตุที่เกิดจากสารตรีเทอร์ไต่ (triterpenes) ที่ชื่อว่า brahmoside สารสกัดจากใบบัวบกยังมีฤทธิ์กดประสาท (sedatvie) ต้านทานอาการเหงาหงอย (antidepressant) รวมทั้งมีฤทธิ์เป็น cholinomimetic ในสัตว์ทดสอบ จากการศึกษาและทำการค้นพบนีก็เลยอาจนำบัวบกไปใช้รักษาอาการหม่นหมองแล้วก็อาการหนักใจในคนไข้อัลไซเมอร์ได้ โดยส่งผลกระตุ้นระบบ cholinergic activity และก็ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับในการศึกษา (cognitive function)
ถั่ว  นอกเหนือจากถั่วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ก็ดีแล้ว ถั่วยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับแม่ทัพตามธรรมชาติ รวมทั้งเป็นแหล่งของเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในระบบแนวทางการทำงานของร่างกาย รวมทั้งระบบการนำประสาทต่างๆด้วย ดังเช่น แมกนีเซียม สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
ใบแปะก้วย (Ginkgo biloba) เป็นสมุนไพรจีนที่ได้รับความนิยมไปทั้งโลกมีสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ แล้วก็มีคุณประโยชน์ในการเพิ่มสมาธิและก็ความจำ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์. โรคอัลไซเมอร์  ALZHE1MER DISEASE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ปีที่ฉบับที่2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553.หน้า 169-182.
  • ภก.ผศ.ชาญชัย สาดแสงจันทร์.ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยกับภาวะสมองเสื่อม.วารสารไทภษัชยนิพนธ์(ฉบับการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์) มศก.ปีที่ฉบับเดือน มกราคม-เดือนธันวาคม 2555 หน้า 1-21
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ.กรมการแพทย์.
  • อัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์ หาหมอ.com  (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://haamor.com/th
  • Barnes DE,Yaffe K, Satariano WA, et al.A longitudinal study of cardiorespiratory fitness and cognitive function in older adults. Journal of the American Geriatric Society 2003;51:459-65.
  • ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล โรคสมองเสื่อม.ภาควิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Karp A, Paillard-Borg S, Wang HX, et al. Mental, physical and social components in leisure activities equally contribute to dementia  risk. Dementia Geriatric Cognitive Disorders 2006; 21: 65-73.
  • บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล.(2551).ตำราบำบัดโรคด้วยอาหารและสารเสริม.กรุงเทพฯ: บริษัท รวมทรรศน์ จำกัด  http://www.disthai.com/
  • อัลไซม์เมอร์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://pobpad.com
  • พนัส ธัญญะกิจไพศาล.(2544).คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).ความรู้เรื่องอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์.
  • Alzheimer’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
  • Berchtold NC, Cotman CW (1998). "Evolution in the conceptualization of dementia and Alzheimer's disease: Greco-Roman period to the 1960s". Neurobiol. Aging 19 (3): 173–89. PMID 9661992. doi:10.1016/S0197-4580 (98) 00052-9
  • Tiraboschi P, Hansen LA, Thal LJ, Corey-Bloom J (June 2004). "The importance of neuritic plaques and tangles to the development and evolution of AD". Neurology 62 (11): 1984–9. PMID 15184601
  • Albert MS. Changing the trajectory of cognitive decline? The New England Journal


Medicine 2007; 357: 502-3.

  • Walsh DM, Selkoe DJ. Deciphering the molecular basis of memory failure in Alzheimer’s disease. Neuron 2004; 44: 181-93.
  • May AB, Adel B, Marwan S, et al, Sex differences in the association of the apolipoprotein E epsilon 4 allele with incidence of dementia, cognitive impairment, and decline. Neurobiology of Aging 2012; 33(4): 720-731.
  • Yaffe K, Barnes D, Nevitt M, et al. A prospective study of physical activity and cognitive decline in elderly women: women who walk. Archives International Medicine 2001; 161: 1703-8.


9

โรคมือเท้าปาก  (Hand Foot and Mouth  disease – HFMD)
โรคมือเท้าปาก เป็นยังไง โรคมือ-เท้า-ปาก เป็นไข้เกิดผื่นที่ติดต่อกันง่าย แม้กระนั้นมักไม่ร้ายแรงและก็หายได้เองเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ซึ่งโรค มือเท้าปาก เป็นโรคที่พบมากในเด็กตัวเล็กๆ โดยเฉพาะตอนหน้าฝน มักมีสาเหตุจากไวรัสกลุ่ม Enterovirus  แต่ในแถบร้อนเปียกชื้น พบได้มากได้ทั้งปีโดยส่วนมากแล้ว พบมากในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีแต่บางทีอาจพบในเด็กอายุมากกว่านี้ก็ได้ แล้วก็ถ้าเกิดมีการกำเนิดโรคในสถานเลี้ยงเด็กหรือในโรงเรียนสำหรับสอนเด็กอนุบาล ก็จะเจอผู้ป่วยเยอะมากขึ้นด้วยเหตุว่าโรคนี้ระบาดได้ง่าย
                อนึ่งโรคนี้เป็นโรคคนละประเภทกับโรคปากเปื่อยยุ่ยเท้าเปื่อยที่เจอได้ในสัตว์กีบคู่ ซึ่งโดยธรรมดาจะไม่ติดต่อมาสู่คน เว้นเสียแต่ในเรื่องที่คนไปสัมผัสคลุกคลีอยู่กับสัตว์ที่ป่วยหรือผู้ที่ปฏิบัติงานในห้องแลปเกี่ยวกับโรคในสัตว์พวกนี้ ที่อาจมีรายงานการตำหนิดเชื้อได้บ้าง
                ที่จริงแล้ว โรคมือ เท้า ปาก ว่าไม่ใช่โรคใหม่ แต่รู้จักกันมานานมากกว่า 50 ปีแล้ว  โดยมีประวัติที่ไปที่มาของโรค ดังต่อไปนี้

  • พุทธศักราช 2500 มีรายงานการระบาดของกลุ่มอาการไข้ซึ่งพบร่วมกับตุ่มน้ำใสในช่องปาก มือและก็เท้าในผู้ป่วยเด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16(Cox A16)1
  • พุทธศักราช 2502 พบการระบาดของกรุ๊ปอาการเช่นกันในเมือง Bermingham อังกฤษ แล้วก็ได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD)


หลังจากนั้นก็มีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆทั่วทั้งโลก ซึ่งเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกรุ๊ปอาการมือ เท้า ปาก ไม่ได้มีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวแต่มีมากยิ่งกว่า 10 สายพันธุ์
สำหรับการระบาดใหญ่ของกรุ๊ปอาการของโรคมือ เท้า ปาก พบว่ามีรายงานตั้งแต่ พุทธศักราช2540-2555 มีดังนี้

  • พ.ศ.2540 มาเลเซีย (เสียชีวิต 31 ราย) พุทธศักราช2541 ไต้หวัน (ผู้เจ็บป่วย 1.5 ล้านราย เสียชีวิต 78 ราย)
  • พุทธศักราช2550 ประเทศอินเดีย (ผู้ป่วย 38 ราย) รวมทั้ง พุทธศักราช2551 อินเดีย (ผู้ป่วย 25,000 ราย เสียชีวิต 42 ราย) ประเทศสิงคโปร์ (คนป่วยมากกว่า 2,600 ราย) เวียดนาม (คนไข้ 2,300 ราย เสียชีวิต 11 ราย) มองโกเลีย (ผู้เจ็บป่วย 2,600 ราย) รวมทั้งบรูไน (ผู้เจ็บป่วย 1,053 ราย)
  • พุทธศักราช2552 จีน (ผู้ป่วย 115,000 ราย เสียชีวิต 85 ราย) และก็ พ.ศ.2553 จีน (คนป่วย 1.6 ล้านราย เสียชีวิต 537 ราย)
  • พ.ศ.2554 เวียดนาม (คนไข้ 42,000 ราย เสียชีวิต 98 ราย) แล้วก็จีน (คนไข้ 1.3 ล้านราย เสียชีวิต 437 ราย)
  • พ.ศ.2555 กัมพูชา (เสียชีวิต 52 ราย) จีน (คนป่วย 460,000 ราย เสียชีวิต 112 ราย) ไทย (คนไข้ 168,60 ราย เสียชีวิต 1 ราย)


สำหรับสถานการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย อ้างอิงข้อมูลที่ได้รับมาจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2558 มีผู้ป่วยทั้งปวง 40,417 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 62.21 ต่อประชากร 1 แสนคน และก็มีผู้เจ็บป่วยเสียชีวิต 3 ราย ส่วนในปี 2559 ข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ 28 มีนาคม 2559 มีคนป่วย 8,973 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 13.78 ต่อประชาชน 1 แสนคน และยังไม่มีผู้เสียชีวิต
ตั้งแต่เริ่มมีการตรวจพบเชื้อ EV71 ในผู้เจ็บป่วยโรค HFMD ในปี2541 ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเฝ้าระวังรายงานรวมทั้งสืบสวนคนเจ็บสงสัยติดเชื้อ EV71 และคุ้มครองปกป้องควบคุมโรคตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พบว่าคนไข้ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 2 ปีรวมทั้งโดยประมาณกึ่งหนึ่งติดเชื้อ EV71 ที่มีอาการไม่ร้ายแรง
ส่วนในด้านรายงานการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากจากสำนักระบาดวิทยา พบว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เดือนเมษายน 2559 มีการระบาดเป็นกลุ่มเป็นก้อนทั้งตามโรงเรียนและก็ในชุมชน 8 เรื่องราว จากจำนวนผู้เจ็บป่วย 22 ราย ทั้งนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำให้โรงเรียนทำตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคระบุ เพื่อคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคและการแพร่ระบาดของโรค
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปากมีสาเหตุจากการต่อว่าดเชื้อกลุ่มเชื้อไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันนานาประการสาย ยกตัวอย่างเช่น ค็อกแซคกีเอและบี (Coxsackie A, B), เชื้อไวรัสเอนเทอโรจำพวก 71 (Enterovirus 71 – EV71) ต้นเหตุที่พบมากที่สุดก็คือการระบาดจากการติดเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 (Coxsackievirus A 16) ซึ่งอาการมักจะไม่ร้ายแรง แล้วก็คนเจ็บชอบหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนต้นเหตุที่พบได้น้อยและมีอาการรุนแรงหมายถึงการต่อว่าดเชื้อไวรัสเอนเทอโรประเภท 71 ซึ่งอาจจะทำให้คนเจ็บเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกเหนือจากนี้โรคมือเท้าปากยังบางทีอาจกำเนิดได้จากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 5, 7, 9, 10 และก็เชื้อไวรัสค็อกแซคกีบีจำพวก 2 และ 5 ได้บ้าง
                ซึ่งโรคนี้โดยมากมักจะติดต่อกันจากการกินอาหาร น้ำ การดูดเลียนิ้วมือ หรือของเล่นเด็กที่แปดเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ส่วนน้อยที่ติดต่อโดยการสูดเอาฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด  ซึ่งเมื่อเชื้อไปสู่ร่างกายแล้ว ราวๆ 3-6 วัน ผู้ป่วยจึงจะมีลักษณะ
อาการโรคมือเท้าปาก  ภายหลังติดเชื้อโรค 3-7 วัน ผู้เจ็บป่วยจะเริ่มออกอาการเริ่มต้น คือ มีไข้ตํ่าๆราวๆ 38-39o C และมีลักษณะอาการครั่นเนื้อครั่นตัวช่วงนี้จะมีระยะเวลา ราวๆ 1-2 วัน แล้วจะเริ่มมีลักษณะอาการเจ็บปาก ตรวจร่างกายจะพบมีรอยโรคในบริเวณปาก มือและเท้าได้ดังต่อไปนี้

  • รอยโรครอบๆปาก เจอในคนป่วยจำนวนร้อยละ 100 มีรอยโรคจํานวน 5-10 แห้ง พบได้ทุกบริเวณในปากแต่ที่มักพบเป็นเพดานปาก ลิ้น รวมทั้งเยื่อบุกระพุ้งแก้ม รอยโรคระยะเริ่มต้น ลักษณะเป็นรอยสีแดงอาจนูนน้อยขนาด 2-8 มิลลิเมตรจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนํ้าสีเทาขนาดเล็กขอบแดงช่วงที่รอยโรคเป็นตุ่มนํ้าจะสั้น ก็เลยมักตรวจไม่เจอ  รอยโรคในระยะนี้แต่ก็พบบ่อยลักษณะเป็นแผลตื้นๆสีเหลืองถึงเทาของแดงซึ่งบางทีก็อาจจะมารวมกันเป็นรอยโรคใหญ่ได้


จำนวนร้อยละ 80 ของคนป่วยอาการเจ็บปากจะไม่รุนแรงและก็หายได้เองโดยไม่ต้องรักษาข้างใน 5-10 วัน

  • รอยโรคที่ผิวหนัง


บางทีอาจเกิดขึ้นพร้อมรอยโรคที่ปาก หรือหลังจากนั้นน้อยจํานวนตั้งแต่ 2-3 แห้งไปจนกระทั่ง 100 ที่ เจอ ที่มือหลายครั้งกว่าเท่า ลักษณะเป็นรอยแดงๆบางทีอาจนูนน้อยขนาด 2-10 มม. ตรงกลางสีเทา บางรอยโรคมี ลักษณะเป็นตุ่มนํ้าใสขอบแดง มีกระจายขนานไปกับแนวของผิวหนังบางทีอาจเจ็บหรือไม่ก็ได้ต่อไป 2-3 วัน จะ เริ่มตกสะเก็ด และก็ค่อยๆหายไปภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลือ
บริเวณอื่นๆที่อาจพบรอยโรคได้เหมือนกัน คือ ตูด แขน ขา และก็อวัยวะสืบพันธุ์ในทารกอาจพบ กระจายทั่วตัวได้
โดยปกติโรคมือเท้า ปากตะไกรว่ามีอาการน้อยส่วนใหญ่มักมีเพียงไข้ปวดเหมื่อยตามตัวและก็เจ็บปาก แต่ ในคนเจ็บบางรายบางทีอาจเจอภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ enterovirus 71 สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อ การพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง คือ

  • อายุในกรุ๊ปคนเจ็บอายุน้อยจะเจออาการแทรกซ้อนรุนแรงและก็เสียชีวิตมากกว่าในกรุ๊ปผู้เจ็บป่วยที่อายุมาก ตัวอย่างเช่นการระบาดในปีพ.ศ.2541 ที่ประเทศไต้หวัน พบว่าอัตราการตายโดยรวม คือ 44.4/100,000 รายแม้กระนั้นกรุ๊ปที่อัตราการเสียชีวิตสูงสุด คือ 6-11 เดือนเท่ากับ 96.96/100,000 ราย
  • เป็นไข้สูงมากเกินกว่า 39o C และนานเกิน 3 วัน
  • มีอาการคลื่นไส้มากมายกินอาหารมิได้


ซึ่งสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในข้อ 2 และ 3 จากการศึกษาวิจัยที่โรงหมอเด็ก Chang Gung ประเทศไต้หวัน พบว่า ชมรมกับการต่อว่าดเชื้อ EV มากกว่า Cox A  โดยชอบทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน/ทางระบบประสาท ระบบหัวใจ และก็ปอดได้สูง ทำให้คนไข้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วจากภาวะปอดบวมน้ำ เลือดออกในปอด แล้วก็สภาวะช็อก
อย่างไรก็ตามเชื้อคอกแซคก็ไวรัส เอ 16 ก็อาจก่อให้เกิดภาวะเข้าแทรกเป็น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ รวมทั้งภาวการณ์ช็อกได้ แต่ว่าเจอได้น้อยกว่าจากเชื้อ เอนเทอโรไวรัส 71 มากมาย
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมือเท้าปาก

  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากที่สุด เพราะมักพบการติดเชื้อและการระบาดของโรคใน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือศูนย์เด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่
  • การที่ผู้ดูแลเด็กไม่ได้ให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของโรคมือเท้าปาก
  • สภาพที่อยู่อาศัย หรือโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็กไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น มีลักษณะอับ ทึบ แสงแดดส่องไม่ถึง
  • การใช้ข้าวของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อน ร่วมกัน
  • การไอ จาม รดกัน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว
แนวทางการรักษาโรคมือ เท้าปาก การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช่อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดยแพทย์จะตรวจร่างกายหารอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือเท้า ปากร่วมกับมีไข้ ได้แก่  ผู้ป่วยมีไข้ 38 – 39 องศาเซลเซียส  พบจุดนูนแดง ตุ่มน้ำใส หรือ แผลที่เยื่อบุปาก ลิ้น และเหงือก พบจุดแดงราบ ตุ่มนูน หรือตุ่มน้ำที่มือ เท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแก้มก้น
การตรวจรอยโรคที่ผิวหนัง (cutaneous lesion) ทางพยาธิวิทยา(histology) จะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่จะไม้พบmultinucleated giant cell หรือ inclusion body 11 สําหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก้อโรค สามารถทําได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization หากพบผู้ป่วยในข่ายสงสัยให้ เก็บตัวอย่างดังนี้

  • อุจจาระภายใน 14 วันของการป่วยโดยเก็บประมาณ 8 กรัม ใส่กล่องพลาสติกสะอาด
  • สวอบลําคอ (throat swab) โดยจุ่มปลายสวอบลงใน viral transport media ให้จมปลาย ตัวอย่างในข้อ 1 และ 2 ให้เก็บส่งโดยแช่เย็นในกระติกนํ้าแข็งอุณหภูมิ 4-8o C และส่งห้องปฏิบัติ การโดยเร็วที่สุด
  • เก็บเลือด 2 ครั้งประมาณ 3-5 มล.ต่อครั้ง ครั้งแรกที่สุดภายใน 3-5 วันหลังป่วยและครั้งที่ 2 หลัง จากครั้งแรก 14วัน โดยใส่ในหลอดแก้วปราศจากเชื้อพันพลาสเตอร์ให้แน่น เก็บตัวอย่างในตู้เย็น เพื่อรอส่งตรวจพร้อมกัน


