แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Tawatchai1212

หน้า: [1] 2
3

เต่าในประเทศไทย
เต่าที่พบในประเทศไทย (ไม่รวมตะพาบ) มีขั้นต่ำ ๒๒ ชนิด จัดอยู่ใน ๕ ตระกูล เป็น
๑.สกุลเต่าสมุทร(Cheloniidea) เจอ ๔ ประเภทเป็น เต่าตนุ(เต่าแสงอาทิตย์) เต่าหญ้า เต่ากระ และเต่าหัวโต เป็นเต่ากระดองแข็ง มีแผ่นเกล็ดปกคลุม บางทีอาจเรียงต่อกัน(ยกตัวอย่างเช่น เต่าตนุ) หรือซ้อนกันเล็กน้อย (อย่างเช่น เต่ากระ) ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่ายน้ำ ขาหลังเป็นครีบกว้างสำหรับใช้เป็นหางเสือ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color]
๒.ตระกูลเต่าเฟื่อง(dermochelyidae) เจอเพียงชนิดเดียวหมายถึงเต่าเฟือง (มักเรียกกันไม่ถูกเป็น “เต่ามะเฟือง”) เป็นเต่ากระดองอ่อน มีสันยาวเรียกตัวบนภายหลังคอลงไปถึงตูด ๕ สัน ข้างตัวอีกข้างละสัน รวมเป็น ๗ สัน ใต้ท้องมีอีก ๕ สัน สันที่ใต้ท้องจะเลือนหายไปเมื่ออายุมากขึ้น ส่วนสันบนหลังหายไปบ้างเมื่อเทียบกับอายุยังน้อย บนหัวตัวอ่อนมีเกล็ด แต่จะหายไปเมื่อโตขึ้น มีหนังปกคลุมแทน ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่าย ยาวกว่าขาของเต่าทะเลอื่นๆขาหลังเป็นครีบกว้างๆสำหรับใช้เป็นหางเสือ แล้วก็ใช้ขุดหลุมเมื่อจะออกไข่
๓.สกุลเต่าน้ำจืด(Emydidae) พบอย่างน้อย ๑๓ ชนิด ได้แก่ เต่ากระอาน เต่าลายตีนเป็ด เต่าหับ เต่าแดง (เต่าใบไม้) เต่าหวาย เต่าบัว เต่าจักร เต่าที่นา เต่าจัน เต่าปากเหลือง เต่าดำ เต่าทับทิม รวมทั้งเต่าแก้มแดง เต่าในวงศ์นี้สามารถหดหัวเข้าไปไว้ภายในกระดองได้หมด ขาแบน นิ้วรวมทั้งเล็บยาวกว่าเต่าบก ระหว่างนิ้วมีแผ่นพังผืดขึงไม่มากมายก็น้อย บนหัวหุ้มด้วยหนัง ไม่เป็นเกล็ดราวกับหัวเต่าบก แม้กระนั้นรอบๆท้ายทอยนั้น ข้างหลังอาจลายทำให้ดูเหมือนเกล็ด

๔.ตระกูลเต่าปูลู(Platysternidae) พบในประเทศไทยเพียงแต่ประเภทเดียว เป็นเต่าปูลู มีลักษณะสำคัญเป็นกระดองบนกับกระดองด้านล่างเป็นคนละระดับ ยึดติดกันด้วยพังผืด กระดองทั้งสองแบนเข้าพบกันมากมาย โดยเฉพาะที่อก หัวโต หดหัวเข้าไปในกระดองไม่ได้ หัวคลุมด้วยแผ่นซึ่งไม่แบ่งได้ชิ้นเกล็ดเหมือนเต่าอื่น ระหว่างนิ้วมีพังผืดบ้าง แต่ว่าไม่เต็มนิ้ว นิ้วมีเล็บแหลมทุกนิ้ว เว้นนิ้วก้อย หางยาวมาก มีเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมปกคลุมบนหาง
๕.สกุลเต่าบก(Testudinidae) เจอ ๓ ชนิดหมายถึงเต่าหก เต่าเดือย แล้วก็ เต่าเหลือง เต่าในสกุลนี้ไม่เหมือนกับเต่าน้ำในสกุลอื่นๆตรงที่ขาอีกทั้ง ๔ กลม ไม่มีพังผืดยึดระหว่างนิ้ว เพราะว่าไม่จำเป็นต้องใช้ขาว่ายน้ำ มีเกล็ดบนหัวและก็ที่ขา

4
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่บ้าน
« เมื่อ: 12-12-2017 , 12:22:33 »

ไก่บ้าน
ไก่บ้าน หรือไก่เลี้ยง เป็นสัตว์ ๒ ขา มีขนปกคลุมตัว และก็มีปีก เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์มาแต่สมัยก่อน ปัจจุบันนี้มีการพัมนาสายพันธุ์ต่างๆจำนวนมาก มีทั้งที่เลี้ยงเพื่อรับประทานเนื้อ เรียกไก่ เนื้อ และประเภทที่เลี้ยงเพื่อกินไข่ เรียกไก่ไข่
ไก่บ้าน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)

อยู่ในสกุล Phasianidae มีชื่อสามัญว่า domestic fowl
สมุนไพร เป็นไก่ที่มีสายพันธุ์มาจากไก่ป่า (junglefowl) จึงมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายไก่ป่า สิ่งที่แตกต่างที่สังเกตได้ง่ายระหว่างไก่บ้านกับไก่ป่าก็คือ หน้าแข้งของไก่บ้านมีสีได้หลายสี อย่างเช่น สีขาว สีเหลือง แต่ว่าของไก่ป่ามีเพียงสีเดียวคือสีเทาเข้ม

5
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกระจอก
« เมื่อ: 09-12-2017 , 12:21:36 »

