ผู้เขียน หัวข้อ: รถยนต์คลาสสิค :FN  (อ่าน 6 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

24-11-2018 , 22:37:27
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2913
    • ดูรายละเอียด
ความหมายของ mega888 รถยนต์คลาสสิค (รถยนต์คลาสสิค)

Classic Car example: MGA, Mercedes Benz 190SL, 220S Fintail, Jaguar Mark VII M

ก่อนหน้าที่ผ่านมาก  เมก้า888 มีการเพียรพยายามนิยาม รวมทั้งชี้แจงความหมายของ รถยนต์คลาสสิกกันไปต่างๆนานา ซึ่งในหลายประเทศ หลายกรุ๊ป ก็ชอบสื่อความหมายต่างกันออกไปบ้าง ซึ่งความหมายที่ถูกเหมาะสมกับการใช้แรงงานในภาษาไทยนั้นเป็นไปดังต่อไปนี้ การจัดประเภทของรถยนต์เก่า อย่างเป็นสากล จะมีการแบ่งจากช่วงเวลาของการสร้างออกไว้ได้หลายสมัย ซึ่งบางทีอาจกล่าวโดยย่อตามการจัดสมัยของรถยนต์ตามแบบอย่างของทางอังกฤษ เพื่อรู้เรื่องได้ง่ายไว้ดังต่อไปนี้
- รถยนต์เวเทแรน (Veteran Car) ซึ่งก็คือรถยนต์ที่ผลิตก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะสิ้นสุดลงปี 1918
- รถยนต์วินเทจ (Vintage Car) ซึ่งก็คือรถยนต์ที่ผลิตระหว่างระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงตอนจบสงครามโลกครั้งที่สอง กล่าวอีกนัยหนึ่งข้างหลังปี 1918 จนกระทั่งปี 1939 (ตอน 1939-1945 เป็นตอนที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2)
- รถยนต์คลาสสิก (Classic Car) หากพินิจเฉพาะจากเวลาผลิต จะเป็นรถยนต์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี ค.ศ. 1945) จนกระทั่งวันที่ 31 ธ.ค. คริสต์ศักราช 1977 (โดยชอบด้วยกฎหมายการละเว้นภาษี Road Tax ของอังกฤษรายปี 2018 ซึ่งอาจมีความเคลื่อนไหวไปตามช่วงเวลาในอนาคต) แม้กระนั้นดังนี้ การจะพินิจว่ารถยนต์แบรนด์ใด รุ่นใด เข้าเกณฑ์การเป็นรถยนต์คลาสสิกนั้น จะมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งกว่าเพียงแค่จะใคร่ครวญจากปีที่ผลิต หรือเพียงแต่อายุของรถยนต์อาทิเช่นในอดีตกาล เนื่องจากว่ามีมีการผลิตรถยนต์ขึ้นปริมาณพรั่งพร้อม มากยิ่งกว่าในสมัยก่อนหน้ามากนัก การจะจัดว่ารถยนต์รุ่นใดเข้าเกณฑ์เป็นรถยนต์คลาสสิก ก็เลยจะต้องพิจารณาถึงเรื่องคุณประโยชน์ ประสิทธิภาพ ความพิเศษ การออกแบบ ความนิยมชมชอบ และก็อื่นๆประกอบไปด้วย ก็เลยจะถือว่ารถยนต์รุ่นดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นเป็นรถยนต์คลาสสิก ซึ่งแนวทางที่จะใคร่ครวญเรื่องคุณประโยชน์ต่างๆนั้น สามารถพิเคราะห์โดยรวมได้จากดรรชนีีชี้วัดด้าน "ราคาท้องตลาด" ซึ่งในที่นี้เป็นราคาท้องตลาดที่เป็นสากล ในนานาอารยะประเทศ ซึ่งรถยนต์คลาสสิกนั้น จะเป็นรถยนต์ที่มีลัษณะทิศทางของราคาตามท้องตลาดอยู่ในลักษณะ "ไม่เสื่อมราคาลง" (Stop Depreciate) แต่จะ "มีมูลค่ามากขึ้น"