โรคมือเท้าปากไม่มีวัคซีนหรือยาสำหรับรักษาโรคโดยตรง การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่นการให้ยาลดไข้ paracetamol หรือให้ยาบ้วนปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บของแผลในช่องปาก ถ้าตุ่มกลายเป็นหนองหรือพุพองก็จะให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี อะม็อกซีซิลลิน อีริโทรไมซิน เป็นต้น ถ้ามีภาวะขาดน้ำเนื่องจากกินและดื่มไม่ได้ ก็จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ก็จำเป็นต้องรับเด็กไว้รักษาในโรงพยาบาลหรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2539 มีการศึกษาที่ Medical College of Ohio ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการทดลองใช้ acyclovir ในการรักษาผู้ป่วยโรคมือเท้า ปาก 13 รายซึ่ง 12 รายเป็นเด็กอายุ 1-5 ปีและอีก 1 รายเป็นผู้ใหญ่ โดยเริ่มใช้ยา acyclovir ภายใน 1-2 วัน หลังเริ่มมีรอยโรคพบว่าอาการของผู้ป่วยดีขึ้น และรอยโรคเปลี่ยนแปลงดี ขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเริ่มรักษา ได้ให้ acyclovir ต่ออีก 5 วันจนรอยโรคหายไปหมด ผู้ศึกษาเชื่อว่า acyclovir อาจไปยับยั้งเอนไซม์ thymidine kinase ของ Cox A16แต่ก็อาจมีประโยชน์ ด้านอื่นด้วยเช่น อาจทําให้ผู้ป่วยสร้าง interferon เพื่อยับยั้งไวรัสมากขึ้น15 อย่างไรก็ดียังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ acyclovir ในการ ลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
และหลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือเท้า ปากซํ้าได้จาก enterovirus ตัวอื่นๆ
การติดต่อของโรค มือ เท้า ปาก  โรคมือเท้าปากสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำใส หรือสารคัดหลั่งจากจมูกและปากอันได้แก่ น้ำมูก เสมหะ หรือน้ำลาย นอกจากนี้แล้วไวรัสยังสามารถพบได้ในอุจจาระ โดยไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ตั้งแต่ในระยะแรกที่แสดงอาการโดยช่วงที่มีการแพร่กระจายมากที่สุด คือ สัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการและอาจจะยังพบได้อีกหลายสัปดาห์ในอุจจาระของผู้ป่วยที่หายจากอาการของโรคแล้ว นอกจากนี้แล้วในผู้ใหญ่อาจจะสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้โดยไม่แสดงอาการใดๆ ซึ่งการได้รับไวรัสอาจเป็นการได้รับโดยตรงเช่นจากการไอหรือจาม หรืออาจจะได้รับไวรัสโดยอ้อมโดยการสัมผัสกับพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสอยู่ เช่นในสถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งอาจมีของเล่นหรือของใช้เด็กที่ปนเปื้อนน้ำลายเนื่องจากเด็กเล็กมักชอบนำสิ่งของเข้าปาก  ดูดเลียนิ้วมือ รวมถึงจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ มือของผู้เลี้ยงดูเด็กที่ไม่สะอาด เป็นต้น  เนื่องจากโรคมือเท้าปากมักพบในเด็กเล็ก ดังนั้นการระบาดมักพบในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือตามโรงเรียนอนุบาล  เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3วัน
โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเย็นหรือชื้นแฉะเชื้ออาจอยู่ได้เป็นเดือน  นอกจากนี้ การทำลายเชื้อต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม น้ำยาฆ่าเชื้อทั่วๆ ไปบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์และแอลกอฮอล์เจลใช้ป้องกันไวรัสไข้หวัดได้ แต่สำหรับเชื้อไวรัสเอนเทอโร แอลกอฮอล์ไม่มีผลโดยตรง
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษาจำเพาะ เพียงแต่ให้การดูแลตามอาการ และเฝ้าติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด โดยมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  • ทานยาลดไข้ พาราเซตามอล เป็นครั้งคราวเวลา มีไข้สูง
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยสังเกตดูว่ามีปัสสาวะออกมากและใส จึงนับว่าได้น้ำพอเพียง
  • ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้กินอาหารเหลวหรือของน้ำๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ น้ำหวาน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บในปาก อาจใช้วิธีอมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็นๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ (ผสมเกลือป่นครึ่งช้อนชาในน้ำอุ่น ๑ แก้ว) วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก
  • แยกของใช้ไม่ใช้ร่วมกับคนอื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน-ส้อม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ ขับถ่ายอุจจาระลงในในโถส้วม
  • ควรทำความสะอาดพื้นห้องและพื้นผิวอื่นๆ ที่สัมผัสบ่อยๆ รวมถึงห้องสุขาและห้องน้ำ โดยล้างด้วยน้ำและผงซักฟอก แล้วตามด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น ไฮเตอร์ ไฮยีน คลอร็อกซ์ โดยผสมตามฉลากปิดข้างขวด ทิ้งไว้ ๑๐ นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำให้สะอาดเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง
  • แยกเด็กที่ป่วยไม่ให้คลุกคลีกับเด็กคนอื่นๆ ทั้งเพื่อนบ้าน และพี่น้องที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เช่น การกอดรัด การเล่นของเล่นที่เปื้อนน้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้องเล็กๆ อายุ ๑-๒ ปีหรือน้อยกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรง ไม่นำเด็กไปในที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี
  • ขอให้เด็กหยุดเรียนเป็นเวลา ๗ วันนับจากวันเริ่มมีอาการ (ถึงแม้ว่าเด็กอาจมีอาการดีขึ้นก่อนครบ ๗ วัน) หากเด็กมีอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น ไข้สูง อาเจียน หอบเหนื่อย ซึม ชัก หรืออาการแย่ลง ต้องรีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที ในกรณีผู้ป่วยเป็นผู้ใหญ่ให้หยุดงานเป็นเวลา 7 วันเช่นกัน
  • ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
  • ตุ่มน้ำ กลายเป็นตุ่มหนองหรือพุพองจากการเกาให้แพทย์พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะรักษา
  • มีอาการเจ็บแผลในปาก จนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย
  • มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนรุนแรง ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

การปกป้องคุ้มครองตนเองจากโรคมือเท้าปาก

  • สำหรับเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำแล้วก็สบู่ทุกครั้งข้างหลังการขับถ่าย ก่อนรับประทานอาหาร หรือเมื่อสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย
  • สำหรับผู้ที่คอยดูแลเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำแล้วก็สบู่ทุกครั้งก่อนที่จะมีการเตรียมอาหาร ก่อนอาหาร และข้างหลังการขับถ่าย และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก ข้างหลังการช่วยล้างตูดให้แก่เด็กเล็กที่เพิ่งถ่าย หรือสัมผัสกับสิ่งคัดเลือกหลั่งของเด็ก อาทิเช่น น้ำมูก น้ำลาย
  • ให้บุตรหลานเลี่ยงการเล่น หรือคลุกคลีกับเด็กที่มีอาการป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก
  • ไม่นำเด็กตัวเล็กๆไปในที่ที่มีคนอยู่หลายชิ้น ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ แล้วก็ควรจะให้อยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ในตอนที่มีการระบาดของโรคมือเท้าปากในพื้นที่
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของ ดังเช่นว่า ถ้วยน้ำ หลอดดูด ขวดที่มีไว้ใส่นม ช้อนชาม เสื้อผ้า ผ้าที่มีไว้เช็ดตัว ของเล่นเด็ก ฯลฯ  ร่วมกับคนอื่นโดยเฉพาะในตอนที่มีการระบาดของโรคนี้
  • ฝึกเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี และก็หลีกเลี่ยงการใส่นิ้วมือหรือของเล่นเข้าปาก
  • ทําความสะอาดพื้น เครื่องใช้สอยเสื้อผ้าที่บางทีอาจปนเปื้อนเชื้อ ด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปด้านในภาย
  • พ่อแม่ผู้ปกครองช่วยตรวจทานอาการของบุตรหลานวันแล้ววันเล่า หากมีแผลในปากหลายแผล โดยเฉพาะถ้าเจ็บมากกระทั่งทำให้ไม่ค่อยทานอาหาร ให้ช่วยแจ้งแก่โรงเรียนเพื่อมีการดำเนินงานควบคุมโรคที่สมควร
  • สำหรับบิดามารดาผู้ดูแลที่จะพาบุตรหลานที่เป็นเด็กเล็กไปยังต่างประเทศที่มีการระบาด สามารถเดินทางได้ตามปกติ โดยให้ประพฤติตนตามความถูกอนามัยที่ดี หลีกเลี่ยงพาลูกหลานไปสถานที่ยัดเยียด และก็ถ้าหากบุตรหลานมีอาการเจ็บไข้ที่สงสัยโรคมือ เท้า ปาก ให้พาไปพบแพทย์


สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาอาการโรคมือเท้าปาก สมุนไพรซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ทุเลาลักษณะโรคมือเท้าปากนั้นมีดังนี้ หากมีแผลในปากก็สามารถใช้กลีเซอรีนพญายอหยอดรอบๆแผลได้ เนื่องมาจากในใบพญายอมีสารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นรวมทั้งปลอดภัย ไม่เป็นผลใกล้กัน
            สมุนไพรในโรค มือ-เท้า-ปากเป็นฟ้าทลายมิจฉาชีพ (Andrographis paniculata (Burm.F.) Nees.) เป็นงานศึกษาวิจัยที่ทำในประเทศจีน โดยนักค้นคว้าได้สกัดสารสำคัญของฟ้าทลายขโมยรวมทั้งทำให้อยู่ในรูปแบบของยาฉีด คือ Andrographolide Sulfonate injection
งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยนี้ทำในเด็กที่เป็นโรค มือ-เท้า-ปาก อายุ 1-13 ปี จำนวน 230 คน โดยแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป กลุ่มแรกจะได้รับการดูแลรักษาแบบแผนเดิมร่วมกับ สารสกัดฟ้าทะลายโจรในต้นแบบบาฉีด (Andrographolide Sulfonate injection) อีกกลุ่มจะได้รับการดูแลและรักษาแบบแผนเดิม โดยติดตามผล 7-10 วัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มแรกจะเจออาการแทรกซ้อนแบบร้ายแรงน้อยกว่ากลุ่มลำดับที่สองอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งกว่านั้นยังทำให้ไข้ลดลงได้เร็วขึ้น ทำให้แผลที่ผิวหนังและแผลในปากหายมากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่รักษาแบบแผนเดิม และไม่พบการเสียชีวิตรวมถึงผลกระทบที่รุนแรงในกลุ่มทดลองอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.โรคมือเท้าปากในเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Chang L, Lin T, Huang Y, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie-virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998. Pediatr Infect Dis J 1999;18(12): 1092-6.
  • Abzug MJ. Hand-Foot-and-Mouth Disease. Kliegman: Nelson Textbook of Pediatrics, 19th ed.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคมือ-เท้า-ปาก.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 326.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มิถุนายน.2549
  • โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-Food-and-Mouth Disease; HEMD) และโรคจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV-71) .หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth-disease)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 1121-1123. http://www.disthai.com/
  • Alsop J. Hand-foot-and-mouth disease in Birmingham in 1959. Br Med J 1960;2:1708.
  • Shelley WB, Hashin M, Shelley ED. Acyclovir in the treatment of hand-foot-and-mouth disease.Cutis 1996;57:232-4.
  • โรคมือ เท้า ปาก พ.ศ.2555. หมอชาวบ้าน(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Ho M, Chen E, Hsu K, et al. An epidemic of enterovirus 71 infection in Taiwan. N Engl J Med 1999; 341(13): 929-35.
  • Jennifer CH, Antoinette FH. Hand-food-and-mouth disease. In: Freedberg IM, Eisen AZ, editors. Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine. 5th ed. New York: McGraw-Hill; 1999. p. 2403-7.
  • สมุนไพรที่เคยมีการทำวิจัยในโรคมือเท้าปาก.อภัยภูเบศสาร.ปีที่ 12 .ฉบับที่133.กรกฎาคม.2557
  • Luan YC, Tzou YL, Yhu CH, Kou CT, Shin RS, Ming LK, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998.Pediatr Infect Dis J 1999;18:1092-6.
  • Robinson CR. Report on an outbreak of febrile illness with pharyngeal lesions and examthem. Toronto, Summer 1957-isolation group A Coxsackie virus. Can Med Assoc J 1958;79:615.
  • Theokiss Z, Joel DK. Enterovirus infection. Pediatrics in Review 1998;19:183-91.
  • พญ.ชนิกานต์ คีรีวิเชียร,พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคมือเท้าปาก (Hand-Food-and-Mouth-Disease).คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.กันยายน 2545.หน้า 1- 9
  • โรคมือเท้าปาก-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก


10

โรคไข้สมองอักเสบ เจอี (Japanese Encephalitis)
โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี คืออะไร ไข้สมองอักเสบ (encephalitis) หมายถึง การอักเสบของเนื้อสมอง หรือเฉพาะที่บางส่วน เพราะเหตุว่าเนื้อสมองอยู่ติดกับเยื่อหุ้มสมอง จึงบางทีอาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองได้ด้วย  โดยโรคไข้สมองอักเสบบางทีอาจเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีโดยมากชอบมีสาเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อจากไวรัส โดยสามารถกำเนิดได้จากเชื้อไวรัสหลายแบบหรือบางเวลาบางทีอาจพบเป็นโรคเข้าแทรกของโรคฝึกหัด คางทูม ไข้ผ่องใส แต่ว่าไข้สมองอักเสบชนิดที่อันตราย/ร้ายแรงที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้หมายถึงโรคไข้สมองอักเสบ เจอี(Japaneseencephalitis, JE) พบมากที่สุดในเอเชียรวมถึงเมืองไทยและเล็กน้อยของแปซิฟิคตะวันตก ส่วนมากชอบเจอการเกิดโรคในช่วงฤดูฝน แม้กระนั้นในแม้กระนั้นล่ะประเทศจะเจอตอนที่มีการเกิดโรคได้แตกต่างกันซึ่งพบได้ตลอดทั้งปี โดยในรอบๆแหล่งระบาดมักจะพบในคนป่วยอายุน้อยกว่า 15 ปี เพราะในคนแก่จะมีภูมิต้านทานอยู่ก่อนแล้ว  อย่างไรก็ตามถ้าเป็นรอบๆที่ไม่เคยกำเนิดโรคมาก่อนก็จะเจอในกรุ๊ปของผู้ที่แก่สูงมากขึ้นได้
โรคไข้สมองอักเสบเจอี เป็นโรคที่ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตรวมทั้งเป็นโรคที่รักษายาก ที่สำคัญเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง แม้รอดตายมักมีความพิการหรือผิดปกติทางสมองตามมา อัตราป่วยตายอยู่ระหว่างจำนวนร้อยละ 20-30 ประมาณสองในสามของผู้มีชีวิตรอด จะมีความพิการคงเหลืออยู่ ในเอเชียเจอคนป่วยโรคนี้ราวปีละ 30,000-50,000 ราย โรคนี้เรียกว่า Japanese เหตุเพราะสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในประเทศญี่ปุ่นหนแรกเมื่อปี พุทธศักราช2468
ต้นเหตุของโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี ด้วยโรคไขสมองอักเสบเจอีเปนโรคที่มีอัตราตาย แล้วก็ความพิกลพิการตามมาสูง ซึ่งสวนใหญชอบเปนในเด็ก ส่วนเชื้อที่กอโรคไดแก Japanese encephalitis virus (JEV) ซึ่งเปน arbovirus จัดอยูใน family Flaviviridae, genus Flavivirus โดยมียุงรําคาญ Culex tritaeniorhynchus เปนพาหะนําโรค โรคนี้เจอในเขตเมืองนอชูวาชนบท มีอัตราตายรอยละ 10-35 และมีอัตราการเกิดความพิกลพิการ ตามมามากถึงรอยละ 30-50 โดยเชื้อไวรัสจำพวกนี้ถูกค้นพบหนแรกโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นแล้วก็ได้กระจายทั่วๆไปทุกภาคและทุกฤดู ซึ่งประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี ดังเช่นว่า รอบๆเอเชียใต้ ประเทศอินเดียและศรีลังกา ตลอดจนประเทศในเอเซียอาคเนย์ แล้วก็ในภาคทิศตะวันออกของประเทศจีน และเจอได้ในประเทศ ไต้หวัน เกาหลี แล้วก็ญี่ปุ่น
ปลายคริสตศตวรรษที่ 18 มีการระบาดใหญ่ของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศญี่ปุน โดย ในป พุทธศักราช 2468 สามารถแยกเชื้อไวรัสเจอีไดเปนครั้งแรกจากสมองของผูปวยชายอายุ 19 ปที่มี อาการสมองอักเสบแล้วก็เสียชีวิตในกรุงเมืองโตเกียว ถัดมาสามารถแยกเชื้อไวรัสไดจากยุงรำคาญ Culex และก็มีรายงาน การระบาดของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศต่างๆในทวีปเอเชียตามมา ซึ่งนับเป็นปัญหาที่สําคัญที่สุดในบรรดาโรค สำหรับเมืองไทยพบการระบาดคราวแรกในป พุทธศักราช 2512 ที่จังหวัดเชียงใหมหลังจากนั้นมีการเจอผูปวยบ่อยมาและก็มีการระบาดใหญ่เปนครั้งคราว ผู้ปวยโรคนี้สามารถเจอไดบอยทางภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาไดเอ็ง ภาคกึ่งกลาง และภาคใต
ปจจุบันเจอผูปวยโรคไขสมองอักเสบ เจ อี นอยลง ด้วยเหตุว่ามีการฉีดวัคซีนปองกันโรคไขสมอง อักเสบเจอีในเด็กทั่วราชอาณาจักร ในป พ.ศ. 2552 สํานักระบาดวิทยาไดรับรายงานผูปวยโรคไขสมองอักเสบรวมทั้งสิ้น 543 ราย คิดเปนอัยี่ห้อปวย 0.86 ตอแสนราษฎร จําแนกเปนโรคไขสมองอักเสบเจอีจํานวน 106 ราย (รอยละ 19.52) คิดเปนอัยี่ห้อปวย 0.17 ตอแสน สามัญชน ไมมีรายงานผูเสียชีวิต  สวนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุนอชูวา 15 ป เจอผูปวยสูงสุดในกลุมอายุยง 0-4 ป คิด เปนอัยี่ห้อปวย 1.1       ตอแสนสามัญชน รองลงมาเป็น กลุมอายุยง 5-9 ป มากมายกวา 15 ป และก็ 10-14 ป โดยมี อัตราปวย 0.3, 0.09 รวมทั้ง 0.08 ตอแสนพลเมืองตามลําดับ กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ
อาการโรคไขสมองอักเสบ เจ อี   เชื้อไวรัสเจอีนี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแพร่ไปไปสู่สมองและจะทำลายเนื้อสมองตั้งแต่นิดหน่อยไปจนถึงมหาศาลนานับประการในแต่ละคน (Japanese encephalitis virus)  โดยส่วนมากผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ มีเพียงแต่ 1 ใน 300 คนเท่านั้น ที่จะออกอาการ โดยในรายที่รุนแรงจะแสดงอาการแบบสมองอักเสบ (encephalitis) โดยมีลักษณะอาการแบงเปน 3 ระยะดังต่อไปนี้ 1. Prodromal stage ในเวลานี้ผู้ปวยจะมีลักษณะอาการไขสูงรวมกับอาการออนเพลีย ปวดหัว คลื่นไสอ้วก ตอนนี้จะกินเวลาประมาณ 1-6 วัน 2. Acute encephalitic stage ผูปวยยังคงมี ไข้แล้วก็เริ่มมีอาการเคืองของเยื่อหุมสมอง มีการเปลี่ยนแปลงของระดับความรูสึกตัว มีอาการชักเกร็ง สามารถตรวจพบ pyramidal tract signs, flaccid paralysis รวมทั้งเจอ deep tendon reflex ลดลงไดรอยละ 10 บางทีอาจพบอัมพาตครึ่งด้านรวมทั้งความเปลี่ยนไปจากปกติของเสน ประสาทสมองได ระยะที่ 1 และก็ 2 ของโรคมักใช้เวลา ไมเกิน 2 สัปดาห ผูปวยที่มีลักษณะอาการร้ายแรงมักเสียชีวิต ในตอนนี้ 3. Late stage and sequele ในช่วงนี้ไข้จะลดน้อยลง อาการทางสมองจะคงเดิมหรือ ผูปวยที่เสียชีวิตในเวลานี้มักเกิดจากโรคแทรกซอนที่ตามมา ดังเช่นว่า ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ติดโรคในกระแสเลือด อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งคนไข้โรคไข้สมองอักเสบ บางรายอาจมีอาการ ความประพฤติปฏิบัติเปลี่ยนหรือเป็นอาการทางจิตได้ อาการชักมักเป็น แบบชักเกร็งกระตุกทั่วตัว ซึ่งพบมากมากมายโดย เฉพาะเด็กเล็ก บางครั้งก็อาจจะมาด้วยนิ้วกระตุก, ตาเหล่, หรือหายใจผิดจังหวะได้หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเหมือน โรคพาร์กินสัน เป็นมีลักษณะตัวเกร็ง, หน้าไม่แสดง อารมณ์,มือสั่นแล้วก็เคลื่อนทุกข์ยากลำบาก
กรรมวิธีการรักษาโรคไข้สมองอักเสบ การวินิจฉัย การวินิจฉัยอาศัยประวัติ การตรวจรางกายและก็การ ตรวจทางหองปฏิบัติงาน การตรวจนับเม็ดเลือดพบมากวาจํานวนเม็ดเลือดขาวและคารอยละของนิวโตรฟล มากขึ้นในระดับปานกลางถึงสูงมาก การตรวจน้ำไขสันหลัง สวนใหญจะเจอวาน้ำไขสันหลังมีลักษณะใส ไมมี สีความดันของน้ำไขสันหลังอยูในเกณฑธรรมดามีเซลล เม็ดเลือดขาวไดตั้งแต 10-1,000 เซลล/ลบ.มิลลิเมตร ซึ่งส่วนใหญเปนชนิดโมโนนิวเคลียรเซลล ในระยะแรกของโรคอาจไมเจอเซลลในน้ำไขสันหลังหรือบางทีอาจพบนิวโตรฟลเดนได โปรตีนมักสูงกวาธรรมดาเล็กนอย ระดับน้ำตาลมักอยูในเกณฑธรรมดาเมื่อเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือด
การส่งไปเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นยิ่งกว่าการตรวจด้วยเครื่อง เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์โดยจะเห็นความแตกต่างจากปกติใน ตำแหน่ง thalamus,basalganglia, midbrain, pons, และ medullaตามหน้าที่ที่เจอร่วมมากมาย ที่สุดคือตำแหน่ง thalamus การส่งตรวจแยกเชื้อ (serology) ซึ่ง เป็นการวิเคราะห์ที่ใช้อยู่ในขณะนี้คือตรวจหาIgM antibodyเฉพาะต่อไวรัสเจอีในนํ้าไขสันหลังและ ในเลือด โดยการตรวจเจอ JEV-specific IgM antibody ในนํ้าไขสันหลังสามารถช่วยยืนยันการ ติดเชื้อโรคในคราวนี้ได้แต่ถ้าตรวจเจอJEV-specific IgMantibodyในเลือดอาจเป็นการติดเชื้อหรือขึ้น จากการได้วัคซีนก็ได้ การตรวจค้น antibody ในนํ้าไขสันหลัง จะสามารถตรวจเจอได้ร้อยละ 70-90 ในคนไข้ที่ ติดเชื้อ โดยจะสามารถตรวจพบได้เมื่อราวๆ วันที่5-8หลังจากเริ่มมีลักษณะอาการ การตรวจหาantibodyในเลือดจะสามารถ ตรวจเจอได้จำนวนร้อยละ60-70 ในคนเจ็บที่ติดเชื้อโรคโดย จะสามารถตรวจพบได้อย่างต่ำ 9 คราวหน้าจาก เริ่มมีอาการ ในตอนนี้ยังไม่มีการดูแลและรักษาที่เฉพาะเจาะจง  การดูแลรักษา    เปนเพียงแต่การดูแลและรักษาตามอาการ ที่สําคัญหมายถึงลดอาการบวมของสมอง ดูแลระบบฟุตบาทหายใจ ใหยาระงับชัก บางรายอาจจําเปนตองให mannitol เพื่อควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ รวมทั้งป้องกันอาการเข้าแทรกตามมา การใช dexamethasone ในขนาดสูงเพื่อลดการบวมของสมองในผูปวยไขสมองอักเสบเจอี พบวาไมสามารถลดอัตราการตายและก็อัตราการฟนจากโรคได มีรายงานจากการเรียนแบบ controlled clinical trials ขนาดเล็กเกี่ยวกับ Neutralizing murine monoclonal antibodies ซึ่งผลิตในประเทศจีน นํามาใชรักษาผูปวย ไขสมองอักเสบเจอี เจอวาการดูแลและรักษาดังกลาวใหผลการ รักษาที่ดียิ่งขึ้น  บางรายงายการเรียนรู้พบว่าได้มีการทดสอบการใช้ยาต้านทาน ไวรัส ribavirin แต่ว่าไม่เจอความแตกต่างของผล การดูแลรักษาของการใช้ยาต่อต้านไวรัสกับยาหลอกแล้วก็ พบว่าcorticosteroidsแล้วก็interferonalpha2a ไม่ช่วยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาการและไม่ช่วย ในเรื่องของผลของการรักษา
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เนื่องจากเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ที่เป็นตัวการของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี จะอยู่ในสัตว์เลือดอุ่นหลายอย่าง เช่น หมู แล้วก็ยุงจะเป็นพาหะนำเชื้อชนิดนี้มาสู่คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมูที่มีอายุที่มากขึ้น ตัวสัตว์เองก็จะมีภูมิต้านทานพอเหมาะพอควร ฉะนั้น ถ้ามีไวรัสอยู่ในตัวก็จะโดนควบคุมไม่ให้มีปริมาณมาก ส่วนลูกหมูชอบมีภูมิต้านทานไม่ค่อยดี เมื่อโดนยุงกัด แล้วมีเชื้อไวรัส ไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นแหล่งแพร่เชื้อมาสู่ยุงไปสู่คน  ฉะนั้นไข้สมองอักเสบเจอี ก็เลยพบได้มากในแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการเลี้ยงหมูจำนวนมาก ได้แก่ ในชนบท และก็บริเวณนอกเมือง และมักพบในฤดูฝนระหว่างมิ.ย.ถึงสิงหาคม แต่ก็บางทีอาจเจอเล็กน้อยได้ตลอดทั้งปี คนที่มีการเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้สมองอักเสบเจอี ดังเช่นว่า เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงหมู คนที่อาศัยอยู่ในบ้านนอกในเขตแดนที่มีการระบาด ทหารที่เข้าไปทำงานหรือกระทำการในท้องถิ่นที่มีการระบาดของโรค ผู้หลบภัยไปอาศัยอยู่ในต่างแดนที่มีการระบาด
การติดต่อของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี เชื้อ JEV (Japanese encephalitis Virus) จัดอยู่ในตระกูลฟลาวิเชื้อไวรัส (family flaviviridae) สกุลฟลาวิไวรัส (genus flavivirus)อยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสเด็งกี่(Dengue virus)รวมทั้งโรคไข้เหลือง(yellowfever) ด้วยเหตุนั้นเชื้อไวรัสเจอี ก็เลยมีคุณลักษณะเหมือนกับฟลาวิเชื้อไวรัสตัวอื่นๆซึ่งเป็น เชื้อไวรัสที่มีแมลงรับประทานเลือดเป็นพาหะนำ โรคจะติดต่อ ในวงจรจากสัตว์สู่คน โดยมียุงเป็นตัวพาหะนำ เชื้อโรค โดยมีหมูเป็นรังโรคที่สำคัญ หมูที่ติดเชื้อ JE จะไม่มีอาการ แม้กระนั้นมีเชื้อ JE ในเลือด เมื่อยุงไปกัด หมูในเวลานี้เชื้อจะเข้าไปเพิ่มในยุง เมื่อ มากัดคนจะแพร่เชื้อไปสู่คน ส่วนสัตว์อื่นๆที่จะติด เชื้อ JEได้แก่ม้า วัวควายนก แต่ว่าสัตว์กลุ่มนี้เมื่อติดโรคแล้วจะไม่มีอาการมีแต่ว่าม้าและคนเท่านั้นที่มีลักษณะอาการ เมื่อได้รับเชื้อ แล้วราว 1 ใน 300-500 ของผู้ติดโรคจะมี อาการสมองอักเสบ หมูมีความสำคัญในวงจรการ แพร่ขยายของโรค เพราะว่าจะมีเชื้ออยู่ในกระแส เลือดได้ยาวนานกว่าสัตว์อื่นๆก็เลยจัดว่าเป็นamplifier ที่เป็นรังโรคที่สำคัญ ยุงที่เป็นพาหะเป็นจำพวก Culex tritaeniorhynchus  Culex golidus , Culex fascocephalus ยุงเหล่านี้เพาะพันธุ์ใน ทุ่งนาที่มีนํ้าขัง ปริมาณยุงจะเพิ่มมากมายในช่วงฤดูฝน ยุงตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านรังไข่ไปสู่ลูกยุงได้ ซึ่งมีระยะฟักตัวในยุงประมาณ 9-12 วัน ยุงกลุ่มนี้จะออกมากัดรับประทานเลือดในตอนเวลาเย็นหรือ ช่วงคํ่า หมูและก็นกนํ้า ตัวอย่างเช่น นกกระสา นกยาง เป็นรังโรคที่สำ คัญเหตุเพราะจะมีเชื้อในการแส เลือดได้นานและมีการเพิ่มเชื้อได้สูง ซึ่งใน เมืองไทยประชาชนส่วนมาก ดำรงชีพเกษตรกรรมรวมทั้งมีจำนวนของการ เลี้ยงหมูปริมาณมากดังนั้นจึงเสี่ยงสำหรับโรคไข้สมองอักเสบมากมายตามมา
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และกระทำตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพของร่างกายให้สะอาดอยู่เป็นประจำเพื่อปกป้องโรคแทรกซ้อน
  • ไปพบหมอจากที่หมอนัดให้ตรงเวลา
  • เมื่อพบว่าอาการไม่ดีขึ้นหรืออาการทรุดลง ภายหลังรับประทานยาที่แพทย์สั่งให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน
  • ใช้ยาทากันยุงรวมทั้งนอนในมุ้งเพื่อป้องกันการกระจายเชื้อให้กับผู้ที่อยู่รอบตัว
  • รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบ 5 หมู่ และก็ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การป้องกันตัวเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • ผู้ที่มีไข้ตัวร้อนควรไปพบแพทย์ทันที เมื่อมีลักษณะเหล่านี้ร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น ปวดหัวรุนแรง รับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่ทุเลา อ้วกมาก มีลักษณะชักร่วมด้วย ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว หรือสลบ แขนขาเป็นอัมพาต ปากเบี้ยว กลืนทุกข์ยากลำบาก หรืออ้าปากลำบาก (ขากรรไกรแข็ง) หรือก้มคอไม่ลง (คอแข็ง)
  • ควรกำจัดยุงแล้วก็แหล่งเพาะพันธุ์ของยุง
  • เมื่อมีการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ควรจะยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฉีดยาทำลายยุงในบริเวณพื้นที่ มีการระบาดของโรคโดยการพ่นสารเคมีเพื่อฆ่ายุงตัวแก่
  • ปกป้องไม่ให้ยุงกัด โดยนอนกางมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้านรวมทั้งตามห้องต่างๆ
  • ย้ายคอกสัตว์ ได้แก่ หมู วัว ควาย ให้ห่างจากแหล่งที่พักที่อาศัย เพื่อลดการเสี่ยงของรังโรค
  • ฉีดวัคซีนปกป้องโรคไข้สมองอักเสบ
  • วิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเวลานี้ ดังเช่นการฉีดวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคนี้ให้แก่เด็กๆของเราก่อนจะติดโรคเองตามธรรมชาติ
  • วัคซีนปกป้องโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JEV) เริ่มมีการปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พุทธศักราช2473 ในประเทศรัสเซียและญี่ปุ่น ถัดมาได้เพิ่มแนวทางการทำให้วัคซีนบริสุทธิ์ขึ้นเพื่อปกป้องผลแทรกซ้อนจากการแปดเปื้อนของเนื้อเยื่อสมองหนู และได้รับการพัฒนาต่อบ่อยมาจนกระทั่งมีใช้กันอย่างมากมายในตอนนี้
  • ส่วนในประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งระบาดของ เชื้อนั้น มีการฉีดวัคซีนเพื่อคุ้มครองป้องกันโรค ตั้งแต่ปี 2533 โดยเริ่มต้นในภาคเหนือ แล้วก็เบาๆขยาย ครอบคลุมทั้งประเทศ ตั้งแต่ พุทธศักราช 2543 โดย ให้วัคซีนแก่เด็กอายุ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปีคนละ 2 ครั้งและก็กระตุ้น 1 ครั้ง เมื่ออายุ2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี วัคซีนที่ใช้เป็นชนิดเชื้อตาย (JE SMBV: mouse brain-derivedinactivatedJEvaccine)วัคซีน ป้องกันไข้สมองอักเสบเจอีที่จดทะเบียนแล้วก็ จัดจำหน่ายในประเทศไทยเดี๋ยวนี้มี2ประเภทเป็นต้นว่า (1.) วัคซีนจำพวกเชื้อตายที่เพาะเชื้อในสมอง หนู(suckling mouse brain vaccine หรือ SMBV) (2.) วัคซีนจำพวกเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (SA 14–14–2) ที่เพาะเชื้อในเซลล์เพาะเลี้ยง เป็นวัคซีน ใหม่ที่พึ่งจะจดทะเบียนในประเทศไทยปีพุทธศักราช2550