นกกระจอก
นกกระจอก หรือนกกระจอกบ้าน ภาคใต้เรียก นกจอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanas (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า tree sparrow หรือ European sparrow ที่พบในประเทศไทยเป็นจำพวกย่อย Passer montanus malaccensis A. Dubois
ชีววิทยาของนกกระจอก
นกจำพวกนี้เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๓ ซม. ปากอ้วนสั้นเป็นปากกรวย หัวค่อนข้างจะใหญ่ คอสั้น ปีกสั้น ท้ายปีกมน หางค่อนข้างสั้น ปลายหางหยักเว้าไปทางโคนหางนิดหน่อย ขาออกจะสั้น กระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม หัวข้างๆและก็คอสีขาว ขนบริเวณหูมีแถบสีดำ คอหอยสีดำ ลำตัวข้างบนรวมทั้งปีกสีน้ำตาลเข้ม ขนสิ้นปีกรวมทั้งขนโคนปีกมีแถบสีขาว ๒ แถบ ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลอ่อน เพศผู้รวมทั้งตัวเมียมีลักษณะคล้ายกันมาก แต่ว่าตัวผู้มีสีแจ่มใสกว่าน้อย มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใกล้ถิ่นอาศัยของผู้คน บางทีอาจพบได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๑,๘๐๐เมตร
นกกระจอกกินเมล็ดพืชรวมทั้งแมลงขนาดเล็กเป็นของกิน สร้างรังตามใต้หลังคาบ้านหรือตามหลืบตามซอก อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเพื่อการทำรังประกอบด้วยหญ้าแห้งเป็นส่วนมาก เพาะพันธุ์ได้ตลอดปี  วางไข่คราวละ ๓ – ๕ ฟอง ใช้เวลาฟักราว ๑๓ วัน ข้างหลังออกจากไข่ราว ๑๔ วัน ก็บินได้

ผลดีทางยา
สมุนไพร หมอตามต่างจังหวัดใช้นกกระจอกหมดทั้งตัว ถอนขน ผ่าเอาเครื่องในออก ทำความสะอาด เอาพริกไทยและกระชายยัดในตัว แล้วต่อจากนั้นก็เลยปิ้งไฟ แล้วคัดแยกออกมาตำเป็นผุยผง อาจผสมกับยาอื่นอีกหรือผสมน้ำผึ้ง กินเป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ชาวบ้านตามต่างจังหวัดลางถิ่นใช้เลือดนกกระจอกทาปานแดงเด็กแรกเกิด

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกวัก
« เมื่อ: 09-12-2017 , 09:59:06 »

นกกวัก
นกกวักมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaurornis phoenicurus (Pennant)
จัดอยู่ในสกุล Rallidae
มีชื่อสามัญว่า white – breasted waterhen หรือ white – breasted swamphen
ชีววิทยาของนกกวัก
นกประเภทนี้เป็นนกขนาดกึ่งกลาง รูปร่างป้อม ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๓๐ ซม. ปากสีเหลือง โคนปากสีแดง หน้าผาก คอกระทรวงอุตสาหกรรมและท้องสีขาว ด้านบนลำตัวสีดำ ข้างๆตรงต้นขาสีเทา ก้นสีน้ำตาล ขาแล้วก็นิ้วยาวสีเหลือง นกกวักมีลักษณะเปรียว มักหากินตัวเดียวโดดๆตามหนองที่มีพรรณไม้น้ำลอยอยู่ วิ่งบนไม้น้ำได้อย่างรวดเร็ว มักออกหากินตอนเวลาค่ำหรือรุ่งสว่าง ส่งเสียงร้องดัง “กวัก กวัก” ขณะเดินเที่ยว ลำตัวจะอยู่ในแนวขนานกับพื้นดิน รวมทั้งกระดกหางไปด้วย ว่ายน้ำเก่ง แม้กระนั้นบินไม่เก่งนัก ขณะบินขาจะแขวนลง นกจำพวกนี้รับประทานสัตว์น้ำตัวเล็กๆเป็นอาหาร อย่างเช่น กุ้ง หอย ปู ปลา รวมทั้งพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำลางประเภท สร้างรังด้วยก้านไม้รวมทั้งใบไม้ในรอบๆดงพืชน้ำที่รกทึบ ตกไข่คราวละ ๕ – ๗ ฟอง ไข่สีฟ้าอ่อน มีจุดสีเทา ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียเปลี่ยนกันกกไข่ ใช้เวลาฟักราว ๒๐ วัน เจอได้ในทุกภาคของประเทศ

ผลดีทางยา
สมุนไพร แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณใช้น้ำมันนกกวักผสมยาทาแก้แผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง รวมทั้งพยาธิผื่นคันต่างๆ

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีเเร้ง
« เมื่อ: 05-12-2017 , 15:41:50 »

อีแร้ง
อีแร้งเป็นนกที่จัดอยู่ในสกุล Gyps มีชื่อสามัญว่า vulture ที่พบได้ในประเทศไทยมี ๓ จำพวก ทุกชนิดจัดอยู่ในสกุล Accipitridae  อีแร้งไทยอีก ๓ จำพวกนั้น เดี๋ยวนี้หายากรวมทั้งมีจำนวนน้อย ลางจำพวกบางทีอาจสูญพันธ์ไปแล้ว
๑. อีแร้งเทาหลังขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gyps  bengalensis (Gmelin) มีชื่อสามัญว่า white – rumped  vulture เป็นนกนาดใหญ่ ความยาวของสัตว์วัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๙0 เซนติเมตร ลำตัวสีดำปนน้ำตาล หัวและก็คอไม่มีขนปกคลุม เป็นเพียงแต่แผ่นหนังสีคล้ำ ตอนล่างของคอมีขนเป็นวงรอบหลัง สีขาว ตอนล่างและก็โคนหางสีขาวชัดแจ้ง ข้างในต้นขามีทาสีขาว เห็นได้ชัดขณะเกาะยืน   เมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีน้ำตาลออกแดงหรือน้ำตาลเข้ม ไม่มีแถบขาวเลย รับประทานซากสัตว์เป็นของกิน   สร้างรังบนยอดไม้สูง ในพฤศจิกายนและก็เดือนธันวาคมจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ วางไข่ครั้งละ ๑ ฟอง อีกทั้ง ๒ เพศช่วยกันสร้างรังและกกไข่ จำพวกนี้มีเขตผู้กระทำระจายประเภทกว้าง ตั้งแต่ประเทศอินเดีย ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองจีน และทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในประเทศไทยเคยเจอเยอะมากบริเวณที่ราบ แต่ปัจจุบันนี้หาดูได้ยากมากมาย   เข้าใจว่าแทบจะสิ้นพันธุ์ไปแล้ว