สมุนไพรที่ใช้ป้องกันตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เอจี โรคไข้สมองอักเสบ เจอี เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะการรักษายังจำต้องใช้การรักษาแบบเกื้อกูล รักษาตามอาการ ด้วยเหตุนั้นก็เลยไม่มีสมุนไพรชนิดไหนซึ่งสามารถรักษาได้ เพียงแค่มีสมุนไพรซึ่งสามารถช่วยปกป้องการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ได้ไพเราะไข้สมองอักเสบ เจอี นั้นมียุงเป็นยานพาหนะนำเชื้อ เพราะฉะนั้นสมุนไพรที่ช่วยป้องกันโรคจำพวกนี้นั้น จึงเป็นสมุนไพรที่ใช้ไล่ยุงต่างๆตัวอย่างเช่น
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Cymbopogon
ตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus (L.) Rendle) มีการศึกษาฤทธิ์ไล่ยุงของตำรับน้ำมันตะไคร้หอม (citronella oil) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญเป็น citronella, geraniol รวมทั้ง citronellol ในลักษณะของครีม พบว่าตำรับที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 17% คุ้มครองยุงลายได้นานราวๆ 3 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 14% ลดจำนวนยุงรำคาญที่มาเกาะภายใน 1 ชั่วโมงข้างหลังทาครีม ยิ่งกว่านั้นสารสกัดเอทานอลของตะไคร้หอมผสมกับน้ำมันมะกอกสามารถไล่ยุงลายและยุงเบื่อหน่ายได้นาน 2 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 1.25, 2.5 และ 5.0% คุ้มครองยุงก้นปล่องได้โดยประมาณ 2 ชั่วโมง ในขณะที่ความเข้มข้น 10% ได้ผลได้นานกว่า 4 ชั่วโมง
ตะไคร้ (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) น้ำมันตะไคร้ (lemongrass oil) ใน liquid paraffin ความเข้มข้น 20 แล้วก็ 25% ส่งผลปกป้องยุงลายได้ 100% ใน 1 ชั่วโมงแรก รวมทั้งลดลงเหลือเกิน 95% ข้างใน 3 ชั่วโมง การเตรียมสินค้าน้ำมันตะไคร้ 15% ในรูปของครีมและขี้ผึ้งพบว่าให้ผลคุ้มครองป้องกันยุงกัดได้ โดยคุณลักษณะของส่วนประกอบของสินค้ามีผลต่อการปลดปล่อยน้ำมันหอมระเหย และส่งผลต่อคุณภาพในการป้องกันยุงด้วย น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่มี geraniol จำนวน 0.2 มิลลิกรัม/ซม2 สามารถลดอัตราการกัดจากยุงหงุดหงิดรำคาญ เป็น 10, 15 รวมทั้ง 18% ที่เวลา 1, 2 และก็ 3 ชั่วโมงเป็นลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้ทาน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สบู่อาบน้ำที่มีส่วนประกอบของน้ำมันตะไคร้หอม 0.1% น้ำมันตะไคร้ 0.5% และน้ำมันสะเดา 1% สามารถไล่ยุงได้ในช่วง 8 ชั่วโมง
พืชกลุ่มสกุล (genus) Ocimum
น้ำมันหอมระเหยจากพืชกลุ่มนี้ 5 ชนิด ดังเช่น แมงกะแซง (O. americanum L.) โหระพา (O. basilicum L.) แมงลัก (O. africanum Lour. ExH) ยี่หร่าหรือโหระพาช้าง (O. gratissimum L.) และกะเพรา (O. tenuiflorum L.) พบว่ามีฤทธิ์ทั้งยังฆ่าลูกน้ำรวมทั้งไล่ยุงลายได้ ฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุงลายของน้ำมันหอมระเหย เรียงลำดับดังนี้ โหระพา > ยี่หร่า> ใบกะเพรา > แมงลัก = แมงกะแซง โดยมีค่าความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหยที่ได้ผลคุ้มครองปกป้องยุงได้ 90% (EC90) เท่ากับ 113, 184, 240, 279 และ 283 ppm เป็นลำดับ สำหรับฤทธิ์ไล่ยุงของน้ำมันหอมระเหยที่ความเข้มข้น 10% พบว่า โหระพาช้างมีฤทธิ์แรงที่สุด ป้องกันยุงกัดได้นาน 135 นาที รองลงมาคือ ใบกะเพรา และก็แมงลัก ที่คุ้มครองปกป้องยุงกัดได้นาน 105 รวมทั้ง 75 นาที ตามลำดับ ในตอนที่แมงกะแซง และโหระพาได้ผลน้อยที่สุดเพียง 15 นาที
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Citrus
มะกรูด (Citrus hystrix DC.) น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีฤทธิ์ป้องกันยุงได้นาน 95 นาที และตำรับยาทากันยุงที่มีน้ำมันมะกรูดความเข้มข้น 25 แล้วก็ 50% สามารถไล่ยุงได้นาน 30 รวมทั้ง 60 นาที เป็นลำดับ น้ำมันหอมระเหยผสมจากมะกรูด 5% และก็จากดอกชิงเฮา (Artemisia annua L.) 1% คุ้มครองปกป้องยุงลาย ยุงก้นปล่อง รวมทั้งยุงหงุดหงิดได้นาน 180 นาที ในห้องทดลอง ในความเข้มข้นเดียวกันสามารถคุ้มครองปกป้องยุงลาย และก็ยุงเสือ ได้ 180 นาที รวมทั้งยุงเบื่อหน่ายได้นานถึง 240 นาทีในภาคสนาม
มะนาวฝรั่ง (Citrus limon (L.) Burm.f.) น้ำมันหอมระเหยจากมะนาวฝรั่งมีฤทธิ์ไล่ยุงก้นปล่องได้ 0.88 เท่าของสารเคมีสังเคราะห์ N,N-diethyl-3-methylbenzamide
นอกจากสมุนไพรที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีสมุนไพรอื่นๆที่มีการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ในการคุ้มครองยุง ตัวอย่างเช่น ข่า ไพล ขึ้นฉ่าย ว่านน้ำ กานพลู หนอนตายหยาก ดอกกระดังงาไทย สารข้าศึกทรัม (pyrethrum) แล้วก็ข้าศึกทริน (pyrethrins) ที่เจอได้ในพืชเชื้อสายดอกต้นเบญจมาศ (chrysanthemum flowers) ฯลฯ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้สมองอักเสบ จากเชื้อไวรัส เจอี.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 174.คอลัมน์ แนะยา-แจงโรค.ตุลาคม.2536
  • Halstead SB, Jacobson J. Japanese encephalitis vaccines. In: Plotkin SA, Orenstein WA, Offit PA, editors. Vaccines. 5th ed. Elsevier Inc.; 2008. p.311-52. http://www.disthai.com/
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Japanese encephalitis. In: Dupont HL, Steffen R, editors. Textbook of Travel Medicine and Health. 2nd ed. Hamilton: B.C. Decker Inc.; 2001. p.312-4.
  • นศ.พ.เฉลิมเกียรติ สุวรรณเทน.รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า. Japanese Encephalitis. วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่ 6.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม 2554.หน้า 93-100
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Diseases caused by arboviruses: dengue haemorrhagic fever and Japanese B encephalitis. Med J Aust. 1994;160:22-6.
  • โอฬาร พรหมาลิขิต.วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย.หน้า 127-135
  • Thisyakorn U, Nimmannitya S. Japanese encephalitis in Thai children, Bangkok, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 1985;16:93-7.
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โครงการเสริมภูมิคุ้มกันโรคและวัคซีนไข้ สมองอักเสบเจอีในประเทศไทย. ประจำปี Available from:
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Studies on Flaviviruses in Thailand. In: Miyai K, Ishikawa E, editors. Progress in Clinical Biochemistry: Proceedings of the 5th Asian-Pacific Congress of Clinical Biochemistry; 1991 Sept 29-Oct 4; Kobe, Japan. Amsterdam: Excerpta Medica; 1992. p.985-7.
  • อุษา ทิสยากร, สุจิตรา นิมมานนิตย. Viral meningitis และ encephalitis ในเด็ก. วารสารโรคติดเชื้อ และยาตานจุลชีพ. 2528;2:6-10.
  • สุจิตรา นิมมานนิตย, อุษา ทิสยากร, อนันต นิสาลักษณ, Hoke CH, Gingrich J, Leake E. Outbreak of Japanese encephalitis-Bangkok Metropolis. รายงาน การเฝาระวังโรคประจําสัปดาห. 2527;15:573-6.
  • นพ.คำนวน อึ้งชูศักดิ์.โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัสเจอี ถึงจะร้ายแต่ก็ป้องกันได้.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่108.คอลัมน์กันไว้ดีกว่าแก้.เมษายน.2531
  • สำนักระบาดวิทยา.สรุปรายงานการเฝ้าระวัง โรคประจำปีนนทบุรี:สำนักระบาดวิทยา กองควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; รายปี2552: 21-23.
  • สมบุญ เสนาะเสียง, อัญชนา วากัส, ฐิติพงษ์ ยิ่งยง. Situation of encephalitis and Japanese B Encephalitis, Thailand, 2009. Weekly Epidemiological Surveillance Report. 2010;41:33-5.
  • อุษา ทิสยากร. ไขสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส แจแปนนิส. ใน: อุษา ทิสยากร, จุล ทิสยากร, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตรเขตรอน. กรุงเทพฯ: ดีไซร จํากัด; 2536. น.89-97
  • วรรณี ลิ่มปติกุล, อุษา ทิสยากร. การติดเชื้อ Japanese Encephalitis Virus ที่โรงพยาบาลสงขลา. วารสารวิชาการเขต 2541;9:65-71.
  • Weekly epidemiological record. Japanese Encephalitis. 2015;90:69-88.
  • อ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ.โรคไข้สมองอักเสบ.บทความความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
  • รศ.ดร.สุวรรณ ธีระวรพันธ์.สมุนไพรป้องกันยุง.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.ปีที่24 ฉบับที่3.2550.หน้า1-5,15


11

ขายกระชายดำสุดยอดสมุนไพรไทย
ขายส่งกระชายดำ ถิ่นกำเนินจะอยู่รอบๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ สามารถเจอกระชายดำ ที่มีจำนวนไม่น้อยนั้นจะในรอบๆประเทศมาเล และเกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดวจีน แล้วก็ไทยซึ่งจะมี อยู่หนาแนนมากรวมทั้งยังมีการกระจายจำพวกของ ขายกระชายดำไปทั่วในเอเชียเขตร้อน ตัวอย่างเช่นเมืองจีนตอนใต้ อินเดีย รวมทั้งประเทศพม่า
สำหรับประเทศไทยกระชายดำ ได้เป็นสมุนไพร ที่นิยมใช้กันจำนวนหลายชิ้นจึงได้เริ่มปลูกขายกระชายดำ มากขึ้นเลื่อยๆใน จังหวัดต่างๆดังเช่น เลย ตาก จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ
ขายกระชายดำ[/url] นั้นเป็นประโยชน์รวมทั้งคุณประโยชน์ เยอะแยะและยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้หลายประเภท
สรรพคุณแล้วก็คุณประโยชน์ทั้งหมดของ{การขายกระชายดำ
สมุนไพรกระชายดำ มักใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ลง คนสมัยเก่ามีความเห็นว่าเมื่อนำ กระชายดำ ไปปลุกเสกจะมีคุณทางหนังเหนียว
คนรุ่นก่อนจะใช้กระชายดำ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แก้ราคะตายเส้นด้าย(เสื่อมสมรรถนะทางเพศ) โดยการใช้ เหง้าหรือส่วนหัวของ กระชายดำ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆนำมาดอกเหล้าเพื่อใช้เป็นยาชูกำลัง
รับผลิตกระชายดำกระชายดำสามารถบำรุงธาตุภายในร่างกายก้าวหน้า ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายแคล่วคล่องว่องไว
ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ในตอนค่ำ ทำให้นอนหลับสะบาย
ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยจยายเส้นเลือดหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยบำรุงรักษาเลือด (บำรุงเลือด)
ส่วนประกอบสำคัญ
 

ผงกระชายดำ
ขายกระชายดำ ขายส่งกระชายดำ จำหน่ายกระชายดำ
แคปซูลกระชายดำ รับผลิตกระชายดำ
กระชายดำ เป็นยาอายุวัฒนะยอดนิยมกว้างใหญ่
ผู้ใช้แล้วก็ในวงการแพทย์แผนไทย ได้มีประโยชน์ดังต่อไปนี้
บำรุงหัวใจ ชูกำลัง ขยายเส้นโลหิตในหัวใจ แก้ปวดมวลท้อง ขับปัสวะ ลดลักษณะของการปวดปวดเมื่อย เพิ่มฮอร์โมนให้แก่เพศชาย
เพิ่มความสามารถทางเพศให้แก่ท่านชายได้เป็นอย่างดี
เหมาะสำหรับชายที่อยากได้อยากกลับมาเป็นชายหนุ่มอีกที
ขายส่งกระชายดำ มีสรรพคุณ บำรุงร่างกาย ชูกำลัง
แก้จุกเสียด แก้เจ็บท้อง ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ปวดเมื่อย
ในผู้ชาย กระชายดำช่วยบำรุงรักษาฮอร์โมนเพศ เพิ่มความสามารถ
ทางเพศ ช่วยให้อวัยวะแข็งตัวนานขึ้น และในผู้หญิง
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษาอาการมดลูกทุพพลภาพ มดลูกหย่อนยาน
ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ นอกจากนี้กระชายดำยังช่วยกระตุ้น
ระบบประสาท ช่วยทำให้นอนก้าวหน้าขึ้น แก้โรคบิด ขับฉี่
และช่วยรักษาอาการขัดเบา ช่วยขับพิษในร่างกาย แล้วก็ยังช่วย
รักษาโรคเกี่ยวกับท้อง เนื่องจากว่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในไส้ได้
แคปซูลกระชายดำช่วยทำให้อวัยวะสืบพันธุ์ชายแข็งได้ง่ายรวมทั้งบ่อยขึ้น มีช่วงเวลาในการแข็งนาขึ้น แล้วก็สำหรับผู้ที่มิได้มีปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็สามารถกินเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้
นอกเหนือจากที่จะแคปซูลกระชายดำบำรุงกำลังของ ผู้ชายแล้ว กระชายดำยังช่วยทำนุบำรุงโหลิตสตรี(บำรุงเลือดผู้หญิง)
ช่วยแก้อาการตกขาวของเพศหญิง
ช่วยขับรอบเดือน ช่วยให้เมนส์ที่มาผิดปกติ กลับมาปกติ
ช่วยแก้โรคมดลูกพิการ มดลูกย่อนยานได้ โดยการนำเหง้าหรือหัวของ สมุนไพรกระชายดำ มาโขลกแล้วก็สผมกับเหล้าขาว แล้วเอามาดื่ม
ช่วยขับพิษภายในร่างกาย
แก้อาการมือเท้าเย็น
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษา อาการเหน็บชา
ช่วยรักษาลักษณะของการปวดตามข้อ
ช่วยรักษาโรคเก๊า
สมุนไพรอื่นๆ
เจียวกู่หลานคุณประโยชน์แพทย์แผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสลดแก้หลอดลมอักเสบประเภทเรื้อรัง แพทย์แผนไทยใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียดเหมือนกันแก้เหน็ดเหนื่อย แก้แผลอักเสบ ช่วยทำให้ไม่เหน็ดเหนื่อยง่าย แคปซูลกระชายดำเจียวกู่หลาน ในเจียวกู่หลานมีสารจีแพนโนไซด์ (Gypenoside) ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับจินเซนโนไซด์ เจอได้ในโสม จึงทำให้มีคุณประโยชน์ในหนังสือเรียนยาแผนโบราณเป็นช่วยบำรุงรักษาร่างกาย บำรุงกำลัง ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ รวมถึงใช้ขับเสลด แก้ไอ แก้อักเสบ ทุเลาอาการปวดกระดูก ส่วนเจียวกู่หลานสำหรับในการขายส่งกระชายดำหมอแผนปัจจุบันมีคุณประโยชน์ ลดไขมันแล้วก็คลอเรสเตอรอลในเลือด ลดการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรคหัวใจ ปรับความสมดุลของระบบเลือด ลดความดันเลือด ควบคุมน้ำตาลในเลือด ป้องกันเบาหวาน ต้านทานอนุมูลอิสระ ปกป้องความเสื่อมของเซลล์ต่างๆภายในร่างกายรับผลิตกระชายดำทั้งยังยังสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันตับ คุ้มครองโรคจำอะไรไม่ค่อยได้ ต้านทานเซลล์มะเร็ง ป้องกันการเกิดสภาวะตันของเส้นโลหิตในสมองได้ขายส่งกระชายดำ
สรรพคุณชาเชียว