๒.อีแร้งปากเรียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps  indicus  (Scopoli)   มีชื่อสามัญว่า   long – billed  vulture   อีแร้งสีน้ำตาลประเทศอินเดีย  ก็เรียก  เป็นอีแร้งขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๙0  เซนติเมตร ตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ขนทุกเส้นมีขอบสีจางกว่าสีพื้น   หัวและลำคอมีขนอุยสีน้ำตาลออกขาวปกคลุม   ท้องสีน้ำตาลอ่อน มีจะงอยปากที่เรียวกว่าแร้งจำพวกอื่นๆตัวที่อายังน้อยมีสีแก่กว่าตัวโตเต็มวัย รวมทั้งมักพบที่ขนอุยหลงเหลืออยู่บนขนหัว ตามปรกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ร่วมกับอีแร้งจำพวกอื่นๆและร่วมลงรับประทานซากสัตว์ร่วมกัน   พบมากจิกและแย่งซากสัตว์กันตลอดเวลา  วิธีการทำรังรวมทั้งออกไข่คล้ายกับอีแร้งชนิดอื่นๆสร้างรังช่วงเดือนพฤศจิกาถึงก.พ.   ชอบอยู่จากที่โล่งเตียน ปริมณฑล หากินตามลำห้วยใหญ่ๆ ในป่าเต็งรังแล้วก็ปาป่าเบญจพรรณ มีเขตผู้กระทำระจายชนิดจากอินเดียถึงภูมิภาคอินโดจีน   ในประเทศไทยเคยพบได้มาก แม้กระนั้นปัจจุบันเชื่อว่าสิ้นพันธุ์ไปจากบ้านพวกเราแล้ว สมุนไพร
๓.อีแร้งเทาหิมาลัย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps   himalaiensis  Hume   มีชื่อสามัญว่า Himalayan  griffon  vulture อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย  ก็เรียก เป็นอีแร้งขนาดใหญ่มาก ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๒ ซม. มีลักษณะคล้ายอีแร้งปากเรียว แต่ตัวใหญ่มากยิ่งกว่ามาก เพศผู้และตัวเมียมีสีเช่นกัน ลำตัวด้านบนมีสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลปนขาว ข้างล่างสีเนื้อแกมสีน้ำตาลอ่อน มีลายขีดขนาดใหญ่สีขาว ขนรอบคอยาว  สีน้ำตาล มีลายขีดสีขาว พบบ่อยอยู่โดดๆหรืออยู่เป็นคู่ หรือ  ๒-๓  ตัว   ตามทุ่งโล่งหรือป่าบนเทือกเขา มักร่อนเป็นวงกลมตามหุบเขาหรอเทือกเขาเพื่อหาอาหาร  เป็นนกที่หลงเข้ามา หรือย้ายถิ่นมาในประเทศไทยช่วงนอกฤดูสืบพันธุ์   หายากและก็ปริมาณน้อย เคยมีกล่าวว่าเจอในกรุงเทพฯ และก็ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบเหมาะคิรีหมวด

Tags : สมุนไพร

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ พญาเเร้ง
« เมื่อ: 05-12-2017 , 12:13:06 »

พญาอีแร้ง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarcogyps  calvus  (Scopoli) จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับอีแร้ง
คือตระกูล  Accipitridae
มีชื่อสามัญว่า  red-headded vulture หรือ king vulture
อีแร้งเจ้าพระยา หรือ แร้งหัวแดง (ลาว) ก็เรียก นกชนิดนี้เป็นนกขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๘๔  เซนติเมตร ขนทั่วตัวสีดำ หัว คอ และก็แข็งเป็นเนื้อสีแดง มีขนอุยสีน้ำตาลออกขาว มีแถบสีขาวตรงส่วนบนของอกรวมทั้งที่ต้นขาทั้งคู่ เมื่ออายุยังน้อยขนทั่วตัวมีสีน้ำตาล ใต้ท้องสีอ่อนกว่า และมีลักษณะเป็นลายเกร็ด ส่วนบนมีขนสีขาวทั่วๆไป
พญานกแร้งรังเกียจอยู่รวมกันเป็นฝูงเสมือนอีแร้งธรรมดา พบบ่อยอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่เป็นคู่ แล้วก็ลวกินซากสัตว์ร่วมกับอีแร้งอื่นๆเชื่อว่านกประเภทนี้เป็น “เจ้าที่อีแร้ง” จำเป็นต้องลงกินซากสัตว์ก่อนชนิดอื่นๆและก็เลือกรับประทานเฉพาะส่วนที่มีรสชาติเยี่ยมที่สุด จึงเรียก“พญานกแร้ง” ชอบอาศัยอยู่ตามป่าเขาและก็ทุ่งข้าว มีเขตผู้กระทำระจายพันธุ์กว้างมากมาย ตั้งแต่เมืองจีน  ประเทศอินเดีย  ลงมาตอนใต้จนกระทั่งคาบสมุทรมลายู ในสมัยก่อนเคยเจอชุมอยู่ทั่วๆไปในประเทศไทย มักสร้างรังอยู่บนต้นไม้สูง ตามชายป่ารวมทั้งทุ่งข้าว นากจากนั้น ในประเทศไทยยังเจออีแร้งดำหิมาลัย (cinereous  vulture) อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Aegypius  monachus  (Linnaeus) เป็นนกที่อพยพเข้ามายังเมืองไทยในช่วงนอกฤดูสืบพันธุ์ หรืออาจเป็นนกที่หลงเข้ามา แต่ว่าเป็นนกหายากแล้วก็มีปริมาณน้อยมาก