  • ชาเขียว มีส่วนสำหรับการรักษาโรคปวดหัวไปจนถึงโรคกลัดกลุ้มได้เป็นอย่างดี โดยประเทศจีนได้มีการใช้ชาเขียวสำหรับในการรักษาโรคต่างๆมาตรงเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยในการขับพิษ และก็ช่วยขับเหงื่อในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเมาเหล้า ทั้งยังยังส่งผลให้หายเมาได้อย่างดีเยี่ยมรับผลิตกระชายดำ
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการทำให้มีการเกิดการเจริญก้าวหน้าของกิน มีส่วนช่วยสำหรับในการเพิ่มแบคทีเรียประเภทดีในลำไส้ จึงมีส่วนช่วยสำหรับในการล้างพิษแล้วก็ช่วยกำจัดพิษในไส้ได้
  • ช่วยปกป้องการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย
  • แคปซูลกระชายดำป้องกันตับจากพิษต่างๆรวมถึงโรคจำพวกอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  • มีฤทธิ์สำหรับการต้านทานอาการอักเสบ ต้านทานจุลชีวันที่อยู่ในไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัส รวมทั้งช่วยต้านเชื้อ Botulinus แล้วก็เชื่อ Staphylococcus
  • มีส่วนช่วยสำหรับการขับเยี่ยว และช่วยคุ้มครองนิ่วในถุงน้ำดีและก็ในไต
  • ช่วยสำหรับการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการคุ้มครองปกป้องโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีลักษณะอักเสบบวมแดง ส่งผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามแล้วก็ข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้มักจะกำเนิดกับวัยกลางคนขายส่งกระชายดำ
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟเผา และช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง และก็แก้ผิวร้อนแห้งได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยในการกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการผ่อนคลายอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับหัวรวมทั้งเบ้าตา ก็เลยทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วงงุน แถมยังส่งผลให้หายใจสดชื่นได้อีกด้วยรับผลิตกระชายดำ
  • ช่วยแก้อาการท้องเดิน ท้องร่วง รวมทั้งท้องบิดได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยในการแก้อาการอยากกินน้ำ ช่วยในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสมหะได้อีกด้วย


Tags : ขายกระชายดำ,ขายส่งกระชายดำ,รับผลิตกระชายดำ

12

สมุนไพรเมื่อย
เมื่อย Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า เมื่อย (จังหวัดตราด) ม่วย (เชียงราย อุบลราชธานี) มะม่วย (จังหวัดเชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันและตามข้อจะบวมพอง ใบ ผู้เดียว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่ มีขนาดไม่เหมือนกันมาก แต่กว้างไม่เกิน 12 ซม. ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบใบเรียบ เนื้อเรือใบแข็งดก หรือ ออกจะหนา เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดรวมทั้งตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้แล้วก็เพศภรรยา ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบศูนย์กลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างราว 0.4 ซม. ยาวราวๆ 3 เซนติเมตร แต่ละชั้นมีโดยประมาณ 20 ดอก ช่อดอกเพศภรรยา แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างโดยประมาณ 1 ซม. ยาว 1.5 ซม. เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวราวๆ 0.2 เซนติเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในระดับที่ถือว่าสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 ม. เจอในทุกภาคของประเทศ นอกจากภาคกลาง
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรากกินแก้พิษบางประเภท และก็แก้ไข้ไข้จับสั่น

13

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรหญ้าตีนกา[/url][/size][/b]
ต้นหญ้าตีนกา Eleusine indica (L.) Gaertn.
บางถิ่นเรียกว่า หญ้าตีนกา ต้นหญ้าปากควาย (กลาง) ต้นหญ้าตีนกับแก้ (เลย) ต้นหญ้าตีนนก (กรุงเทพมหานคร) หญ้าปากคอก (สระบุรี) หญ้าผากควาย (ภาคเหนือ)
         ไม้ล้มลุก พวกหญ้า อายุปีเดียว แตกกิ่งก้านมากมายที่โคนต้น ลำต้นสูง 25-60 เซนติเมตร แบน สีเขียวอ่อนมันเป็นเงา เหนียว อาจจะแผ่ติดพื้นดินหรือตั้งตรงก็ได้ กาบโอบหุ้มลำต้น ลักษณะแบนเหมือนกับลำต้น มีลายตามยาว ตามขอบและที่คอต่อมีขนยาวห่างๆที่คอต่อมีลิ้นสั้นๆบางๆยาว 0.2-0.5 มิลลิเมตร ปลายตัดเรียบ หรือเป็นครุย ใบ รูปยาวแคบ กว้าง 4-10 มม. ยาว 15-25 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนใบมน ตามขอบใบใกล้ปลายใบมีขนสาก ข้างบนมีขนยาวประปราย มีแถบสีเหลืองใสจากโคนใบ ยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อ 2-6 ช่อ รวมกันเป็นช่อใหญ่แบบซี่ร่ม แต่ว่ามีอยู่ช่อหนึ่งชอบออกจากลำต้นและอยู่ต่ำยิ่งกว่าช่ออื่นๆแต่ละช่อกว้าง 4-8 มม. ยาว 4-7 ซม.  สมุนไพร แต่ละช่อมีหลายช่อดอกย่อย (spikelets) ยาว 5-7 มิลลิเมตร ออกมาจากแกนกลางด้านเดียว แต่ละช่อดอกย่อยมี 3-8 ดอก (florets) หมดจด กาบของช่อดอกย่อยใบข้างล่าง (lower glume) กว้าง โค้งเป็นรูปเรือ ขอบบางใสหรือมีสีม่วง ยาว 2-3 มิลลิเมตร มีเส้นตามแนวยาว 2-4 เส้น ใบบน ยาว 3-4 มม. มี 6-9 เส้น ส่วนดอกย่อยมีกาบด้านล่าง (lemma) ยาว 3-3.5 มิลลิเมตร ปลายแหลมโค้งเป็นรูปเรือเห็นได้ชัด มีเส้นใกล้ขอบข้างละ 1-2 เส้น แม้กระนั้นเห็นไม่ชัดเจน ที่สันมีขนสากรวมทั้งมีเส้น 3-4 เส้น มองเห็นแจ้งชัด กาบบน (palea) ยาว 2.5-3 มิลลิเมตร ปลายแหลม มีเส้นตามแนวยาวเห็นเด่น 2 เส้น อับเรณูรูปไข่ปนรูปขอบขนานกว้าง สีเหลือง ยาว 0.5-0.75 มม. ปลายเกสรเพศเมียสีม่วง เห็นไม่ชัด ผล มีเปลือกซึ่งโปร่งแสงหุ้มห่ออยู่อย่างหละหลวมๆสีออกแดงเข้มปนน้ำตาล ตามขอบมีริ้วออกเป็นรัศมีโดยรอบ ยาวราว 1-2 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นได้ทั่วไปในที่ราบต่ำ และก็ที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,000 ม. ขึ้นไป
สรรพคุณ : ราก และก็ ต้น น้ำสุกรากหรืออีกทั้งต้น (รากได้ผลดียิ่งกว่า) กินเป็นยาขับเหงื่อ ลดไข้ ขับฉี่ แก้บิด รวมทั้งเป็นยาบำรุงตับ ใบ น้ำคั้นใบสดกินเป็นยาขับน้ำคร่ำข้างหลังคลอดลูก

14

สมุนไพรตังหน
ตังหน Calophyllum tetrapterum Miq. Var. tetrapterum Stevens ตังหน (ภาคใต้)
ต้นไม้ สูง 10-30 ม. ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นกลม หรือ รูปเจดีย์ต่ำๆกิ่งอ่อน สีน้ำตาลคละเคล้าเทา ลำต้นเปลาตรง เปลือกครึ้ม สีน้ำตาลคละเคล้าเทา เรียบ หรือ แตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดใหญ่ๆน้ำยางสีเหลืองใส ข้น กิ่งชอบเป็นสี่เหลี่ยม แบนบางส่วน ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง 1.6-5.2 ซม. ยาว 3.7-13.5 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบออกจะดกกว่าส่วนอื่น และก็มีสีจาง เส้นใบตรง ขนาน รวมทั้งถี่ชิดกันมากมาย ก้านใบยาว 8-15 มม. ด้านบนเป็นร่อง สมุนไพร ดอก สีขาว ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ ช่อหนึ่งๆมีประมาณ 5-9 ดอก ใบประดับประดาตกง่าย ก้านดอกยาว 0.5-2 เซนติเมตร หมดจด มีกลีบรวม 4 หรือ 8 กลีบ กลีบรวมคู่นอกรูปไข่ถึงรูปรีกว้าง กว้าง 2-4 มม. ยาว 2.5-5 มม. รอบๆข้างนอกใกล้ปลายกลีบ มักมีผิวเป็นตุ่มๆหรือ มีขนเล็กน้อย กลีบรวมที่อยู่ข้างในรูปรีถึงรูปรางน้ำ กว้าง 1.5-3.5 มม. ยาว 3.5-8.5 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้มีไม่น้อยเลยทีเดียว ผล รูปรีถึงกลม กว้าง 5-12 มม. ยาว 6.5-16 มม. ปลายผลแหลมหรือกลม เมื่อแห้งจะออกสีเทา หรือน้ำตาลอ่อน ผลอ่อนผิวเหี่ยวย่น ผลเมื่อแก่ผิวเรียบแล้วก็กลีบรวมจะหลุดร่วงไป ผิวผลเมื่อแห้งจะบางเปราะ มีเม็ดเดียว

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้แล้วก็ภาคใต้ของเมืองไทย ความสูง 200-600 มัธยม
คุณประโยชน์ : หมอท้องถิ่นบางแห่งใช้ ใบแล้วก็เปลือกต้ม ผสมกับตัวยาอันอื่นรับประทานแก้ไข้จับสั่น

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3