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยตามชนบทใช้หัวอีแร้งเผา ผสมเป็นยาแก้ไข้รอยดำ ไข้พิษ กระดูกอีแร้งเผาไฟเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งใน “ยามมหานิลแท่งทองคำ” (มอง  คู่มือการปรุงยาแผนไทย เล่ม  ๔  เครื่องยาธาตุวัตถุ) แก่ไข้พิษ ไข้กาฬ ส่วนหางอีแร้งแล้วก็หางกาเผาไฟ หนังสือเรียนโบราณมีรสเย็น เบื่อ บดผสมกวาวเครือแก้ซางชัก และใช้รมปีศาจแม่ซื้อที่รบกวนเด็กที่เป็นลมซางประเภทนี้ แม้แก้เลือดเป็นพิษให้เข้า “ดีอีแร้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ยาแก้โลหิตทำพิษ เอาดีอีแร้ง เจาะไนดี แล้วเอาพริกไทยตำยัด   ใส่ให้เต็ม ตากให้แห้ง ถ้าหากจะแก้เลือดทำพิษ ให้ฝนกับสุรารับประทานหายดีเลิศฯ พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “กระดูกอีแร้ง”  เป็นเครื่องยาด้วย มีอยู่ขนานหนึ่งเข้า “ศีร์ษะแร้ง” เป็นยากวาดซางแดงดังต่อไปนี้ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ขนานหนึ่ง   ท่านให้เอาศีร์ษะงูเห่า  ๑  ศีร์ษะอีแร้ง  ๑  ศีร์ษะกา  ๑   หอยสังข์  ๑  รากดิน  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดินถนำ  ๑  บอแร็ก  ๑  น้ำหมึกหอม  ๑  นอแรด  ๑  เขากุย  ๑  มูลหมูหยาบคาย  ๑  กฤษณา  ๑  กะลำภัก  ๑  ผลจันทร์  ๑  ดอกจันทร์  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวจระเข้  ๑  เขี้ยวแรด  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กรามแรด  ๑  กล้วยกรามช้าง  ๑   รวมยา  ๒๒  สิ่งนี้ เอาเท่าเทียม ทำเปณจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาว ปัดกวาดได้สารพัดทรางทั้งมวลหายดีเลิศนัก

9
อื่นๆ / สัตววัตถุโหรามิคสิงคี
« เมื่อ: 02-12-2017 , 09:15:47 »

โหรามิคสิงคี
โหรามิคสิงคี หรือที่เรียกใน ตำราเรียนพระยาพระนารายณ์ว่า “โหราอำมิคสิงคี” เป็นเขากวางสุม (ให้เป็นถ่าน) คำ มิค แสดงว่า กวาง ส่วนคำ สิงคี แสดงว่าสัตว์มีเขาได้จากกวางอิหร่าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dama dama Linnaeus
ในตระกูล Cervidae
มีชื่อสามัญว่า   fallow  deer
กวางอิหร่านนี้มี  ๒  จำพวกย่อย  คือ
๑.ประเภทย่อยซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  mesopotamica  (Brooke)
มีชื่อสามัญว่า Iran  fallow  deer
๒.ชนิดย่อยที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  dama  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า South  Turkey  fallow  deer
กวางเปอร์เซียเป็นกวางขนาดกึ่งกลาง ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางยาวราว ๑.๕0  เมตร หางยาว  ๒0-๒๕  ซม. น้ำหนักตัว  ๓0-๓๕  กรัม ขนตามลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาลปนเหลือง มีจุดขาวอยู่กึ่งกลางหลังหรือข้างลำตัว มีขนแถบสีดำทอดยาวจากกึ่งกลางหลังไปจนกระทั่งสะโพก ด้านล่างลำตัวสีขาว ขนเรียบ บางและก็แนบติดกับลำตัว   ในช่วงฤดูหนาวขนตามลำตัวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทาและก็จุดขาวตามลำตัวจะลางเลือนไป ขายาว ลำตัวอ้วนล่ำ หัวค่อนข้างจะสั้น คอครึ้ม ตัวผู้มีลูกกระเดือกนูนออกมา รอบๆตูดวงรอบตูดมีสีขาวขอบสีดำ
กวางประเภทนี้รับประทานต้นหญ้า ใบไม้ และก็ผลไม้เป็นอาหาร ชอบอยู่กันเป็นฝูงในช่วงฤดูร้อน เพศผู้ที่โตเต็มกำลังจะแยกออกจากฝูง ทิ้งตัวเมียและลูก แม้กระนั้นในช่วงฤดูสืบพันธุ์จะกลับเข้ามาสืบพันธุ์กับตัวเมีย กวางชนิดนี้โตเต็มกำลังรวมทั้งสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ราว ๑๘  เดือน มีท้องราว  ๒๓0  วัน คลอดลูกครั้งละ  ๑  ตัว อายุยืนราว  ๒0  ปี
เคยเจอกวางอิหร่านในป่ารอบๆสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนรวมทั้งในตะวันออกกลาง ดังเช่น ในประเทศอิหร่านแล้วก็อิรัก ปัจจุบันนี้อาจสิ้นซากไปจากธรรมชาติแล้ว แต่ยังคงมีเลี้ยงอยู่บ้างตามสวนสัตว์หลายแห่ง
 [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] ตำราเรียนคุณประโยชน์โบราณว่า โหรามิคสิงคีเป็นยาถอนพิษ แก้ปวดตามข้อ ปวดเอว ใน หนังสือเรียนพระยาพระนารายณ์  มีตำรับยาขนานหนึ่งเข้า “โหราอำมิคสิงคี”  เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยาทรงเขี่ย ให้เอาโหราเดือยไก่ โหราอมฤตย์ โหราอำมิคสิงคี โหราบอนโหราเท้าสุนักข์ โหราเขากระบือ โหราใบกลม โกฏกัตรา ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ กระวาน  กานพลู พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี  มหาหิงคุ์ ดินประสิวขาว หอมแดง ชาตรี ยาทั้งนี้สิ่งละเฟื้อง ฝิ่นสลึง ๑  ทองคำเปลว  ๑0  แผ่น น้ำมะนาวเป็นกระสาย   บดทำแท่ง ตากในร่ม ฝนด้วยน้ำมะนาว น้ำท่า เมื่อเขี่ยแล้วนั้น ถึงเป็นฝีฟกทูมเมีย ขึ้นเป็นเม็ดเป็นเปาเป็นปมก็หาย ถ้าหากไม่สบายเจ็บ ให้สับกระหม่อมสับก้านคอ ทาหาย แก้ลมขึ้นสูงด้วย ถ้างูมองดูม์ ตะขาบ แมลงป่องขบ ฝนด้วยน้ำมะนาวก็ได้ สุราก็ได้ ทั้งรับประทานยา หาย  ฯ
ประโยชน์ทางยา
ยาไทยใช้เขากวางเป็นยาขนานหนึ่ง หนังสือเรียนยาสรรพคุณยาโบราณ เขากวางเป็นยาเย็น ดับพิษทุกอย่าง มีคุณประโยชน์แก้ร้อน ทำลายพิษแสดง แพทย์แผนไทยมักเอามาคั่วให้เกรียม หรือสุมให้ดำเกรียม และก็จึงเอามาผสมเข้าในตำรับยา
ในพระตำราโบราณอันเป็นต้นแบบของยาแพทย์แผนไทยนั้น มีตำรับยาที่ เข้า  “เขากวาง” หลายขนาน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยาขนานหนึ่งใน  พระตำรามหาโชตรัต ดังต่อไปนี้สิทธิการิยะ ถ้าเกิดใครจับไข้แลให้ร้อนด้านในให้อยากน้ำนัก แลตัวคนไข้นั้นให้กระด้าง อย่างกับขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเป็นเหน็บชาไปทั่วกายหยิกไม่เจ็บ   ท่านว่าเกิดรอยแดง  ภายในแลให้ปากแห้งคอแห้งฟันแห้งนมท้อใจให้เป็นต่างๆนั้น ท่านว่ารอยดำผุดออกยังไม่สิ้น ยังอยู่ในหัวใจนั้น ถ้าหากจะแก้ให้เอา รากกะตังบาย  ๑  จันทร์ทั้งยัง  ๒  สนเทศ  ๑  ระย่อม  ๑  พิศทุ่งนาศ  ๑  รากแตงเถื่อน  ๑  รากหมูปลดปล่อย  ๒  หัวมหากาฬ  ๑  หัวกะตอนเช้าผีมด  ๑  รากไคร้เครือ  ๑  ใบระงับ  ๑  ใบพิมเสน  ๑  ใบเฉียงพร้าหอม  ๑  ใบทองพันชั่งน้ำหนัก  ๑  เขากวาง ๑  งาช้าง  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวไอ้เข้  ๑   เขี้ยวหมูป่า  ๑   เขี้ยวแรด  ๑   ฟันกรามนาคราช  ๑   เขี้ยวปลาพะยูน  ๑   เกสรดอกบัวน้ำทั้ง  ๗   ผลสมอพิเภก  ๑   เทียนดำ  ๑   ใบสเดา  ๑   เปลือกไข่เป็ดสด  ๑   ผลจันทร์  ๑   ดอกจันทร์  ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน  ๑   รวมยาดังนี้เอาเท่าเทียมกัน   ทำผงแล้วจึงบดปั้นแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำดอกไม้ อีกทั้งกินอีกทั้งพ่น แก้สรรพไข้ทุกอันดังกล่าวมานั้น หายแล

Tags : สมุนไพร

10

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u]อำพัน[/url][/b]
อำพันเป็นซันแข็งที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ของสนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์
อันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า  Pinus  succinifera Conw.
ในตระกูลPinaceae

มีชื่อสามัญว่า  amber
มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า electron (เนื่องจากเมื่อเอาอำพันมาถูกับไหมจะได้ไฟฟ้าสถิต) อันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำว่า  electricity  ในภาษาอังกฤษ ที่หมายความว่าไฟฟ้า สมุนไพร หมอแผนไทยใช้อำพันปรุงเป็นยาแก้โรคนอนไม่หลับ  กระวายกระวน  ขี้ลืม ต้องกลนี  ๑  พิกุล  ๑  สาระภี  ๑  มะลิ  ๑  สัตบุศย์  ๑  สัตตบขี้ตระหนี่ ๑  กรุงเฉมา  ๑  อำพัน  ๑  ชะมดเชียง  ๑  พิมเสน  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้ เมื่อจะกินให้แชกน้ำตาลกรวดแก้พิษกังวลในอกในทรวงให้สวิงสวายให้หิวโหยหากำลังไม่ได้รับประทานหายแล

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเพะ
« เมื่อ: 24-11-2017 , 17:14:45 »

แพะเป็นสัตว์เลือดอุ่น
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capra hircus Linnaeus
จัดอยู่ในวงศ์ Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  goat
ชีววิทยาของแพะ
แพะเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแกะ  แม้กระนั้นมีลักษณะที่ต่างกันที่เห็นได้ชัด  เป็น
๑.แพะมีเคราใต้คาง ส่วนแกะไม่มี
๒.แพะเพศผู้มีต่อมกลิ่นสาบที่ใต้โคนหาง กลิ่นสาบจะกระจัดกระจายจากต่อมนี้ไปทั่วตัว เรียกกันว่า “กลิ่นแพะ” ส่วนแกะไม่มีต่อมกลิ่นดังที่กล่าวถึงแล้ว
๓.แพะไม่มีต่อมกลิ่นที่หว่างกีบ แต่ว่าแกะมีต่อมกลิ่นดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว
๔.แพะมักมีเขาคล้ายกระบี่ โค้งไปด้านหลัง แกะมักมีเขาม้วนกลับไปใต้หู แต่ก็ไม่เป็นเช่นนี้เสมอ
๕.แพะมักมีขนเป็นเส้นตรงๆ ส่วนใหญ่เป็นขนสั้นๆแม้กระนั้นลางประเภทที่เลี้ยงไว้บนที่สูงอาจมีขนยาว แต่ว่าแกะมีขนม้วนดกไปหมดทั้งตัว
 แพะบ้านที่เลี้ยงกันทั่วไปมีวิวัฒนาการมาจากแพะป่า ( wild  goat)  ซึ่งมีความสูง  ๗๐-๑๐๐  เซนติเมตร เขายาวโค้งไปด้านหลัง  ยาวราว  ๘๐-๑๓๐  เซนติเมตร  โค้งด้านบนคมรวมทั้งหยักเป็นคลื่น ตัวเมียมีเขาสั้น ยาวราว  ๒๐-๓๐  เซนติเมตร เขาโค้งนิดหน่อย เพศผู้มีหนวดเคราใต้คาง ไม่พบว่าตัวเมียมีเคราใต้คาง เจอแพร่ไปตามเกาะต่างๆของประเทศกรีซ ถึงประเทศตุรกี ประเทศอิหร่าน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน โอมาน ประเทศปากีสถาน และก็รอบๆใกล้เคียงในอินเดียในตอนนี้มีการเลี้ยงแพะบ้านกันในหลายประเทศ  บางประเทศเลี้ยงเพื่อเอาขน แม้กระนั้นจะต้องเลี้ยงบนที่ราบสูงที่มีอากาศหนาวเย็น บ้างก็เลี้ยงไว้กินนม บ้างก็เลี้ยงไว้รับประทานเนื้อ ชาวมุสลิมถูกใจกินเนื้อแพะมาก

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้เขาแพะรวมทั้งนมแพะเป็นเครื่องยา บางขนานใช้นมแพะเป็นน้ำกระสายยาน้ำนมแพะได้จากเต้านมของแพะตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า น้ำนมแพะมีรสหวาน ฝาด เย็น มีสรรพคุณแก้เลือด แก้หืดไอ แก้ท้องเดิน

12
อื่นๆ / สัตววัตถุลิ่น
« เมื่อ: 22-11-2017 , 16:35:15 »

ลิ่น
ลิ่น หรือนิ่ม เป็นสัตว์กินนม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Manis javanica Desmarest
มีชื่อสามัญว่า Malayan  pangolin
จัดอยู่ในวงศ์  Manidae
ชีววิทยาของลิ่น
ลิ่นมีลำตัวและหายาว  เวลาเดินข้างหลังจะโค้ง  ส่วนหัวและก็หางจะยืดตรง  ความยาวของลำตัววัดจากปลายปากถึงโคนหาง  ๕๐ -๖๐  ซม.  หางยาว  ๕๐ – ๘๐  เซนติเมตร  มีน้ำหนักตัว  ๖-๙  โล  ท่อนหัวเล็ก  ปากยาว  ตาเล็ก  ใบหูเล็ก  ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดแข็ง สมุนไพร ใต้เกล็ดแต่ละเกล็ดมีขนเป็นเส้นๆ เกล็ดละ  ๒ – ๓  เส้น  เกล็ดสีเหลืองถึงสีน้ำตาลเข้ม  บริเวณใต้คาง  ท้อง  ด้านในขาจะไม่มีเกล็ด  มีเล็บยาว  ปลายแหลมแข็งแรง  เหมาะกับขุดค้นดินและก็จอมปลวก  ไม่มีฟัน  มีลิ้นเป็นเส้นยาว  หางปกคลุมด้วยเกล็ด  ม้วนงอจับก้านไม้ได้ สัตว์ประเภทนี้โตเต็มที่และก็สืบพันธุ์ได้เมื่ออายุราว  ๑.๕  ปี  ท้องนานราว  ๑๔๐  วัน  คลอดลูกครั้งละ  ๑ – ๒  ตัว  ลูกที่เกิดใหม่จะติดตามไปกับแม่  โดยใช้ขาหน้าและขาข้างหลังกอดโคนหางแม่ไว้แน่น  ลูกลิ่นดูดนมแม่ตรงรักแร้  โดยที่แม่นอนเอียงหรือนอนหงาย  และหย่านมเมื่ออายุราว  ๓  เดือน  ลิ่นอายุยงยืนราว  ๑๐  ปี ลิ่นกินมด  ปลวก  รวมทั้งแมลงเป็นของกิน  ชอบออกหากินในกลางคืน  ส่วนกลางวันหลบนอนอยู่ในโพรงดิน  เวลาเข้านอนจะขดหรือม้วนตัวกลม  ใช้หางเกี่ยวกิ่งไม้ได้ แล้วก็สามารถปีนต้นไม้ได้  โดยใช้เล็บตีนช่วย  ประสาทรับกลิ่นและก็เสียงดีเยี่ยม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสาทรับกลิ่นซึ่งช่วยสำหรับในการหาอาหาร  แม้กระนั้นประสาทตาไม่ดีเจอได้ในทุกภาคของประเทศไย  ในต่างแดนพบพอดีลาว  กัมพูชา  เวียดนาม  มาเลเซีย  และอินโดนีเซียสัตว์ในสกุลเดียวกันนี้ที่อาจเจอในประเทศไทยอีก  คือ  ลิ่นจีน  อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Manis  pentadactyla  Linnaeus  มีชื่อสามัญว่า  Chinese  pangolin

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไยใช้เกล็ดลิ่นในตำรับยาน้อยมาก แตกต่างจากยาจีนซึ่งหมอมักใช้ลิ่นเข้าตำรับยา เกล็ดลิ่นเป็นเครื่องยาที่มนตำรับยาที่เมืองจีนรับประกันไว้  มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Squama  Manitis  มีชื่อสามัญว่า pangolin  scale เกล็ดลิ่นที่ใช้ในยาจีนได้จากลิ่นจีน แต่ว่าในตอนนี้เกล็ดลิ่นจากประเทศไทย  ภูมิภาคอินโดจีน  และแหลมมลายู ถูกส่งเข้าไปขายในประเทศจีนปีละมากๆ โดยมากเป็นในรูปเกล็ดที่คั่วในทรายจนพองก็ดีแล้วการเตรียมเกล็ดลิ่นสำหรับใช้เป็นเครื่องยานั้น อาจทำเป็น  ๓  แนวทางเป็น๑. ใช้เกล็ดแห้ง  ล้างน้ำให้สะอาด  แล้วผึ่งแดดให้แห้ง ๒. ใช้เกล็ดแห้งที่สะอาดแล้ว คั่วในกระทะทรายที่ร้อนมาก จนเกล็ดลิ่นพอง ทิ้งให้เย็น  ล้างให้สะอาด แล้วทำให้แห้ง หรือ ๓. เอาเกล็ดลิ่นที่คั่วกับทรายที่พองเต็มที่แล้ว จุ่มในน้ำส้มสายยกทันที  แล้วเอาออกทำให้แห้ง  เมื่อจะประยุกต์ใช้ปรุงยาก็ให้บดเป็นชิ้นเล็กๆ
ตำราเรียนยาจีนว่า
เกล็ดลิ่นมีรสเค็ม  เย็นบางส่วน  แสดงฤทธิ์ต่อเส้นตับและก็กระเพาะอาหาร  มีคุณประโยชน์ เป็น ๑.  กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและทำให้เมนส์สม่ำเสมอ  ก็เลยใช้กับสตรีในภาวะขาดระดูและก็มีก้อนในท้องเพราะเหตุว่าเลือดคั่ง  ๒. ไล่  “ลม” ที่ก่อโรคและขจัดการอุดกันใน  “เส้น”  ก็เลยใช้แก้อาการปวดและชะตามแขนขา ๓.  กระตุ้นนม ก็เลยใช้กับสตรีซึ่งไม่มีนมเลี้ยงลูก  และก็  ๔.  ลดการบวมและช่วยกำจัดหนองก็เลยใช้แก้แผลฟกช้ำดำเขียวต่างๆ แผลบวมมีหนอง  มักใช้ในขนาด  ๔.๕ – ๙  กรัม  ต้มน้ำดื่ม  นิยมใช้เกล็ดที่คั่วกระทั่งพอดิบพอดีแล้ว แต่การใช้กับสตรีในระหว่างมีท้อง  ควรที่จะใช้ด้วยความระมัดระวัง

Tags : สมุนไพร

13
อื่นๆ / สัตววัตถุหมูหริ่ง
« เมื่อ: 18-11-2017 , 09:53:33 »

หมูหริ่ง
หมูหริ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่รับประทานพืชรวมทั้งเนื้อ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arctonyx collaris  F. Cuvier
จัดอยู่ในตระกูล Mustelidae
มีชื่อสามัญ hog badger
ชีววิทยาของหมูหริ่ง
ลำตัวแล้วก็จมูกเหมือนหมู ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๕-๑๐๔ เซนติเมตร หางยาว ๑๒-๑๗ เซนติเมตร หูยาว ๓.๕-๔ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๗-๑๔ กิโลกรัม   ขนหยาบคาย หางสั้น คอสีขาว เล็บยาวโค้งแหลม อุ้งเท้าใหญ่ เหมาะกับการขุดค้นดิน ขนตามลำตัวสีออกเหลือง เทา และก็ดำ จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยมีแถบสีดำดาดลงมาจากส่วนหู ผ่านตาทั้งยัง ๒ ข้างลงมาถึงจมูก มีแถบสีขาวจากหน้าผากลงมาถึงขอบปากบน และก็มีแถบสีขาวอีกจุดหนึ่งตรงแก้ม คอรวมทั้งขนที่ขอบหูสีขาว เป็นสัตว์ที่มีกลิ่นตัวแรงมาก จมูกไว ว่องไว เป็นประจำชอบออกหากินเวลากลางคืน ศูนย์กลางวันซ่อนตัวตัวตามโพรงดินหรือโพรงไม้ ถูกใจคุ้ยเขี่ยดินหาอาหารด้วยจมูกรวมทั้งเล็บเท้า   หมูหริ่งเป็นสัตว์ดุร้าย ฤดูสืบพันธุ์อยู่ในฤดูหนาวถึงฤดูร้อน ตั้งท้องนานราว ๑๘๐ วัน คลอดครั้งละ ๒-๔ ตัว ช่วงแรกๆลูกๆจะอยู่ในโพรงดิน ตราบจนกระทั่งจะแข็งแรงพอก็เลยจะออกมาหากินพร้อมทั้งแม่  อายุยืน ๖-๗ ปี  ของกินเป็นพวกผลไม้ หน่อไม้ หนู กิ้งก่า แมลง และก็ไส้เดือน ในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือและก็ภาคใต้ ในต่างประเทศเจอที่อินเดีย จีน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเชีย แล้วก็อินโดนีเชีย

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ “น้ำมันหมูหริ่ง” อันเป็นน้ำมันที่ได้จากการเคี่ยวมันเปลวหมูหริ่ง เป็นยาพื้นสำหรับการจัดแจงยาน้ำมันหรือยาขี้ผึ้ง เป็นต้นว่าในตำรับยาขนานที่ ๖๙ สีปากบี้พระเส้น

14

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรประเภทผลิตภัณฑ์จากพืช[/url][/size][/b]
กระทิง -น้ำมันจากเม็ด แก้ปวดตามบาปข้อและกระดูก
กะถุงลาย -น้ำมันจากเมล็ด แก้เหน็บชา ขับเหงื่อ
กำยาน -ขับฉี่ บำรุงหัวใจ แก้โรคปอดและก็หลอดลมอักเสบ สมานแผล
 คนทีเฉมา – ยาง ขับเลือดและก็ลงให้กระจาย
 
คำฝอย – น้ำมันจากเมล็ด แก้อัมพาต
 
งิ้ว – ยาง แก้ท้องเสีย แก้ระดูตกหนัก บำรุงเลือด
 
จาก -น้ำตาล สมานหัวริดสีดวงทวารหนัก
 
จำปา -ยาง แก้ริดสีดวงพลวก
 
ตาตุ่ม – ยาง แก้หนองและก็ลม ถ่ายพรรดึก กัดทำลาย
 
ตีนเป็ดน้ำ – น้ำมันเมล็ดใน แก้หวัด หิดเหา
 
ทองกวาว – ยาง แก้ท้องร่วง
 
นุ่น -น้ำมันจากเมล็ด ขับเยี่ยว ระบายอ่อนอ่อนๆ
 

มะม่วงหิมพานต์ – ยาง ทำลายตาปลาหรือเป็นปุ่มโต แก้รัตตะปิตตะโรค
 
ว่านหางจระเข้ – ยาง ถ่าย ขับฉี่ ขับรอบเดือนแก้รัตตะปิดตาโรค
 
สบู่ขาว – ยาง แก้ปากยุ่ยพุพอง ลิ้นเป็นฝ้าเป็นละออง
 
หมีเหม็น – ยาง แก้รอยแผล แก้บอบช้ำ

15

สมุนไพรชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของต้นพืชคืออะไร?
ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช หรือชื่อพฤกษศาสตร์ เป็นชื่อสากลของพืชที่ตั้งขึ้นมาตั้งตามข้อตกลงนานาประเทศ โดยกำหนดให้ใช้ชื่อเป็นภาษาละติน เนื่องจากว่าเป็นภาษาที่ตายแล้ว ก็เลยมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หรือบอกได้ว่าไม่มีความเคลื่อนไหวเลย
คาร์โลลัส ลินเนียส เป็นผู้นำระบบการเรียกชื่อแบบนี้มาใช้เป็นครั้งแรกในปี คศ ๑๗๕๓ เรียกกันว่า “ระบบเรียกชื่อคู่” (binomial nomenclature) ระบบนี้เรียกชื่อดังการเรียกชื่อของชาวจีน เป็นเรียกชื่อสกุล (แซ่) ก่อน แล้วจึงและก็ตามด้วยชื่อจริง อย่างเช่น เหมาเจ๋อตง เหมาเป็นชื่อสกุลเงินหรือแซ่ ส่วนเจ๋อตง เป็นชื่อตัว ซึ่งก็คือ (นาย) เจ๋อตง (แซ่) เหมา ในการเรียกชื่อแบบไทยนั่นเอง การเรียกชื่อแบบงี้ ชื่อที่ตามหลังนามสกุลจะเป็นชื่อจริง (ถ้าเกิดเป็นพืชก็จะเป็นชื่อประเภท) การตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของพืชมีหลักเกณฑ์ต่างๆและก็หลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติมาก และก็การกำหนด “แบบอย่างต้นแบบ” (type specimen) สำหรับใช้ทำคำพรรณนารูปแบบของพืชจำพวกนั้นๆแม้กระนั้น ชื่อพฤกษศาสตร์ ของพืชมักนิยมเขียนเป็น ๓ ชื่อ โดยชื่อสุดท้ายนั้น มากมายใส่ไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่นักพฤกษศาสตร์ผู้ตั้งชื่อนั้น ดังเช่นว่า ต้นโมกสิริกิตอันเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย ที่เพิ่งจะศึกษาและทำการค้นพบใหม่ทางวิชาพฤกษศาสตร์(รายงานเมื่อปีพ.ศ ๒๕๔๔ ) ขึ้นชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Wrightia sirikitiae D.J.Middleton & Santisuk นามสกุลก็คือ Wrightia อันเป็นสกุลโมกมัน ชื่อประเภท sirikitiae ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ให้เชิญพระนาม “สิริกิต์” มาตั้งเป็นชื่อชนิดเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ชื่อD.J.Middleton & Santisukเป็นชื่อผู้ตั้งชื่อชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ประเภทนี้ ชื่อ Santisuk เป็นชื่อสกุลของ ศาสตราจารย์ดร. ธวัชชัย สันติสุขราชบัณฑิต พืชจำพวกนี้จัดเป็นพืชหายากรวมทั้งใกล้สิ้นซาก แล้วก็พบรอบๆเขาหินปูนบริเวณรอยพระบาท จังหวัดสระบุรี

ดอกเข้าพรรษา
อันเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย พึ่งได้รับการค้นพบใหม่ทางพฤกษศาสตร์ด้วยเหมือนกัน (รายงานเมื่อปี  พ.ศ ๒๕๔๔) ว่า Smithatris supraneanae W.J.Kress & K.Larsen นามสกุลคือ Smithatris เป็นนามสกุลใหม่ของสกุลขิง ชื่อจำพวกคือ supraneanae ตั้งให้เป็นเขตแดนของไทย ชื่อสุปราณี คงจะพิชญานันท์ ส่วนชื่อ W.J.Kress & เป็นนักพฤกษศาสตร์ผู้ร่วมจัดตั้งชื่อประเภทนี้ดอกต้นดอกเข้าพรรษาเจอในธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรีและจังหวัดลพบุรีดอกจะบานช่วงวันเข้าพรรษา เพราะเหตุว่าช่อดอกมีใบตกแต่งสีขาวและมีดอกสีเหลืองอยู่ข้างในราษฎรจึงนำไปใส่บาตรดอกไม้ในวันเข้าพรรษาที่สัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
นามนั้นสำคัญไฉน?
พรรณพรรณไม้แต่ละจำพวกมีชื่อเรียกต่างๆกันไปตามเขตแดน และก็ตามภาษาของชาติพันธุ์ ตัวอย่างเช่น ต้นลั่นทม ของทางภาคกึ่งกลางนั้น ลาวเรียก จำปา หรือดอกพิกุลของทางภาคกึ่งกลางนั้น ล้านนาเรียก ดอกแก้ว ซึ่งดอกแก้วทางภาคกึ่งกลาง หมายความว่าต้นไม้อื่นอีกหลายประเภท การใช้ชื่อพฤกษศาสตร์จึงช่วยทำให้ชาติต่างๆไทยรวมทั้งเทศสามารถสื่อสารถึง พืชประเภทเดียวกันได้ตรงกัน

หน้า: [1] 2